Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/08/53
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/08/53 PDF Print E-mail
Monday, 23 August 2010 10:00

กลยุทธ์การลงทุน
ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสย่อตัวเพื่อรอผลการประชุม กนง. วันนี้ แม้ยังมี Fund Flow
หนุน แต่คาดว่าดัชนี 900 จุด ยังเป็นแนวต้านระยะสั้น ด้วยตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลัง
จาก PER วิ่งขึ้นไปแตะ 14 เท่า แนะนำให้เลือกซื้อหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตในปี 2554 PER
ต่ำกว่า 10 เท่า พร้อมมีเงินปันผลต่อเนื่อง ในกลุ่มพลังงาน (BANPU, LANNA) โรงกลั่น
(PTTAR, BCP, TOP) และหุ้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะยาวคือ รถไฟฟ้าบนดิน
(BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (BMCL)     

เศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป ส่อสัญญาณชะลอตัวในงวด 2H53 เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นโลก
ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ถือว่ายังมีความเสี่ยงสูง จึงเห็นภาพการปรับตัว
ขึ้น-ลง สลับรายวัน สูง ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจ และ ตลาดหุ้นโลก ในงวด 2H53 และต่อเนื่องใน
1H54 โดยเฉพาะในทวีบยุโรป แผนการตัดลดงบประมาณรายจ่ายที่ธนาคารกลางยุโรป ต้องการ
ให้ประเทศสมาชิกลดขาดดุลงบประมาณ ที่สูงเฉลี่ยเกิน 6% ของทั้งภูมิภาคในขณะนี้ ลงเหลือไม่
เกิน 3% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ทำให้คาดว่าเม็ดเงินรายจ่ายของภาครัฐ จะหดหายไปราว 4-5
แสนล้านเหรียญฯ หรือ ราว  (14 ล้านล้านบาท)  หรือ ราว 3% ของ GDP  ซึ่งทำให้ธนาคารกลาง
ยุโรป จำเป็นจะต้องใช้นโยบายการเงินแบบอ่อนตัวต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจนถึงปี
2554 ขณะที่ความสำเร็จในการออกพันธบัตรรัฐบาลของประเทศไอร์แลนด์ และกรีก จะเป็นดัชนี
ชี้นำที่สำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปนับจากนี้ ขณะที่ในสหรัฐเอง  ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภาคครัวเรือน พบว่าแสดงทิศทางการอ่อนตัวต่อ
เนื่อง เช่น US leading Indicator, Retail Sales, Car Sales และล่าสุด ผู้ขอรับสวัสดิการว่าง
งานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 1.2 หมื่นคน เป็น 5 แสนราย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 9 เดือน (ใกล้เคียง
กับสถิติเดิมในเดือน พ.ย. 2552) ด้วยเหตุนี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ของ JP Morgan ได้แสดง
ความกังวลต่อเศรษฐสหรัฐในช่วง 2H53 และต่อเนื่องในปี 2554 โดยได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ
ในระยะ 4 ไตรมาสข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือไตรมาสละ 2.6% เทียบกับในงวด
1H53 ที่เติบโตเฉลี่ยราว 2.8% นับว่าเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับ ASP ที่เคยนำเสนอแล้วว่า นัก
เศรษฐศาสตร์ของ IMF อาจจะต้องปรับลดประมาณ GDP Growth งวด 2H53 ที่คาดการณ์ไว้
เดิมว่าจะเติบโต 3.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตในงวด 1H53 มาก ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์  
IMF ได้คาดการณ์  GDP growth ในงวด 2H53 ของยุโรป และญี่ปุ่น เติบโตเฉลี่ยลดลงเหลือ  
0.85% และ 1.4% เทียบกับราว 1.15% และ 3.4% ในงวด 1H53 ตามลำดับ     

ค่าเงินเอเซียยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าหลัก น่าจะกดดันการค้าโลกโดยรวม
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในภูมิภาคเอ
เซีย และภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ไม่ได้แตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว กล่าวคือ มีแนวโน้มชะลอ
ตัวในงวด 2H53 และใน 1H54 เช่นกัน โดยหากยึดข้อมูลจากการทำการสำรวจของ
Bloomberg พบว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ คาดหมายว่าเศรษฐกิจในงวด 2H53 ของหลาย
ประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มีทิศทางชะลอตัวเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว โดย
เฉพาะเกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย หรือประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เช่น รัสเซีย
บราซิล และจีน เป็นต้น แต่ภาพโดยรวมประเทศเหล่านี้ยังคงมีอัตราการเติบโตในอัตราที่สูงเฉลี่ย
เกิน 5% และความได้เปรียบทางการค้าจากที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ ทำให้ยังได้ดุลการค้า และ
หนุนให้ค่าเงินเอเซียมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการไหลเข้าของ
Fund Flow   (โดยรวมนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซียในเดือน ก.ค. ถึงปัจจุบัน
1.33 หมื่นล้านเหรียญฯ (โดยซื้อตลาดหุ้นไทยนับจาก 23 ก.ค. 2553 จนปัจจุบันราว 2 หมื่นล้าน
บาท หลังจากขายสุทธิ 6.9 หมื่นล้านบาท ในเดือน เม.ย.-มิ.ย. 2553 แต่นับจากต้นปีจนถึง
ปัจจุบันซื้อสุทธิในไทยเพียง 2 พันล้านบาท) โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนต่างชาติได้ซื้อ
สุทธิในตลาดหุ้นเอเซีย 822 ล้านเหรียญฯ  เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ที่มีสถานะขายสุทธิ ทั้งนี้
นับว่าเป็นการซื้อใน 3 ประเทศหลักคือ อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย เป็นต้น โดยยังคงขายสุทธิ
หนักในประเทศไต้หวัน และเกาหลีเช่นเดิม แต่การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นรุนแรงในช่วง 3 วัน
ที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่าจะเห็นดัชนีหุ้นไทยปรับฐานที่ดัชนีใกล้ 900 จุด  

