| Daily View - บล.กสิกรไทย |
|
| Friday, 22 April 2011 10:52 | |||
|
ตามหุ้นขนาดใหญ่ที่ยัง laggard อยู่ สถานการณ์ต่างๆ ยังคงหนุนให้เม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชียอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วที่อาจจะถูกลดอันดับเครดิต ทำให้เงินไหลเข้าพักในตลาดเอเชีย หรือการเก็งกำไรค่าเงิน จากที่คาดหวังว่าประเทศจีนจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าเร็วขึ้น เพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ หลังจากการขึ้นดอกเบี้ยและเพิ่มเงินสำรองธนาคารแล้วไม่สามารถหยุดเงินเฟ้อได้ ขณะที่ปัจจัยบวกในประเทศไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลประกอบการ การขึ้นเครื่องหมาย XD หรือการยุบสภาในเดือนพ.ค. ก็ยังเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นได้อยู่ในระยะสั้น ทั้งนี้ เหตุการณ์ถัดไปที่มีโอกาสกดดันให้เกิดการ unwind ของเงิน carry trade นี้คือ การพิจารณาปรับลด/คงอันดับเครดิตเรตติ้งของประเทศโปรตุเกส และ ไอร์แลนด์ รวมถึงผลการประชุมผู้นำประเทศของกลุ่มประเทศยูโรโซนที่จะมีในเดือน มิ.ย. ว่าจะมีความชัดเจนสำหรับกองทุนเพื่อเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มยูโรโซนอย่างไร และสุดท้าย ความชัดเจนของรัฐบาลสหรัฐสำหรับมาตรการQE2 ที่จะหมดลงในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. ซึ่งทั้งหมดนี้ เราคาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ค. เป็นต้นไป ดังนั้นสำหรับระยะสั้น แนะนำเก็งกำไรตามกระแสเงินที่ไหลเข้ามาจาก Carry trade เพียงแต่ การเก็งกำไรนี้ ควรมีจุด Stop loss/ จุด Take profit ตามขึ้นไปด้วย เนื่องจาก หากมีการไหลออก จะออกอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับที่ไหลเข้ามา
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: เรายังคงเป้าหมาย SET index ระยะสั้นที่ 1040-1050 จุด ดังนั้นยังแนะนำเก็งกำไรหุ้นขนาดใหญ่ ที่ laggard ในเชิง P/E และมี upside จากราคาพื้นฐานมากๆ (อ่านรายละเอียดในบทวิเคราะห์กลยุทธ์วันนี้) เช่น PTT PTTEP PTTAR PTTCH BCP CPALL MAJOR MCOT BGH BH HEMRAJ AP LH CK นอกจากนี้อาจเข้าเก็งกำไรหุ้นที่จะขึ้น XD ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า เช่น GRAMMY (XD 6/05) AP (XD 04/05) QH (XD 9/05) รวมถึงหุ้นที่อาจมีเก็งกำไรเรื่องการยุบสภา เช่นกลุ่มรับเหมา (STEC CK) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (DCC SCC SCCC) เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): เราเชื่อว่าตลาดจะเคลือนไหวแบบ sideway up ในกรอบใหญ่ จะไม่ขึ้นไปทันทีเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดปีนี้จะถูกกดดันด้วยภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงในยุโรปก็ยังเพิ่มขึ้นอย่าง่ต่อเนื่อง ดังนั้นแนะนำทยอยขายทำกำไรเมื่อตลาดปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และรอสะสมใหม่เมื่อตลาดปรับฐาน คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพ.ค.
