|
ครม.ศก.ยัน ศก.5 เดือนแรกปี 53ยังเป็นบวก
|
|
|
Monday, 12 July 2010 12:56 |
|
นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้เสนอ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2553 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังเป็นบวกแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบทางการเมือง โดยธุรกิจภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ยังมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดีในเดือนมิ.ย. ซึ่งคาดว่าจะสามารถกลับมาสู่การฟื้นตัวได้ก่อนสิ้นปี 2553
ขณะที่ภาคการบริโภคได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยและมีแนวโน้มจะขยายตัวสูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวสูง การจ้างงานอยู่ในระดับดี ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้ประกอบการและนักลงทุน ปรับตัวสูงขึ้นหลังสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ส่งผลให้การผลิตและการลงทุนขยายตัวได้ต่อเนื่อง
แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของประเทศต่างๆ ได้เริ่มทยอยสิ้นสุดลง การชะลอการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ภาวะวิกฤตหนี้ในยุโรปอาจจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยเกิดการชะลอตัวลงเล็กน้อย
นอกจากนี้ สถานการณ์ภาคการเงินของไทยยังถือว่าขยายตัวได้ต่อเนื่องตามภาวะการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจ โดยภาคการเงินโดยรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง รวมถึงการปล่อยสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่ดีเพราะในระบบการเงินยังมีสภาพคล่องที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อทำให้ 4 เดือนแรกการปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้ต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่อีก 1-2 ปีข้างหน้าเชื่อว่าจะมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินของประเทศ ซึ่งการพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร
ขณะเดียวกันด้านอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นตามแนวโน้มสกุลเงินอื่นๆ โดยเฉพาะการยืดหยุ่นสกุลเงินหยวนของประเทศไทยจีน ซึ่งปัจจุบันแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.75% แต่ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออกของไทย
นายธราดลยังกล่าวต่อว่า ได้มีการรายงานสถานการณ์การลงทุนตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.53) มีมูลค่าการลงทุน 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.4% ซึ่งคาดว่าเกิดการจ้างงานรวม 76,656 คน โดยหมวดอุตสาหกรรมที่มีผู้สนใจขอรับส่งเสริมลงทุนอันดับ 1 ได้แก่ หมวดบริการและสาธารณูปโภค มีเงินลงทุน 8.5 หมื่นล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เซรามิก โลหะขั้นมูลฐาน มี มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท อันดับ 3 อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท อันดับ 4 ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่า 2.28 หมื่นล้านบาท
|
Comments