|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 19/07/53
|
|
|
Monday, 19 July 2010 10:03 |
|
กลยุทธ์การลงทุน คาดหุ้นน้ำมันยังปรับฐานตามวิกฤติการเงินโลก จะมีเฉพาะหุ้น ธ.พ. ประกันภัย และ บริษัทที่มี net cash (ค่าปลีก, บันเทิง) ซึ่งได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และประคองดัชนี ทำ ให้ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวออกด้านข้าง ในระยะสั้นจึงน่าจะติด 830 จุด แนะนำหุ้น BAY, TCAP, BLA, THRE และ ADVANC มีหนี้สินน้อย และพร้อมในการให้บริการ 3G และหุ้นปันผลเด่น SHIN, ADVANC, BCP, MK, GLOW, MCS และ TCAP ราคาน้ำมันยังแกว่งตัว บ่งบอกเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลก ยังอยู่ในภาวะปรับฐาน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังแกว่งตัวออกด้านข้างในลักษณะของการปรับฐาน โดย ราคาน้ำมันดิบ Nymex ปิดที่ 76.61 เหรียญฯต่อบาร์เรลอ่อนตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบดูไบ ยังคงแกว่งตัวแคบ ๆ ระหว่าง 74.6-73 เหรียญฯต่อบาร์เรล เป็นการตอกย้ำ ถึงความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ลดลง สะท้อนจากดัชนีหุ้นโลกปรับฐานต่อเนื่อง เป็นวันที่ 2 (หลังจากฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วันทำการต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากผล ประกอบการในงวด 2Q53 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาด) โดยเฉพาะการรายงานตัวเลขดัชนีชี้ นำเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์ทีผ่านมา บ่งชี้ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ อาจจะกลับเข้า สู่ภาวะชะลอตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขค้าปลีก (Retail sales ไม่รวมยอดขายรถยนต์ และ ภาคบริการ) ตัวเลขยอดขายรถยนต์ (Car sales) เดือน มิ.ย. ซึ่งล้วนหดตัวจากเดือนก่อนหน้า รวมทั้งปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่า ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสหภาพ ยุโรป (EU) ระงับการให้เงินกู้ยืมจำนวน 2.51 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจาก ฮังการี ต้องจัดทำ แผนการเงินที่เข้มงวด เพื่อตัดลดการขาดดุลงบประมาณที่สูงถึง 4% ซึ่งหากผลการให้ความช่วย เหลือที่ล่าช้าอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่น และกระทบต่อค่าเงินฟอรินท์ของฮังการีฯ
KTB, KBANK, BBL นำร่องขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก&เงินกู้ ทั้ง 2 ขา ยกเว้น SCB ขึ้นเฉพาะเงิน ฝาก หลัง SCB ประกาศขึ้นอัตราดอกเบียเป็นแห่งแรกในพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่เป็นการปรับ ขึ้น เฉพาะดอกเบี้ยเงินฝาก 0.1-0.55% เมื่อสุดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ธ.พ. ขนาดใหญ่อีก 3 แห่งคือ KTB, KBANK และ BBL ประกาศขึ้นดอกเบี้ย เงินฝาก และเงินกู้ ทั้ง 2 ขา แต่เป็นการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก มากกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมทุกแห่ง กล่าวคือ 1) KTB ปรับขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากระหว่าง 0.25-0.35% ต่อปี และ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 0.125-0.15% ต่อ ปี 2) KBANK ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.1-0.6% และเงินกู้ 0.05-0.15% และ 3) BBL ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.125-0.5% และเงินกู้ 0.125% อัตราเท่ากันกับลูกค้าทุกประเภท ทั้งนี้การที่ ธ.พ. มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในการอัตราน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้น น่า จะเป็นเพราะการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะเกิดขึ้นทันที ขณะที่การปรับขึ้นเงินฝาก จะมีความล่า ช้ากว่าตามระยะเวลาของเงินฝาก โดยสรุปแล้วคาดว่า ธ.พ. ยังเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์อยู่ใน สถานการณ์ดอกเบี้ยขาขึ้น (ภายใต้สมมติฐาน NPL ยังไม่เปลี่ยนแปลง) โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์ สุทธิ เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ BAY, TMB, TCAP, KTB, KBANK และ SCB ยกเว้น BBL อาจจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะแม้จะมีส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นบวก 21% แต่โครงสร้าง L/D ต่ำ เพียง 0.67% ทำให้ผลประโยชน์สุทธิติดลบ 1% และเช่นเดียวกับ TISCO มีต้นทุนในการระดม เงินกู้ยืมลอยตัว สูงกว่าสินเชื่อ ทำให้มีส่วนต่างติดลบ 14% ขณะที่มี L/D สูง ทำให้ผลกระทบ สุทธิ ติดลบ 15%
