|
Monday, 10 May 2010 08:44 |
|
ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวยอมรับว่า การยกเลิกสัญญาสัมปทานดาวเทียมของ บริษัทไทยคม จำกัด(มหาชน)ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการมาก่อนหน้านี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากจะต้องมีการตรวจสอบอย่างระเอียดว่าผู้รับสัมปทานทำผิดสัญญาข้อใด ร้ายแรงขนาดไหน ซึ่งในหลักการในการทำธุรกิจร่วมกันต้องยืนอยู่บนหลักการ ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย หากผู้รับสัมปทานถูกยกเลิกสัมปทานจนเกิดความเสียหาย อาจจะส่งผลกระทบความน่าเชื่อถือต่อการลงทุนในประเทศไทยต่อนักลงทุนต่างชาติ
'การยกเลิก สัญญาไม่ง่าย เหมือนแคะขนมครก การดำเนินการต้องทำอย่างรอบคอบ และทำตามลายลักษณ์อักษรจากสัญญา และเอกสารการดำเนินการร่วมกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย'
ส่วนกรณีที่ นายสุเทพ สั่งการให้ ไอซีที ยกเลิกสัญญาไทยคม โดย ตามสัญญาข้อ 43 เพราะไทยคม ไม่ให้ความร่วมมือปิดกั้นช่องสัญญาณดาวเทียม ' พีเพิล ชาแนล'เท่าที่ควรนั้น ในกรณีนี้ต้องมีการหารือกับไทยคม และจากการหารือที่ผ่านมาพบว่า ไทยคมได้พยายามดำเนินการ และให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ส่วนสาเหตุที่ไม่สามารถดำเนินการปิดกันได้ทันทีเพราะพีเพิล ชาแนลแพร่ภาพฝ่ายช่องสัญญาณจากอิสราเอล
รมว.ไอซีที ยังชี้แจง กรณีไทยคมยิงดาวเทียม 'ไอพีสตาร์' และมีข้อถกเถียงว่า ไอพีสตาร์ไม่มีคุณสมบัติเป็นดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ตามสัญญาสัปทาน เพราะไอพี สตาร์เพราะเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์(รองรับบริการอินเตอร์เนตความเร็วสูง) นั้น จากการตรวจสอบสัญญาพบว่ามีการระบุไว้เพียงว่า ไทยคมต้องจัดหาดาวเทียมที่มีคุณภาพมากกว่าดาวเทียมดวงก่อนหน้านี้
สำหรับการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องดำเนินการตามลายลักษณ์อักษรของทั้งสองฝ่าย และต้องตรวจสอบ ดำเนินการของสัญญา รวมถึงการแก้ไขสัญญาในแต่ละครั้งว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บร่วมทุนปี2535หรือไม่ ซึ่งการแก้ไขในเรื่องนี้ หากยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องก็ต้องทำให้ถูกต้อง
ด้านผลประโยชน์ที่ภาครัฐได้รับพบว่า นับตั้งแต่ ไทยคมรับสัมปทานในปี 2534 จนถึงบริษัทส่งรายได้ให้รัฐแล้ว 4,600 ล้านบาท ทั้งที่ตามสัญญากำหนดรายได้ขั้นต่ำที่จะได้รับจนหมดอายุสัมปทานไว้เพียง 1,600 ล้านบาท ร้อยตรีระนองรักษ์ กล่าวกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ยื่นหนังสือให้เลิกปิดกั้นสื่อในเครือข่ายของคนเสื้อแดงด้วยว่า ไอซีที จะดูแลในส่วนที่รับผิดชอบในส่วนของการปิดกั้นเว็บไซต์ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าอำนาจในการปิดกั้นสื่อต่างๆขณะนี้อยู่ในความรับผลชอบของ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉิน (ศอฉ.) ไอซีทีเป็นเพียงผู้ปฎิบัติการตามคำสั่งเท่านั้น
'ที่ผ่านมาที่ไม่ได้อกมาชี้แจงกรณีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับไอซีที เพราะอำนาจการสั่งการต่างๆที่เกี่ยวกับความมั่นคงเป็นของ ศอฉ. ดังนั้นจึงอย่าให้ข่าวออกมาจากทาง ศอฉ.โดยตรง'
นอกจากนี้ รมว.ไอซีที กล่าวถึงความคืบหน้าในโครงการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ของ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)ด้วยว่า สาเหตุที่ยังล่าช้า และยัง ไม่สามารถดำเนินการได้จนถึงปัจจุบัน เพราะมีการปรับปรุงแผนธุรกิจ ลดวงเงินการลงทุนเหลือ 20,000 ล้านบาท จากเดิม 29,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์ของ 3 จี ปรับตัวลดลงไปมาก แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะรายงานแผนธุรกิจต่อ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.)หรือ สภาพัฒน์ฯและคาดว่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นอีกสองสัปดาห์ ก็จะสามารถนำเสนอเข้า ครม.ชุดใหญ่ได้
'เรื่องผล การลงทุน 3 G ต้องผลัก ดันให้สำเร็จก่อนการยุบสภา เนื่องจากเป็นโครงการที่สำคัญของประเทศ โดยสาเหตุที่โครงการดังกล่าวต้องชะลอ เป็นเพราะก่อนหน้านั้นการแต่งตั้ง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ยังไม่ลงตัว หรือมีไม่ครบ 7 คนแต่ ขณะนี้มีกทช.ครบแล้วจึงสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปได้' รมว.ไอซีที
ที่มา แนวหน้า
|
Comments