|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 09/07/53
|
|
|
Friday, 09 July 2010 10:06 |
|
Market Recap and Trend: SET มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นไปที่ระดับแนวต้าน 825 จุด อีกครั้ง วันนี้ ตามการปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นโลก แม้ว่า SET จะเปิดตลาดปรับสูงขึ้นตามตลาดหุ้นทั่วโลก โดยไปทำจุดสูงสุดที่ 826.09 จุด อย่างไรก็ตามแรงขายทำกำไรที่มีเข้ามาตลอดทั้งวันส่งผลให้ SET ปิดตลาดปรับสูง ขึ้นเพียง 0.35% ที่ 817.57 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 29,338 ล้านบาท โดยนักลงทุน ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 112 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้คาดว่าจะปรับสูงขึ้นไปที่ระดับแนว ต้าน 820-825 จุด อีกครั้งตามโมเมนตัมเชิงบวกของตลาดหุ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตามเรายังมอง ว่า SET มีความเสี่ยงที่จะถูกขายทำกำไรระยะสั้นที่บริเวณ 820-825 จุด เหมือนเดิม ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเมื่อคืนที่ผ่านมาอีก 1.2% หลังจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่าง งานออกมาดี ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น 1.85% มาอยู่ที่ระดับ US$75.44/บาร์เรล จะเป็น ปัจจัยหนุนการปรับสูงขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ทั้งนี้แม้ว่าเราจะมองว่า SET มีความเสี่ยงจากแรง เทขายทำกำไรระยะสั้นบริเวณ 820-825 จุด แต่แนวโน้มระยะกลาง-ยาว ยังดูดีตามแนวโน้ม เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องล่าสุด IMF ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจโลกและไทยขึ้นเป็น 4.6% และ 7% ตามลำดับขณะที่ม.หอการค้าไทยเผยสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ. ย. 53 ปรับสูงขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนอยู่ที่ 69.1 เทียบกับ 67.6 ในเดือนพ.ค.
Investment Strategy: เรายังเน้นการเข้าทยอยสะสมกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ต่อเนื่อง และถือครอง หุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ต ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีแรงซื้อกลุ่มหุ้นขนาดกลางรายตัว (Selective) สลับกับ การเข้าซื้อกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ SET ปรับสูงขึ้นมาสู่ระดับ 820 จุด ในปัจจุบัน และจากแนวโน้มตลาดหุ้นทั่วโลกที่น่าจะยังเป็นปัจจัยหนุน (Tailwind) ให้กับ SET อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ทำให้เรามองว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (SET50) จะกลับมาเป็นหุ้นกลุ่มนำ ตลาดในเร็วๆ นี้ โดยเราคงเน้นการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร และพลังงาน ต่อเนื่องจากช่วง ต้นสัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่คาดว่าผลการดำเนินงาน 2Q53 จะออกมาดี อย่าง TCAP, TISCO, BBL, KBANK, และ KTB ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานแนะนำ PTT, PTTEP, และ PTTCH (ไม่แนะนำสำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ขณะที่ BANPU มีปัจจัยลบเข้ามาระยะสั้นจาก การที่รัฐบาลจีนประกาศเก็บภาษีทรัพยากรธรรมชาติ)
Futures Strategy : สถานะ LONG ได้เปรียบ แนะนำ ถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 552 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO : เพิ่ม KK, MAKRO, BEC, และ MINT เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.3% ต่ำกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +1.1% (Update วันที่ 5 ก.ค. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน +1.1% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 0.8% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +187% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา ผลตอบแทน +14.4% อยู่ 151% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบ แทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +2.0%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปี 53 และ 50% ปี 54 และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จาก โครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 1.20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด เพิ่มขึ้น 0.94% โดยได้รับแรงหนุนจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการ ว่างงานครั้งแรกลดลงเกินคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงาน ต่อเนื่องในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิ.ย.อยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ทั้งนี้ จำนวนผู้ขอรับ สวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 21,000 ราย สู่ 454,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 ก.ค. ซึ่ง เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้น อาทิ เจซี เพนนี หลังเปิดเผยยอดขายเดือนมิ.ย.สูงเกินคาด ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิด เพิ่มขึ้น 1.37 ดอลลาร์ หรือ 1.85% มาปิดที่ 75.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุน จาก EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 5.0 ล้านบาร์เรล สู่ 358.2 ล้านบาร์เรลในช่วง สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ก.ค., สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 300,000 บาร์เรล สู่ 159.7 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล สู่ 219.4 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้การพุ่งขึ้นของ ตลาดหุ้นก็ทำให้นักลงทุนต้องการซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วย ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐและออสเตรเลียเพิ่มความ เชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และหนุนความต้องการของนักลงทุนสำหรับสกุลเงินที่ให้ ผลตอบแทนสูง ทั้งนี้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงเกินคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา และบริษัทค้าปลีกของสหรัฐรายงานยอดขายเดือนมิ.ย.ที่สูงเกินคาด ขณะที่การจ้างงานของ ออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 78 จุดมาที่ 1940 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
|
Comments