ADVANC, DTAC, TRUE มีโอกาสที่ upside เพิ่ม หลังการออกใบอนุญาต 3.9G คาดว่าวันนี้ กระทรวงการคลัง และกระทรวง ICT น่าจะมีข้อสรุปในการออกใบอนุญาต 3.9G ซึ่งตามแนวคิดของ รมต. คลัง ต้องการให้รวม 2G ไว้ในการขอใบอนุญาต 3.9G เพื่อลด การไหลของลูกค้าจาก 2G มายัง 3.9G ก่อนหมดอายุสัมปทาน ซึ่งจะทำให้ทั้ง ทีโอที และ กสท. ในฐานะที่เป็นเจ้าของโครงข่าย และเจ้าของสัมปทานที่ให้แก่ภาคเอกชน (ADVANC, DTAC และ TRUE) เป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์แต่ผู้เดียว โดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายรายปี ซึ่งอยู่ใน รูปของส่วนแบ่งรายได้ไว้ที่ 12.5% ของรายได้ค่าบริการ (เพิ่มจาก พรบ. โทรคมนาคม ที่กำหนด ไว้เดิม 6% โดยระบุส่วนเพิ่มได้ตามเงื่อนไขของ กทช) นอกเหนือจากการจ่ายเงินประมูลเริ่มต้น ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้โดยภาพรวมถือว่าส่งผลดีต่อผู้ประกอบการทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ และ เอกชน กล่าวคือภาคเอกชนทุกรายจะมีค่าใช้จ่ายในรูปส่วนแบ่งรายได้ของธุรกิจ 2G จะลดลง เหลือ 12.5% จากเดิมที่จ่ายในอัตรา 25-30% แม้จะต้องจ่ายค่าเช่าโครงข่ายให้กับ ทีโอที และ กสท. แต่ก็ยังน่าจะคุ้มค่า ขณะที่ทีโอที และ กสท. จะไม่ต้องสูญเสียลูกค้า 2G ไปก่อนสิ้นอายุ สัมปทาน (โดยภาครัฐยังเก็บส่วนแบ่งรายได้ที่ 12.5%) แต่จะได้รับค่าเช่าโครงข่ายมาทดแทน ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่มีรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มประมาณการ และ Fair Value ของผู้ประกอบการทุกราย จึงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด เช่นเดิม โดย ยังแนะนำซื้อ ADVANC, DTAC, TRUE
แนะนำหุ้นปันผล รอการขึ้นเครื่องหมาย XD เดือน ส.ค. นี้ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นทำให้เชื่อว่าดัชนียังแกว่งตัว การลงทุนระยะสั้นต้องเลือกหุ้นอย่าง ระมัดระวัง โดยนอกจากแนะนำหุ้น ธ.พ. ประกันภัย และหุ้นที่มีสถานะเป็น Net cash แล้ว ยัง แนะนำหุ้นปันผล (Dividend Yield) โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะประกาศจ่ายปันผลสำหรับผล ประกอบการงวด 2Q53/1H53 โดยคาดว่าจะขึ้น XD ราวเดือน ส.ค. – ก.ย. 2553 นี้ ถือเป็น กลุ่มที่น่าสนใจลงทุนอย่างยิ่งในตอนนี้ เพราะหุ้นปันผลจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุด เมื่อซื้อ ก่อนวันขึ้น XD ราว 2 เดือน โดยควรเลือกซื้อกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อเกิน 4% (มี Div Yield สูงกว่า 7%) โดยฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นปันผลเด่นสุด 7 บริษัท มีดังต่อไปนี้ 1) SHIN หลัง จากจ่ายปันผลในงวด 1Q53 ไปแล้วราว 3.25 บาทต่อหุ้น คาดปันผลงวดเดือน เม.ย.- ส.ค. ราว 1.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Div Yield สูงถึง 4.18% (เพียง 3-6 เดือน) แต่มีข้อจำกัดเรื่อง Freefloat ที่ค่อนข้างต่ำราว 4% ขณะที่อีก 6 บริษัททีเหลือ เป็นการจ่ายปันผลงวด 1H53 นำ โดย 2) ADVANC คาดจ่ายปันผล 3 บาทต่อหุ้น Div Yield 3.45% และยังมีประเด็นบวกสำหรับ ความคืบหน้าเรื่อง 3.9G 3) BCP คาดปันผลราว 0.45 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Div Yield ราว 3.21% รวมถึงมีค่า PER ต่ำที่สุดในกลุ่ม 4) MK คาดจ่ายปันผลง 0.10 บาทต่อหุ้น Div Yield 3.13% 5) GLOW คาดจ่ายปันผล 1 บาทต่อหุ้น Div Yield 2.65% 6) MCS คาดจ่ายปันผล 0.20 บาทต่อหุ้น Div Yield 2.48% และ 7) TCAP คาดจ่ายปันผล 0.69 บาทต่อหุ้น Div Yield 2.26%
|
Comments