Error
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 09/07/53
Print
Friday, 09 July 2010 09:38

กลยุทธ์การลงทุน
คาดตลาดหุ้นโลกยังฟื้นตัวต่อตามตลาดหุ้นสหรัฐ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสทดสอบ
830 จุด หลังเผชิญกับแรงขายทำกำไรระยะสั้น ขณะที่ยังกังวลต่อวิกฤติการเงินในยุโรป กลยุทธ์
การลงทุนระยะสั้นแนะนำหุ้น Domestic Plays เช่นเดิม โดยเฉพาะหุ้นที่ยัง Laggard คือ
MJD, BCP, SCB, KBANK, SPF, BLS ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง แนะนำหุ้นปันผลสูง เพราะ
ใกล้ฤดูกาลการจ่ายเงินปันผล ส่วนใหญ่จะขึ้น XD ใน ส.ค. นี้ การสะสมหุ้นปันผลช่วงนี้ เพื่อรับเงิน
ปันผล น่าจะได้รับผลตอบแทนสูงสุด

IMF ปรับเพิ่ม GDP growth ปีนี้ขึ้น 0.4% สะท้อนตัวเลขที่ดีกว่าคาดใน 1H53 แต่ยังคงปี
หน้าที่เดิม
วานนี้ IMF ได้ทำการปรับเพิ่ม GDP growth ของโลกขึ้นจากเดิม 0.4% เป็น
4.6% แต่ยังคงยืนยันตัวเลขเดิมที่ 4.3% ในปี 2554 ทั้งนี้การปรับเพิ่มในปี 2553 มาจาก
ประเทศกำลังพัฒนาและเกิดใหม่ เป็นหลัก กล่าวคือ ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% โดยมาจากประเทศอา
เซียน 5 แห่ง คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม
1% และตามด้วยบราซิลเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.6% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว มีการปรับเพิ่มในห
ลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และแคนาดา ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมแห่งละ 0.5% เท่ากัน
ตามมาด้วยสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ประเทศในสหภาพยุโรป (EU) ปรับเพิ่มเฉพาะบาง
ประเทศเท่านั้น ที่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง เช่น เยอรมัน และอิตาลีเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 0.2%,
0.1% ตามลำดับ โดยปรับอังกฤษ และฝรั่งเศส ลงประเทศละ 0.1% และเป็นที่สังเกตว่าในปี
2554 แม้จะยืน GDP Growth ที่เดิม แต่ปรากฏว่าได้มีการปรับลดในกลุ่ม EU ทุกประเทศลง
จากเดิม 0.2% และลดประเทศอาเซียน 5 ประเทศลง 0.1% โดยไปปรับเพิ่มของสหรัฐขึ้นจาก
เดิม 0.3% โดยสรุปการปรับเพิ่ม GDP growth ของ IMF ในครั้งนี้ช่วยสร้าง Sentiment เชิง
บวกต่อตลาดหุ้นโลก แต่เป็นที่สังเกตว่าการปรับเพิ่มขึ้นนี้เป็นการทำตามหลังตัวเลข GDP
growth ในงวด 1Q53 ที่ดีกว่าตลาดคาดมากทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วคือญี่ปุ่น สหรัฐ
อังกฤษ และยูโร (ฟื้นตัวจากที่ติดลบมานนานถึง 4 ไตรมาส) และประเทศในอาเซียน ไทย
มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย (ASP ได้ปรับเพิ่ม GDP Growth ปี 2553 เป็น 4.7%
จากเดิมที่คาดไว้ 3.5% ไปแล้วก่อนหน้า ภายหลังจากงวด 1Q53 ออกมาดีกว่าคาดมาก) ทั้งนี้
ความกังวลต่อความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ จากการตัดลดงบประมาณของประเทศใน
สหภาพยุโรป ที่คาดว่าจะกดดันต่อ GDP growth ของโลกในงวด 2H53 และชัดเจนในปี 2554
ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดในระยะกลางและยาว

ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวเป็นวันที่ 3 ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจบวก และใกล้ฤดูกาลประกาศกำไรงวด 2Q53
ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 นอกจากได้รับปัจจัยหนุนจาก Technical
Rebound หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นโลกได้ปรับตัวลดลงอย่างมากเกือบ 20% ในบางตลาด นับ
จากสูงสุดของปี 2553 เมื่อ 26 เดือน เม.ย. 2553 (NASDAX ลดลงมากถึง 17.24% รองมา
เป็นดัชนี FTSE ของอังกฤษ ลดลง 13.7% และ Dow Jones ลดลง 13.05% ขณะที่ตลาดหุ้น
เยอรมัน (DAX) ลดลงเพียง 6.19% น้อยสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว) แล้ว การรายงานตัวเลข
เศรษฐกิจที่สำคัญ วานนี้ดีกว่าตลาดคาด เช่น จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ของ
สัปดาห์ ที่ผ่านมาลดลงเกินคาด และบริษัทค้าปลีกในสหรัฐคาดการณ์ว่ายอดขายในเดือน มิ.ย. จะ
สูงกว่าคาด สะท้อนจากตัวเลขยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales) เพิ่มขึ้น 3.1%
yoy (ขณะที่มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายปลีก (Retail Sales) ในสหรัฐ เดือน มิ.ย. ที่จะ
ประกาศ 14 ก.ค. นี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น จากที่หดตัว 1.2% ในเดือน พ.ค. 2553) สร้างความ
เชื่อมั่นต่อนักลงทุน และที่สำคัญใกล้ฤดูกาลรายงานผลประกอบการในงวด 2Q53 ของตลาดหุ้น
สหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่ม ธ.พ. ที่มีแนวโน้มจะออกมาดี ปัจจัยเหล่านี้ยังคงต่อผลบวกลต่อการฟื้นตัว
ของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงสั้น และน่าจะส่ง sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นเอเซีย และตลาดหุ้น
ไทย โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสเดินหน้าทดสอบ 830 จุดในระยะอันใกล้

หุ้นน้ำมันฟื้นตัวช่วงสั้น หลังสต๊อกน้ำมันลดลงมากกว่าตลาดคาด
วานนี้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) รายงานสต๊อกน้ำมันดิบสิ้นสุด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลงราว 4.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่า จะลดลงเพียง
2.3 ล้านบาร์เรล ตรงกันข้ามกับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันกลั่น) เพิ่มขึ้นเพียง 3.21 แสน
บาร์เรล สู่ 159.7 ล้านบาร์เรล (น้อยกว่าที่จะตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านบาร์เรล) โดยเป็น
การเพิ่มขึ้นของสต็อกน้ำมันเบนซินราว 1.32 ล้านบาร์เรล นั่นหมายความว่าสต็อกน้ำมันสำเร็จรูป
ประเภทอื่นๆ ลดลง เช่นน้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน เป็นต้น โดยประเด็นดังกล่าวเป็นแรง
หนุนให้ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยน้ำมันดิบล่วงหน้าไนเม็กส์ ปรับตัวขึ้น
กว่า 1 เหรียญฯ มาสู่ระดับ 75.62 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ขึ้นมาอยู่
ที่ 73.52 เหรียญฯต่อบาร์เรล แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยเชื่อว่าเป็นการฟื้นตัวระยะสั้นเท่านั้น และ
คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะติดแนวต้านที่ระดับ 74-75 เหรียญฯต่อบาร์เรล เนื่องจากภาวะ
เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเสี่ยงต่อวิกฤติยุโรปอยู่ อีกทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงฟื้นตัวแบบค่อย
เป็นค่อยไป ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบในระยะ 1 เดือนนี้ยังคงมีทิศทางทรงตัว จนกว่าจะ
มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นฝ่ายวิจัยยังคงให้
น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มปิโตรเลียม รวมถึง Global Plays อื่นๆ น้อยกว่าตลาดเช่นเดิม

แนะนำหุ้น Domestic Plays ที่ยัง Laggard: MJD, BCP, SCB, KBANK, SPF, BLS
จากการศึกษาผลตอบแทนของหุ้นที่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัยทั้งหมด 157 บริษัท
ตั้งแต่ช่วงที่ SET ปรับตัวขึ้นรอบนี้ราว 10% (31 พ.ค. 2553 - ปัจจุบัน) พบว่า มีหุ้นที่ให้ผลตอบ
แทนน้อยกว่าตลาดทั้งสิ้น 72 บริษัท คิดเป็น 46% ของทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกลุ่ม
Global Plays ที่ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาด ได้แก่ นำโดย TOP(ลดลงราว
6%), PTTAR(ลดลงราว 5.7%), IRPC(ลดลงราว 5%) และ TTA(ลดลงราว 2.5%) เป็นต้น
(รายละเอียดดังภาพประกอบ) ซึ่งก็เป็นไปตามคำแนะนำของ ASP ตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา
ให้หลีกเลี่ยงหุ้น Global Plays โดยให้หันมาลงทุนในหุ้น Domestic Plays แต่อย่างไรก็ตาม
พบว่ายังหุ้นพื้นฐานเด่นในกลุ่ม Domestic Plays ที่ยังให้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด (ปรับตัวขึ้น
เพียง 0.5-5.4% ในช่วงเดียวกัน) กระจุกตัวในกลุ่ม ธ.พ.ขนาดใหญ่ และหลักทรัพย์ เช่น SCB,
KBANK,BLS หรือหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการงวด 1H53 สูง เช่น
BCP, MJD, SPF) ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงแนะนำลงทุนในหุ้น MJD, BCP, SCB, KBANK, SPF,
BLS เชื่อว่ามีโอกาสที่จะกลับมา Outperform ตลาดได้ในเร็ววัน                

Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment