Error
แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ... ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก
Print
Friday, 06 August 2010 16:48

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 แม้ต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่จากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง แต่เศรษฐกิจไทยก็สามารถฟื้นตัวขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างแข็งแกร่งเกินคาด ด้วยอัตราการขยายตัวที่คาดว่าจะสูงถึงประมาณร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) ซึ่งถือได้ว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นรองสิงคโปร์และจีน (ซึ่งขยายตัวร้อยละ 18.1 และ 11.1 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด โดยเฉพาะตัวเลขของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีน อาจเป็นปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังให้ชะลอตัว เนื่องจากแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกที่อาจอ่อนกำลังลง

สำหรับตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 2/2553 ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรายงานในวันที่ 23 สิงหาคม 2553 นั้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลดัชนี KR Economic Condition Index ที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดทำขึ้น เพื่อประเมินภาพอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ที่เป็นรายเดือน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2553 อาจขยายตัวสูงประมาณร้อยละ 8 (YoY) ชะลอลงจากที่เติบโตที่สูงสุดในรอบ 15 ปีที่ร้อยละ 12.0 ในไตรมาสที่ 1/2553 แต่เป็นอัตราที่สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยค่าจีดีพีในเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงร้อยละ 9 จากที่ต่ำลงไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7 ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากผลกระทบของถานการณ์ทางการเมือง

ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คาดว่ามูลค่าจีดีพี (ที่ปรับฤดูกาล) ในไตรมาสที่ 2/2553 อาจหดตัวประมาณร้อยละ 1.4 (Seasonally-Adjusted Quarter-on-Quarter) จากที่ขยายตัวแข็งแกร่งที่ระดับร้อยละ 4.0 และร้อยละ 3.8 ในไตรมาสที่ 4/2552 และไตรมาสที่ 1/2553 ตามลำดับ

แม้ว่าสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในช่วงไตรมาสที่ 2/2553 ได้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก และผู้ประกอบการร้านค้าในย่านที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของภาคการส่งออกที่ยังคงเร่งตัว ประกอบกับภาครัฐมีมาตรการเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองได้ค่อนข้างเร็ว อีกทั้งยังมีผลกระตุ้นของมหกรรมฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งช่วยพลิกฟื้นบรรยากาศความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับมาคึกคักขึ้นได้เร็วกว่าที่คาด ปัจจัยบวกดังกล่าวมีส่วนช่วยชดเชยความสูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยหดตัวร้อยละ 3. 6 ในไตรมาสที่ 2/2553 จากที่เติบโตสูงประมาณร้อยละ 27.8 (YoY) ในช่วงไตรมาสที่ 4/2552 และไตรมาสที่ 1/2553 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวชัดเจนในเดือนเมษายน และหดตัวถึงร้อยละ 12.9 ในเดือนพฤษภาคมที่สถานการณ์การเมืองทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิถุนายนหลังการชุมนุมยุติ โดยหดตัวร้อยละ 1.1 นอกจากนี้ การผลิตในภาคอุตสาหกรรมเติบโตในอัตราที่ชะลอลงมาที่ร้อยละ 20.2 (YoY) ในไตรมาสที่ 2/2553 จากร้อยละ 31.2 ในไตรมาสแรก โดยเป็นผลจากวันทำงานที่น้อยลงเนื่องจากสถานประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการปิดทำการในช่วงที่สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เร่งตัวขึ้นได้ส่งผลดีต่อการผลิต การบริการ และการจ้างงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยมูลค่าและปริมาณการส่งออกตามฐานดุลการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายตัวร้อยละ 41.8 และร้อยละ 29.0 ตามลำดับในไตรมาสที่ 2/2553 (จากที่ขยายตัวร้อยละ 32.1 และ 17.8 ในไตรมาสแรก) เนื่องจากสินค้าสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยางพารา ต่างยังคงมีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งอานิสงส์ของการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะในกรอบอาเซียน หรือ AFTA

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 อาจชะลอตัวตามทิศทางของเศรษฐกิจในมิภาคสำคัญๆ ของโลก ซึ่งในกรณีของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เครื่องชี้เศรษฐกิจหลายด้านส่งสัญญาณชะลอตัวค่อนข้างชัดเจน บ่งชี้การฟื้นตัวที่เปราะบาง โดยเฉพาะเครื่องชี้ในภาคการผลิตและแนวโน้มการบริโภค ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2553 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในภาคการผลิตชะลอตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 55.5 ต่ำกว่าเดือนมิถุนายนที่มีระดับ 56.2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงมาที่ระดับ 50.4 ต่ำสุดในรอบ 5 เดือน นอกจากนี้ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคมเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมาย โดยเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนเมษายน ในด้านเศรษฐกิจจีน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในภาคการผลิตชะลอลงมาอยู่ที่ระดับ 51.2 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 52.1 ในเดือนก่อนหน้า และสะท้อนการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 13.7 อ่อนตัวลงจากร้อยละ 16.5 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีชี้ภาวะการผลิตของญี่ปุ่นก็ชะลอตัวเช่นกัน สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจยูโรโซน แม้ว่าปรับเพิ่มขึ้นดีกว่าที่คาด แต่ส่วนหนึ่งมีผลของเม็ดเงินสะพัดจากมหกรรมฟุตบอลโลก 2010 ขณะที่ยังไม่มีปัจจัยที่น่าเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะสามารถรักษาแรงส่งของการเติบโตในระดับดังกล่าวต่อไปได้ในระยะข้างหน้า เนื่องจากผลที่จะตามมาจากนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลในหลายประเทศจะเริ่มปรากฏชัดมากขึ้น ขณะที่ค่าเงินยูโรที่เคยอ่อนค่าและหนุนภาคการส่งออกของภูมิภาคนั้น เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นท่ามกลางทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงระยะนี้ ซึ่งน่าจะส่งผลให้การส่งออกรวมทั้งภาคการผลิตของยูโรโซนชะลอตัวลงในระยะต่อไป

จากทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกดังกล่าว ประกอบกับฐานเปรียบเทียบในปีก่อนที่ขยับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การผลิตและการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3/2553 อาจชะลอลง และอาจเติบโตเหลือเป็นตัวเลขหลักเดียว (YoY) ในช่วงไตรมาสที่ 4/2553 ซึ่งจะมีผลทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามไปด้วย ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 การเติบโตของการส่งออกที่สูงถึงร้อยละ 37 (YoY) ได้ผลักดันให้จีดีพีของภาคอุตสาหกรรมไทยขยายตัวสูงอาจถึงประมาณร้อยละ 18 และมีผลต่อการเติบโตของจีดีพีของประเทศในครึ่งปีแรกถึงเกือบร้อยละ 7 (Percentage Point) ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มที่จะสูงถึงร้อยละ 10 สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศ ยังมีปัจจัยบวกที่อาจสนับสนุนการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ โดยบรรยากาศทางการเมืองที่ผ่อนคลายลงน่าจะส่งผลดีต่อทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมทั้งการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งรวมไปถึงงบไทยเข้มแข็ง น่าจะเร่งตัวในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ ขณะที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะการบริโภคก็มีแรงกดดันเพิ่มเข้ามาจากทิศทางเงินเฟ้อที่อาจปรับเพิ่มขึ้น และวัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2553 อาจขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.3-5.3 (YoY) และอาจชะลอตัวลงเหลือไม่เกินร้อยละ 2.5 ในไตรมาสสุดท้ายของปี

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2553 อาจขยายตัวชะลอลงมาที่ร้อยละ 8.0 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับกับไตรมาสก่อนหน้า จีดีพีที่ปรับฤดูกาลอาจหดตัวลงประมาณร้อยละ 1.4 (QoQ, SA)

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 แม้เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว แต่จากภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกที่ออกมาดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มอัตราการขยายตัวของจีดีพีของทั้งปี 2553 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 5.5-6.8 จากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 4.0-6.0 โดยในกรณีหากไม่มีปัจจัยลบทางการเมืองที่รุนแรง จีดีพีน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 6.2-6.8 ขณะที่กรอบล่างของประมาณการรองรับกรณีหากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี ได้แก่ ทิศทางเศรษฐกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตหนี้ในภูมิภาคยุโรป ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแรงขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ คงต้องติดตามสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ทิศทางเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด เป็นสำคัญ

ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย   



Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment