| ทริสฯ จัดเรทติ้งหุ้นกู้ชุดใหม่ ITD ที่ BBB+ |
|
|
|
| Wednesday, 08 September 2010 10:39 | |||
|
ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิตยังคง “Negative” หรือ “ลบ” อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะที่แข็งแกร่งของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ตลอดจนการมีงานในมือที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) จำนวนมาก ความสามารถในการรับงานก่อสร้างได้หลากหลายประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ การดำเนินธุรกิจที่ครบวงจรโดยขยายสู่การผลิตวัสดุก่อสร้าง รวมถึงนโยบายการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงแนวโน้มที่บริษัทจะสามารถลดภาระหนี้ลงได้โดยการขายเงินลงทุนในเขื่อนพลังน้ำน้ำเทิน 2 อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวของบริษัทมีข้อจำกัดบางส่วนจากความเสี่ยงด้านต้นทุนการก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีลักษณะของสัญญาแบบคงที่ (Fixed-price Contract) ระยะยาว ตลอดจนแรงกดดันในการทำกำไร ลักษณะของธุรกิจที่มีความผันผวนและเป็นวงจรขึ้นลง และภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูง แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูงและผลประกอบการที่อ่อนแอแม้จะปรับตัวดีขึ้นในหลายไตรมาสที่ผ่านมา อันดับเครดิตอาจปรับลดลงหากบริษัทไม่สามารถปรับปรุงผลประกอบการให้ดีขึ้นและสร้างความสม่ำเสมอ รวมทั้งไม่สามารถลดภาระหนี้ได้ตามแผน ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์เป็นผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สถานะผู้นำตลาดของบริษัทเกิดจากการมีผลงานเป็นที่ยอมรับ การมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน การประหยัดจากขนาด ความสามารถในการผลิตวัตถุดิบสำคัญที่เพียงพอ การมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่ครบครัน ตลอดจนการมีวิศวกรและช่างที่มีทักษะสูงจำนวนมาก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 บริษัทมีรายได้รวม 18,279 ล้านบาท ธุรกิจของบริษัทแบ่งสายงานออกเป็น 9 ประเภท โดยมีสาขาในต่างประเทศ 3 แห่งคือประเทศไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และอินเดีย และมีบริษัทย่อยในต่างประเทศ 4 แห่งในประเทศพม่า อินเดีย อินโดนีเซีย และมาดากัสการ์ แม้ว่ากลยุทธ์ในการขยายธุรกิจก่อสร้างไปในต่างประเทศจะช่วยให้บริษัทมีรายได้ที่เพียงพอในช่วงธุรกิจก่อสร้างในประเทศชะลอตัว แต่กลยุทธ์ดังกล่าวก็เพิ่มความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยให้แก่บริษัทด้วยเช่นกัน มูลค่างานในมือที่ยังไม่ส่งมอบของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2553 อยู่ที่ 87,916 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงโครงการชนะการประมูลที่รอลงนามในสัญญาอีกจำนวน 1,303 ล้านบาท โดยประมาณ 64% ของงานในมือเป็นโครงการที่อยู่ในต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอินเดียและอินโดนีเซีย นอกเหนือจากการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศแล้ว บริษัทยังขยายงานไปสู่ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก คอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป และปูนซีเมนต์ด้วย แม้การดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรจะช่วยลดต้นทุนให้แก่บริษัท โดยเพิ่มอำนาจการต่อรองกับผู้จัดหาวัตถุดิบและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ก็ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงด้านวงจรธุรกิจของงานรับเหมาก่อสร้างแต่อย่างใด นอกจากนี้ การลงทุนในธุรกิจที่มีต้นทุนสูงเช่นธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์ยังส่งผลทำให้ฐานะการเงินของบริษัทอ่อนแอลงเนื่องจากภาระหนี้ในงบการเงินรวมเพิ่มสูงขึ้น ทริสเรทติ้งกล่าวว่า แม้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะมีผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ก็มีผู้รับเหมาเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากอุปสรรคในการเข้าสู่ธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์เบื้องต้นเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เข้าไปร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐได้ ดังนั้น โอกาสที่ผู้รับเหมารายใหญ่ที่สุด 3 รายจะชนะการประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจึงมีความเป็นไปได้สูงจากการมีผลงานที่เป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน โครงการระบบขนส่งมวลชนและโครงการเหมืองซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีความพร้อมในด้านเครื่องจักรเป็นอย่างดีน่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทในอนาคตระยะปานกลาง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะร่วมประมูลในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่เริ่มดำเนินการทั้งในประเทศไทยและอินเดียด้วย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์รายงานผลขาดทุนที่ 66 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่ลดลงและการเพิ่มขึ้นอย่างมากของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รายได้ของบริษัทลดลง 14% เมื่อเทียบปีต่อปี มาอยู่ที่ 18,279 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รายได้จากการก่อสร้างภายในประเทศลดลง ในขณะที่รายได้ก่อสร้างในต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าบริษัทจะได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ระดับสูง โดยเฉพาะในส่วนของการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ อัตรากำไรจากการดำเนินงานเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากโครงการก่อสร้างที่ขาดทุนได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และในช่วงนี้ก็ไม่มีแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง โดยอัตรากำไรก่อนค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 8.91% จาก 6.06% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ภาระหนี้ของบริษัท ณ เดือนมิถุนายน 2553 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2552 ทั้ง ๆ ที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่บริษัทย่อยในต่างประเทศมีภาระหนี้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ ITD Cementation India Ltd. (ITDCem) ซึ่งมีการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานสูงขึ้นจากการมีงานก่อสร้างเพิ่มขึ้น โดยภาระหนี้ของบริษัท ณ เดือนมิถุนายน 2553 อยู่ที่ 25,415 ล้านบาท เปรียบเทียบกับภาระหนี้ที่ 24,968 ล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2552 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทอยู่ที่ 68.98% ภาระหนี้ที่สูงทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเป็นภาระที่หนักของบริษัท อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.98 เท่า เปรียบเทียบกับ 1.63 เท่าในปี 2552 ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้และกระแสเงินสดของบริษัทจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นภายในไตรมาสที่ 4 ของปีหลังจากการขายเงินลงทุนใน Nam Theun 2 Power Co., Ltd. (NTPC) ซึ่งอยู่ที่ประเทศลาวเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทคาดว่าจะได้รับเงินประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ได้ประมาณการไว้เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท
|






![]() | Today | 692 |
![]() | All days | 692 |
Comments