| KS ฟันธง!! ดัชนีปีหน้าแตะ 800 จุด |
|
|
|
| Monday, 16 November 2009 17:16 | |||
|
นางสาวณัฐรินทร์ ตาลทอง กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยปี 53 คาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นไปถึง 800 จุดได้แน่นอนแต่ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะเข้ามากระทบด้วย ทั้งเรื่องของปัญหามาบตาพุด เสถียรภาพการเมือง และปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางดัชนีในช่วงปี 53 นั้น คาดว่าจะเป็นไปในลักษณะแบบค่อยๆ ปรับตัวขึ้น ( Sideway up) โดยดัชนีจะมีโอกาสปรับฐานครั้งใหญ่ในช่วงไตรมาส 1/52และค่อยปรับลดลงราว 25-30% ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ช่วงปรับตัวเชิงขึ้นในไตรมาส 2/53 ถึงไตรมาส 3/53 และจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/53 ทั้งนี้ สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ช่วงปี 53 คาดว่าน่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ราว 3.0-3.5% ได้จากคาดว่าจะติดลบ 3% ในปีนี้ เนื่องจากงบการลงทุนของภาครัฐในโครงการไทยเข้มแข็งจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีหลังจากนี้มากขึ้น และยังเชื่อว่าสภาพคล่องจะยังไหลเข้าสู่ตลาดในแถบเอเชีย เนื่องจากเอเซียมีการฟื้นตัวเร็ว ส่วนค่าเงินดอลลาร์ก็ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อในระยะกลาง เมื่อเทียบกับสกุลเงินในเอเชีย โดยปัจจุบันมีเม็ดเงินสูงถึง 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐที่พร้อมจะไหลเข้ามาหาผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลก ยังไม่ค่อยดีมีทั้งบวกและลบ แต่การที่ในแต่ละประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงทำให้เรามองว่าในปี 53 เศรษฐกิจยังคงสามารถฟื้นตัวได้ นางสาวณัฐรินทร์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิกว่า 134 ล้านบาท เติบโตถึง 362% จากงวด 9 เดือนของปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 29 ล้านบาท ส่วนในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้คาดว่ากำไรสุทธิจะปรับขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 70% คาดว่าน่าจะได้ตามเป้าทั้งปีที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสิ้นปี 52 บริษัทจะมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) จะเพิ่มขึ้น 2.65% จากปี 51 ที่อยู่ที่ระดับ 1.54% ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่ 18 จากปีที่แล้วอยู่ในอันดับที่ 28 ขณะที่เป้าหมายใน 3 ปีข้างหน้าบริษัทตั้งเป้าจะมีมาร์เก็ตแชร์ไม่ต่ำกว่า 5% ขณะเดียวกัน ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนบุคคล 70% นักลงทุนสถาบัน 30% หรือคิดเป็นจำนวนลูกค้าได้กว่า 11,000 บัญชี จากปีก่อนที่มี 8,000 บัญชี โดยเป็นบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ 30% ทั้งนี้ ด้านตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ภายหลังการเปิดดำเนินการเมื่อไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 1.81% จาก 0.69% เมื่อปีที่แล้ว ส่วนธุรกิจด้านวาณิชธนกิจปีนี้ บริษัทจะเน้นที่งานปรึกษาทางการรเงินเป็นหลัก โดยตั้งแต่ต้นปีมีการดีลที่จบไปแล้วทั้งสิ้น 2 ดีล มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท และมีดีลที่คาดว่าจะจบภายในสิ้นปีนี้อีก 2 ดีล มูลค่าประมาณ 1,400 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีมีมูลค่าพีลรวมกันทั้งสิ้นกว่า 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าบริษัทมีแผนจะเปิดรับเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง) เพิ่มเข้ามาอีก 130 คน เพื่อเน้นการเจาะตลาดลูกค้าระดับกลางและระดับบน โดยเฉพาะการอาศัยฐานลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการนายหน้าซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นางสาวณัฐรินทร์ กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่ตลาดจะมีการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันไดในปี 2555 นั้น เชื่อว่าจะส่งผลให้โบรกเกอร์ในประเทศมีการเปลี่ยนแปลง โดยมองว่าจะปรับลดจำนวนลงประมาณ 40% จากจำนวน 37 แห่ง ในปัจจุบันให้เหลือไม่เกิน 25 แห่ง ภายในปีหน้า เนื่องจากต้องปรับตัวให้อยู่รอดโดยการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ให้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% นอกจากนี้ยังทำให้โบรกเกอร์ต้องมีการปรับตัวหันไปปรับลดต้นทุนการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเห็นปรากฎการณ์ทั้งสองมากขึ้นแล้ว ขณะที่ในส่วนของบริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการเพิ่มการให้บริการใหม่ๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ครบวงจร ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะให้ความสำคัญในต้นปีหน้า คือ การขายหุ้นกู้ และกองทุนรวม รวมทั้งจะเน้นขยายฐานลูกค้าสู่ระดับกลางและพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
|
Comments