|
บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 08/07/53
|
|
|
Thursday, 08 July 2010 12:20 |
|
แนวโน้มตลาดวันนี้ วานนี้ตลาดหุ้นไทยปิดลบเล็กน้อย ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 814.68 จุด ลดลง 0.84 จุด (-0.10%)มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นที่ 3.2 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 18 ล้านบาท แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ 809- 820 (830) และมีโอกาสที่จะกลับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านจุดสูงเดิม 820 โดยแรงซื้อเก็งกำไรจาก การคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 และเป็นการกลับตัวขึ้นตามดัชนีตลาดต่างประเทศ (นัก ลงทุนเชื่อมั่นว่าฤดูการรายงานผลประกอบการของภาคเอกชนสหรัฐจะสดใส) ส่วนของตลาด อนุพันธ์ S50U10 แท่งเทียนดำปรับตัวลง แนวโน้มเชิงลบ เน้นยืนแนวรับ 548 แนวต้าน 558 แนวโน้มทดสอบแนวต้านตามขั้นบันได 563 / 565 SET50 แนวโน้มปรับตัวลงในกรอบ แนวรับ 552 แนวต้าน 563 Gold Future GFQ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,440-18,700 GFV10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 18,540-18,820 กลยุทธ์ ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณชี้นำการทดสอบแนวต้านจุดสูงเดิม (และมี โอกาสผ่านได้ในระยะกลาง) กลุ่มธนาคารมีโอกาสกลับตัวขึ้น โดยการคาดการณ์ผลประกอบการที่ จะประกาศออกมาเติบโตเป็นแรงผลักดันให้ราคาขึ้นต่อเนื่อง SCB KBANK BBL KTB BAY KTC เก็งกำไร TMB CIMBT กลุ่มสื่อสาร ซื้อ กลุ่มพลังงาน ปรับตัวซื้อเพิ่ม หรือซื้อเก็งกำไร BANPU PTT PTTEP LANNA กลุ่มโรงกลั่น ปรับตัวลงซื้อเพื่อเล่นรอบ TOP PTTAR มี โอกาสที่จะกลับตัวขึ้นทางเทคนิค สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น STA SOLAR หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลาง ถือ หรือซื้อ เพิ่มเมื่อปรับตัวลงแรง ดัชนี SET ดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 818-813 และปิดต่ำลงมาเป็นแท่งเทียนดำ Evening Star แสดงถึงแรงกดดันที่มีโอกาสเกิดรูปแบบ Double Top คาดการณ์ดัชนีปรับตัวทดสอบยืน แนวรับและแกว่งตัวออกด้านข้างอีกระยะหนึ่ง โดยมีแนวรับสำคัญคือแนวต้านเดิมที่ 809 และแนว ต้านที่จุดสูงสุดเดิม 820 ซื้อเก็งกำไรแนวรับ 809 และขายบางส่วนที่ใกล้ 820 ดัชนีนิกเกอิ มีแรงขายระยะสั้นเนื่องจากตลาดยังกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกอาจเป็นไปอย่างล่าช้า แต่การปรับตัวยังสามารถยืนแนวรับ 9,100-9,000 มีแนว ต้านสำคัญเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน 9,350 ผ่านขึ้นมาจะเป็นสัญญาณซื้อ ดัชนีฮั่งเส็ง ไม่สามารถยืน 20,000 หลังธนาคารกลางจีนส่งสัญญาณว่าจะยังคงมุ่งเน้นเรื่อง การควบคุมสภาพคล่องและสกัดกั้นเงินเฟ้อ การปรับตัวระยะสั้นเริ่มมีนัยสำคัญของการสร้างฐาน ราคาที่บริเวณจุดต่ำเดิม 19,800-19,777 ไม่ต่ำกว่าลงมาอาจเป็นการสิ้นสุดการปรับตัวลง (Analyst - ธวัชชัย
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
หุ้นแนะนำพิเศษ : SCC (ราคาปิด 268 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 295) คาดผลประกอบการปี 53 เติบโตราว 11% YoY จากแนวโน้มยอดขายปูนซีเมนต์ที่เติบโตจากปีก่อน ส่วนธุรกิจ ปิโตรเคมีและกระดาษจะได้ประโยชน์จากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น สำหรับแนวโน้มผล ประกอบการระยะยาวคาดว่าจะมีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี 54 ที่คาดว่าจะเติบโต ค่อนข้างโดดเด่น โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลบวกจากกำลังการผลิตใหม่อย่างเต็มที่มากขึ้น และ คาดว่าจะเริ่มได้รับผลบวกจากโครงการที่ถูกระงับที่มาบตาพุดกลับมาเริ่มดำเนินการผลิตได้ (Analyst - อำนาจ
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Stocks in Trend KBANK (ราคาปิด 91.25 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 126) คาดกำไร 2Q53 โดดเด่นเพิ่มขึ้น 26% YoY และ 7% QoQ จากรายรับดอกเบี้ยและเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวของ สินเชื่อ และยังมีการรับรู้จากเมืองไทยประกันชีวิตด้วย รวมทั้งการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง นอก จากนั้น คาดจะมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.50 บาทต่อหุ้น GLOW (ราคาปิด 37 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 45) คาดแนวโน้มผล ประกอบการ 2Q53 จะดีต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เนื่องจากอัตรากำไรที่ดีและปริมาณยอดขาย ปรับเพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกค้า และคาดจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลราว 0.70 บาทต่อ หุ้น ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการระยะ 3-5 ปี จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกำลังการผลิตใหม่ที่ เพิ่มขึ้น BSBM (ราคาปิด 1.43 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 1.74) แนวโน้มผลประกอบการ 2Q53 คาด ว่าจะเติบโตจากปีก่อนและไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาขายเหล็กโดยเฉลี่ยใน 2Q53 เพิ่มขึ้น และยังได้ประโยชน์จากต้นทุนสต็อกราคาต่ำ ขณะที่คาดจะจ่ายเงินปันผลงวด 1H53 ราว 0.05- 0.06 บาทต่อหุ้น NNCL (ราคาปิด 1.57 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) ผู้บริหาร NNCL คาดยอดขายที่ดินในปี 53 จะสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 500 ล้านบาท หลัง 1Q53 ทำยอดขายได้แล้วกว่า 200-300 ล้านบาท และคาดว่ายอดขายที่ดินในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง (Analyst - อำนาจ
