|
บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 29/06/53
|
|
|
Tuesday, 29 June 2010 09:52 |
|
แนวโน้มตลาดวันนี้ วานนี้ตลาดหุ้นไทยดีดตัวปิดบวกแรง ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 804.40 จุด เพิ่มขึ้น 10.73 จุด (+1.35%) มูลค่าการซื้อขายปานกลางที่ 1.7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติพพลิก เป็นขายสุทธิ 505 ล้านบาท แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ 786 - 808 (810) ตลาดยังขาดปัจจัยบวกชี้นำชัดเจน และยังมีทิศทางใกล้เคียงกับตลาดหุ้นใน ภูมิภาค (ค่าเงินบาทมีความผันผวนในขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเล็กน้อย) อย่างไรก็ตาม การปรับตัวคาดจะมีแรงซื้อเก็งกำไรเพื่อรอผลประกอบการไตรมาส 2 เช่น กลุ่มยานยนต์ กลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น และการทำปิด window dressing ส่วนของตลาดอนุพันธ์ S50U10 แนวโน้ม Buy ตามเส้น SMA 5 วัน แนวรับ 549 แนวต้าน 563 SET50 แนวโน้มปรับตัวขึ้น ระหว่างวันอาจแกว่งตัวในกรอบ 549-560 แนวรับ 550 แนวต้าน Gold Future GFM10 เก็ง กำไรระยะสั้นในกรอบ 19,080-19,320 GFQ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 19,100-19,350 กลยุทธ์ การปรับตัวยังคงเป็นจังหวะในการเข้าซื้อเก็งกำไร ระยะสั้นมีโอกาสที่จะปรับตัว ยืน 800 ได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวต้านบริเวณ 808-810 หากปริมาณการซื้อขายไม่เพิ่มขึ้นสูงก ว่า 2.2 หมื่นล้านอาจมีแรงขายทำกำไร ในขณะที่ระยะกลางแนวโน้มยังคงขึ้นต่อเนื่อง หาจังหวะ ในการเข้าซื้อเก็งกำไร BANPU CNS PDI สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น PTTAR TMB หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ หรือซื้อเพิ่มเมื่อปรับตัวลงแรง ดัชนี SET ดัชนีปรับตัวขึ้นเป็นแท่งเทียนขาว เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันและ 10 วัน เป็น สัญญาณถึงการกลับตัวขึ้น แต่ยังมีปริมาณการซื้อขายต่ำ แสดงความไม่มั่นใจของตลาด คาดการณ์แนวโน้มดัชนีปรับตัวขึ้นและแกว่งตัวในกรอบระหว่าง 798-809 โดยมีแนวรับสำคัญ ระหว่างวันบริเวณ 798 ซื้อเก็งกำไร เน้นยืนแนวรับ 798 แนวต้าน 809 ดัชนีนิกเกอิ การปรับตัวลงเริ่มลดน้อยถอยลง และมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ แคบๆ ก่อนการเปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจประจำไตรมาสหรือ 'ทังกัน' ของธนาคาร กลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในวันพฤหัสบดีนี้ ระยะสั้นการปรับตัวลงบริเวณแนวรับ 9,680-9,540 มีแนว โน้มกลับตัวขึ้นรงซื้อกลับขึ้นมา ดัชนีฮั่งเส็ง ปริมาณการซื้อขายเบาบาง แสดงถึงความไม่มั่นใจต่อการปรับตัวว่าจะสามารถ ยืนเหนือแนวรับสำคัญ หรือGAPแนวรับ 20,570 ประกอบกับตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกที่มากพอใน การกระตุ้นแรงซื้อให้เพิ่มขึ้น แนวโน้มจึงเป็นการแกว่งตัวในกรอบ 20,570-20,950 (Analyst - ธวัชชัย
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
หุ้นแนะนำพิเศษ : SCC (ราคาปิด 266 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 295) คาดจะได้ข่าวดีเกี่ยว กับประเด็นมาบตาพุตเร็วๆ นี้ สำหรับผลประกอบการปี 53 คาดเติบโตราว 11% YoY จากแนว โน้มยอดขายปูนซีเมนต์ที่เติบโตจากปีก่อน ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและกระดาษจะได้ประโยชน์จาก กำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้มผลประกอบการระยะยาวคาดว่าจะมีทิศทางที่ดีอย่าง ต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี 54 ที่คาดว่าจะเติบโตค่อนข้างโดดเด่น โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลบวก จากกำลังการผลิตใหม่อย่างเต็มที่มากขึ้น และจะเริ่มได้รับผลบวกจากโครงการที่ถูกระงับที่ มาบตาพุดกลับมาเริ่มดำเนินการผลิตได้ (Analyst - วิลาสินี
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Stocks in Trend BBL (ราคาปิด 125.50 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 150) คาดผลประกอบการ 2Q53 จะมี กำไรเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดสินเชื่อเดือน พ.ค.-เม.ย.53 ที่โดดเด่น นอกจากนั้น จะมีการบันทึกกำไรจากการขาย ACL อีกราว 1,400 ล้านบาท แนะนำ ซื้อเก็งกำไร CK (ราคาปิด 6.90 เป้าหมาย 7.24), STEC (ราคาปิด 7 เป้าหมาย 8), ITD (ราคาปิด 2.94 เป้าหมาย 4), NWR (ราคาปิด 0.39) ลุ้นวันที่ 1 ก.ค.53 รฟม.จะเปิด ซองประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญา 1 ซึ่งเป็นงานก่อสร้างทางใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง- สนามไชย และสัญญา 2 ซึ่งเป็นงานก่อสร้างทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ AP (ราคาปิด 5.45 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 7.80) คาดยอดขายพรีเซลปี 53 มีแนวโน้มที่จะ สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 2H53 จะเปิดโครงการใหม่อีก 17 โครงการ มูลค่ารวม 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมียอดขายรอโอน 1.2 หมื่นล้านบาท SIAM (ราคาปิด 2.24 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสมตาม Consensus 2.50) คาด ผลประกอบการ 4Q53 (เม.ย.-มิ.ย.53) พลิกกลับมามีกำไร จากการเริ่มรับรู้รายได้จากงานที่ ออสเตรเลีย และจะรับรู้เป็นรายได้มากขึ้นในปี 54 (ก.ค.53-มิ.ย.54) โดยงานโครงการที่ ออสเตรเลียมีมูลค่ารวมทั้งหมดราว 50-52 ล้านดอลล่าร์ (Analyst - อำนาจ