ตลาดหุ้นมีโอกาสย่อ รอผลการประชุม ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในบ่ายวันนี้  
วันนี้เชื่อว่าตลาดอาจจะมีการย่อพักฐานเล็กน้อย เนื่องจากดัชนีได้ปรับตัวขึ้นรวดเร็วใน
ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนทราบผลการประชุมคณะกรรมการการเงิน (กนง.)  ในบ่ายวันที่
23 ส.ค. นี้ ซึ่งหากมีการขึ้นดอกเบี้ยตามที่คาด 0.25%  ก็ถือว่าเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 และ
จะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ที่ 1.75% ขณะที่คาดว่าการประชุมอีก 2 ครั้งถัดไปก่อนสิ้นปี
2553 จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง  ราว 0.25% ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นไปตามกรอบ
ที่ผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ที่ต้องการให้เกิดขึ้น หรือต้องการเห็นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปที่ 2% ภายใน
สิ้นปีนี้ ทั้งนี้หากมีการขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.25% ตามคาด เชื่อว่าตลาดน่าจะสะท้อนข่าวดังกล่าวไป
แล้ว  แม้มีการย่อตัวลงในระหว่างวัน แต่คาดว่าหลังจากนี้ดัชนีจะมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง  (จากผล
การศึกษาของนักวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่า ตลาดหุ้นมักจะมีการพักฐานอย่างน้อยราว 1-2
สัปดาห์ ก่อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และหลังการขึ้นดอกเบี้ยถ้าเป็นไปตามคาด ตลาดจึงจะเริ่ม
ฟื้นตัวรอบใหม่)  ทั้งนี้ฝ่ายวิจัย ASP ได้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นของตลาดใน
ปี 2553 ขึ้นจากเดิม 6% เป็นหุ้นละ 66.6 บาท ทำให้ได้ดัชนีที่เหมาะสมสิ้นปี 2553 อยู่ที่ระดับ
932  จุด จากเดิมที่ระดับ 880 จุด  โดยยังคงอิง PER 14 เท่า เช่นเดิม    

ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรงมาก ให้เลือกหุ้น PER ต่ำกว่าตลาด มีเงินปันผล หรือกลุ่มโรงกลั่นที่เริ่ม
ฟื้นตัว
ตลาดหุ้นไทยในรอบนี้มีการปรับฐานเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น และทำจุดต่ำสุดที่ 856
จุด ไม่ได้ปรับตัวลงไปที่ระดับ 830-840 จุด ตามที่ได้นำเสนอไว้ในดังภาพที่ปรากฏข้างต้น  ทั้งนี้
เกิดจาก Fund Flow ที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาล บวกกับการกลับมาซื้อของนักลง
ทุนสถาบันไทย  และพอร์ตบริษัท ที่หนุนให้ดัชนีหุ้นไทยกลับไปยืนเหนือ 880 จุด ซึ่งการฝื้นตัวดัง
กล่าวถือว่า เร็วกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ว่าจะเกิดขึ้นหลังการประชุมของ กนง. ในวันนี้ แต่อย่างไรก็
ตามหากดัชนีย่อตัวในวันนี้  แนะนำให้นักลงทุน หาจังหวะทยอยซื้อหุ้นรายตัว โดยให้เลือกลงทุน
เฉพาะหุ้นที่มีลักษณะองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ มี EPS Growth, PER ปี 2553-2554 ต่ำ
กว่า 10 เท่า และมีเงินปันผล ซึ่งน่าจะเข้าข่ายเป็น Value stocks เช่น ถ่านหิน (BANPU,
LANNA) และรถยนต์ (STANLY)  หรือกิจการที่เติบโตในระยะยาว  (BTS, MINT)  และรวม
ไปถึงกลุ่มโรงกลั่น  เนื่องจากเชื่อว่าธุรกิจโรงกลั่นและอะโรเมติกส์ ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในงวด
2Q53 ไปแล้ว สะท้อนจากค่าการกลั่นในปัจจุบัน ที่แกว่งตัวในกรอบ 5 – 6 เหรียญฯต่อบาร์เรล
เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 2-3 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในงวด 2Q53 ขณะที่ Spread ของอะโรเมติกส์
และวัตถุดิบ ก็เริ่มฟื้นตัวในเดือน ส.ค. หลังจากตกต่ำสุดในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจาก
Supply ใหม่ๆ ถูกเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า ขณะที่ความต้องการใช้ Px สำหรับเส้นใยโพลีเอส
เตอร์ และ Bz สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ยังเพิ่มสูงขึ้นทั้งคู่ จึงแนะนำซื้อทั้ง TOP, PTTAR    
(TOP มีสัดส่วนธุรกิจโรงกลั่น : อะโรเมติกส์ ที่ 50% : 50% และส่วน PTTAR  40% : 60%
ตามลำดับ)                

Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday812
mod_vvisit_counterAll days812

We have: 810 guests online
Your IP: 216.73.216.73
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 09, 2026

4273448