|
'โฆสิต' คาดปีนี้ GDP โตเกิน 4%
|
|
|
Tuesday, 04 May 2010 13:33 |
|
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้หรือจีดีพีของประเทศไทยมีโอกาสที่จะเติบโตมากกว่า 4% แม้จะมีผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้มีการประกาศแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมือง อีกทั้งได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการเลือกตั้งในช่วงปลายปี เชื่อว่าในระยะสั้นจะมีเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจ สนับสนุนให้จีดีพีเติบโตขึ้นในระดับดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาว หัวใจสำคัญจะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจรัฐสวัสดิการ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และลดความเหลื่ยมล้ำด้านรายได้ทางสังคมให้หายไป ประกอบกับการทำงานและร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติมีความก้าวหน้า
นายโฆสิต กล่าวอีกว่า จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้มีแถลงการณ์และเสนอ 5 แนวทางปรองดองแห่งชาติ ถือเป็นสัญญาณและจุดเริ่มต้นที่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์และแรงต้านทางการเมืองลง อีกทั้งเป็นความพยายามที่รัฐบาลจะเสนอทางออกให้กับสังคมด้วยแนวทางที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากผู้ที่เกี่ยวข้องมีการตอบรับเชื่อว่าก็จะส่งผลดี เนื่องจากแนวทางส่วนใหญ่ที่ได้มีการนำเสนอเป็นแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว จึงเป็นความหวังให้กับทุกฝ่ายว่าจะมีการเริ่มต้นในการแก้ปัญหา
นอกจากนี้มองว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ทั้งนี้หากไม่มีแรงต้านจากปัญหาการเมืองมากดดันก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มากกว่าปัจจุบัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาการขยายตัวของเศรษฐกิจนับจากไตรมาส 4/2552 ที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้รับอานิงสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งถือเป็นแรงส่งที่มีความสำคัญ และมีความต่อเนื่องมายังไตรมาส 1/2553 แม้จะมีผลกระทบจากปัญหาทางด้านการเมืองในประเทศ ขณะที่ผลจากแรงต้านทางการเมืองเริ่มมีผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดัน แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะคลี่คลายลงได้
นอกจากนี้ หากประเมินถึงปัจจัยหลักที่ทำให้ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ภาคเอกชนสามารถตกลงและร่วมมือ มีการปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านความรู้ได้ดีขึ้น 2. ภาคเอกชนยังมีความเข้มแข็งในด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ และเป็นปัจจัยที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพให้มีความเข้มแข็ง และ 3. ความสามารถภาคเอกชนที่สามารถซึมซับและปรับตัวให้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคให้ดีขึ้น
|
Comments