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
ปัจจัยบวก + ธนาคารกลางยุโรปเปิดเผยว่าอัตราการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคเอกชน ในยุโรปขยายตัวเร็วขึ้นในเดือนพ.ค. โดยเพิ่มขึ้น 0.2%YoY เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 0.1%YoY ใน เดือนเม.ย. สอดคล้องกับภาวะศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วขึ้น + สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเปิดเผยตัวเลขดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. 53 เพิ่มขึ้น 16%YoY โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64% ดีขึ้นจากระดับ 57.9% ใน เดือนเม.ย.ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลต่อการขยายตัวที่สำคัญ ประกอบด้วย การผลิตน้ำดื่ม ยานยนต์ Hard disk drive การแปรรูปสัตว์น้ำ และการผลิตเหล็ก + สิงคโปร์เปิดเผยดัชนียอดค้าปลีกและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MasterCard Worldwide Index of Consumer Spending Capability หรือ MWICSC) ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากผู้บริโภคเพิ่มการใช้จ่าย + สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ก.คลังเปิดเผยว่ายอดหนี้สาธารณะลดเดือนเม.ย. มี จำนวน 4,108,982 ล้านบาท หรือ 42.23% ของ GDP ลดลง 1.5 หมื่นล้านจากเดือนก่อนหน้า
ปัจจัยลบ - ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) แนะนำว่าธนาคารกลางและรัฐบาลของ ประเทศต่าง ๆ ควรพิจารณาว่าจะถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและจะยกเลิกเมื่อใด เพื่อให้ นักลงทุนตัดสินใจด้านการลงทุนอย่างถูกต้อง เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาและการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจจากราคาสินทรัพย์และสินเชื่อที่พุ่งขึ้น และย้ำว่าการที่รัฐบาลมีภาระหนี้สูง อาจจะไม่มีสินทรัพย์สนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศในยามจำเป็นได้และต้องหันไปพึ่ง ความช่วยเหลือจากต่างประเทศแทน - เสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยอาทิ รัฐบาลมีแนวโน้มต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินที่จะครบกำหนด 7 ก.ค.นี้
ปัจจัยที่ต้องจับตา * 30 มิ.ย. ธปท.จะประกาศตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจเดือนพ.ค.53 * 1 ก.ค. IMF เตรียมเข้ามาเก็บข้อมูลเศรษฐกิจไทยทั้งจากกระทรวงการคลัง สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธปท. ก่อนนำรวบรวมข้อมูล เพื่อจัดทำเป็นรายงานประจำปีต่อไป * 2 ก.ค.53 กระทรวงพาณิชย์ของไทยประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) และดัชนี ราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(Core CPI) ในเดือน มิ.ย.53 (Analyst - วิลาสินี
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Wall Street: ดาวโจนส์ลดลง 5.29 จุด จากแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงาน ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย 5.29 จุด โดยตลาดถูกกดดันจาก แรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานและกลุ่มผู้ผลิตโลหะพื้นฐาน หลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร อย่างไรก็ตามดัชนีไม่ได้ปรับตัวลดลงมากนัก เพราะตลาดได้แรงหนุน หลังจากทางการสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเกินคาด จึงทำให้นักลงทุนมี ความมั่นใจมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวเพราะตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 70 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐ และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้ฟื้น ตัวอย่างยั่งยืน ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 5.29 จุด หรือ 0.05% ปิดที่ 10,138.52 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 2.19 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 1,074.57 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดลบ 2.83 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 2,220.65 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX ลดลง 61 เซนต์ จากข่าวพายุอเล็กซ์ไม่กระทบการผลิตน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 61 เซนต์ ตลาดคลาย กังวลต่อพายุ เอล็กซ์ ซึ่งมีแนวโน้มเปลี่ยนทิศทาง โดยเมื่อวานศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐ รายงานว่า พายุอเล็กซ์ มีแนวโน้มจะเปลี่ยนทิศทางไปยังทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเส้นทางดัง กล่าวจะไม่กระทบต่อการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของสหรัฐในอ่าวเม็กซิโก จึงทำให้นักลง ทุนคลายกังวลและเทขายสัญญาน้ำมันดิบออกมา ทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 61 เซนต์ หรือ 0.77% ปิดที่ 78.25 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 53 เซนต์ หรือ 0.68% ปิดที่ 77.59 ดอลลาร์/บาร์เรล (Analyst -อาทิตย์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
|
Comments