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
ปัจจัยบวก + นายกฯเยอรมนีกล่าวว่าเงินสกุลยูโรมีเสถียรภาพมากขึ้นและเชื่อว่าจะแข็งแกร่งขึ้น + ธ.กลางญี่ปุ่นเปิดเผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงเดือนเม.ย. - ต.ค.ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 5 ไตรมาสหลังจากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจปีหน้าปรับขึ้น ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 และความเชื่อมั่นที่มีต่อสถานการณ์แวดล้อมภาคครัวเรือนก็ปรับตัวขึ้น ติดต่อกัน 3 ไตรมาสแล้ว + ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในช่วง 2H53 มีค่าเพิ่ม ขึ้นมาอยู่ที่ 68.9 และคาดว่าจะดีต่อเนื่องถึงปี 54 แม้มาตรการภาษีกระตุ้นภาคอสังหาฯจะหมด อายุในเดือนมิ.ย.
ปัจจัยลบ - OECD ระบุว่าอัตราว่างงานของกลุ่มประเทศร่ำรวยอยู่ที่ระดับสูงสุดแล้ว และแนะนำว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานเป็นอันดับแรกควบคู่กับการลดยอดขาดดุลงบประมาณ - เยอรมนีรายงานยอดสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.ลดลง 0.5% จากที่เพิ่มขึ้นแข็ง แกร่งมา 2 เดือนติดต่อกัน ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซนเพิ่ม ขึ้น 0.2% ในช่วง 1Q53 - ผลกระทบจากปัญหาการเมืองและการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้กองทุนต่างชาติเมิน ตลาดหุ้นไทย
ปัจจัยที่ต้องจับตา * 8 ก.ค. กำหนดประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป(ECB) นักวิเคราะห์คาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม ส่วนสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับ สวัสดิการว่างงานและสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ * 9 ก.ค. สหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลสต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนพ.ค.53 * 14 ก.ค. กำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ซึ่งมีกระแสว่าอาจ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ ส่วนสหรัฐจะประกาศตัวเลขดุลการค้าเดือน พ.ค.53 * 14-15 ก.ค. กำหนดประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) * 15 ก.ค. ม.หอการค้าไทยประกาศตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน มิ.ย.53 * 19 ก.ค. กระทรวงพาณิชย์ของไทยประกาศตัวเลขดุลการค้า เดือนมิ.ย.53 * 23 ก.ค. ธปท.เตรียมทบทวนประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) (Analyst - วิลาสินี
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Wall Street: ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 274.66 จุด คาดผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะออก มาดี ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 274.66 จุด ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคักเนื่องจากนักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคาร หลังจากสเตรท สตรีท คอร์ป ซึ่งเป็นบริษัทการเงินของสหรัฐ ออกมารายงานตัวเลขคาดการณ์ผล ประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ก่อนหน้า นี้ ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าฤดูการรายงานผลประกอบการของภาคเอกชนสหรัฐจะ สดใส ขณะเดียวกันตลาดยังได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นในกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่หลัง จากราคาน้ำมันดิบกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งกว่า 3% ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 274.66 จุด หรือ 2.82% ปิดที่ 10,018.28 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 32.21 จุด หรือ 3.13% ปิดที่ 1,060.27 จุด และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 65.59 จุด หรือ 3.13% ปิดที่ 2,159.47 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 2.09 เหรียญ หลัง EIA คาดดีมานด์พลังงานทั่วโลกในปีนี้และปี หน้ายังคงขยายตัว ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 2.09 ดอลลาร์ต่อ บาร์เรล โดยตลาดได้แรงหนุนหลังจากสำนักงานสารนิเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) คาดการณ์ว่าดีมานด์พลังงานทั่วโลกจะยังคงขยายตัวทั้งปีนี้และปีหน้าที่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อ วัน นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนจากการรายงานสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลงเกินคาด โดยเมื่อวาน การปิโตรเลียมสหรัฐ (API) รายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่แล้วร่วงลง 7.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะลดลงเพียง 2.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตน้ำมันดิบ ในอ่าวเม็กซิโกปรับตัวลดลง เนื่องจากบริษัทพลังงานพากันระงับการผลิตก่อนที่พายุเฮอริเคน อเล็กซ์จะเคลื่อนตัวผ่าน ทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบ เดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 2.09 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.07 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 2.06 ดอลลาร์ ปิดที่ 73.51 ดอลลาร์/บาร์เรล (Analyst -อาทิตย์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
|
Comments