ECONOMICS & POLITICS - ธปท. ระบุเงินบาทแข็งค่าแตะ 29.86 เกิดจากเงินทุนไหลเข้าทั้งภูมิภาค แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยังไม่มีมาตรการพิเศษ ส่วนดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้นนั้น รายจ่ายดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละ 4 ของต้นทุนรวมของภาคธุรกิจเท่านั้น - หอการค้าไทยเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่ ออกมาตรการเยียวยากลุ่มคนชนชั้นกลาง เงินเดือน 1.5-2 หมื่นบาท ระบุได้รับผลกระทบหนักสุดจากปัญหาค่าครองชีพสูง พร้อมย้ำรัฐไม่ควรแทรกแซงกลไกราคา - กระทรวงเกษตรฯ เผยการสำรวจราคาสินค้าในตลาดสดหลายแห่งพบว่าขณะนี้ราคาอาหาร โดยเฉพาะของสดมีราคาสูงมาก ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ รวมทั้งผลไม้หลายชนิด ซึ่งสูงกว่าราคาจำหน่ายที่กรมการค้าภายในออกสำรวจเมื่อเทศกาลตรุษจีน
ประเด็นการเมือง - อธิบดีอัยการคดีพิเศษ เผยส่งถอนประกันนปช.บางคน หลังเช็คคำปราศรัยเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ขณะที่ดีเอสไอส่งเอกสารนายทหารพระธรรมนูญแจ้งความคดี นปช.หมิ่นเบื้องสูงเพิ่มให้อัยการตรวจสอบเพื่อถอนประกัน - นายกฯชี้กองทัพฮึ่มเพราะมีละเมิดสถาบัน มั่นใจไม่มีปฏิวัติ เพราะคุยกับ ผบ.ทบ.เกือบทุกวัน ด้าน ตท. 10 ติงทหารตบเท้าป้อง ผบ.ทบ.ไม่เหมาะสม
INDUSTRY NEWS - กลุ่มประกันภัย: คปภ. เผยตัวเลขธุรกิจประกันภัยเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2554 โต 12.60% เบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 70,671 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากสถิติพบว่าประชาชนตื่นตัวสนใจทำประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลมากขึ้นเป็นอันดับ 1 จำนวนกรมธรรม์ประกันภัยโตจากปีก่อน 6.43% - กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ในเดือน เม.ย.นี้ คาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว แม้ว่าจะได้อานิสงส์จากยอดจองที่สูงสุดในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ แต่จากเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ได้ทำให้โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในญี่ปุ่นต้องหยุดการผลิตไประยะหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มกลับมาเดินเครื่องจักรในการผลิตแล้ว แต่ยังไม่เต็มกำลังการผลิตสูงสุด อาจส่งผลต่อยอดการผลิตและเกิดความล่าช้าในการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย ประกอบกับปัญหาอุทกภัยทางภาคใต้ การปรับขึ้นดอกเบี้ย ตลอดจนปัญหาในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดรถยนต์ - กลุ่มรับเหมาฯ: นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยความคืบหน้าการแผนการลงทุนของ รฟท.วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท ซึ่งในปี 2554 ได้รับจัดสรรเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาทนั้น พบว่าขณะนี้ยังมีความล่าช้าในส่วนของการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟจำนวน 25 แห่ง จุดตัดกับถนนของกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งยังออกแบบไม่แล้วเสร็จ โดยจะต้องเร่งรัดการดำเนินการเพื่อประกวดราคาและเริ่มผูกพันงบประมาณในปีนี้หรือภายในเดือน ก.ย.54 ซึ่งตั้งกรอบวงเงินไว้ 1,072 ล้านบาทจากค่าก่อสร้างรวม 5,360 ล้านบาท - กลุ่มเหล็ก: สมาคมเหล็กโลก (WSA) ระบุว่า ยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนแตะที่ระดับ 59.4 ล้านตันในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน - กลุ่มรับเหมาฯ: นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เผยความคืบหน้าการแผนการลงทุนของ รฟท.วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท ซึ่งในปี 2554 ได้รับจัดสรรเงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาทนั้น พบว่าขณะนี้ยังมีความล่าช้าในส่วนของการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟจำนวน 25 แห่ง จุดตัดกับถนนของกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งยังออกแบบไม่แล้วเสร็จ โดยจะต้องเร่งรัดการดำเนินการเพื่อประกวดราคาและเริ่มผูกพันงบประมาณในปีนี้หรือภายในเดือน ก.ย.54 ซึ่งตั้งกรอบวงเงินไว้ 1,072 ล้านบาทจากค่าก่อสร้างรวม 5,360 ล้านบาท - กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์: กระทรวงการคลังเดินหน้าภาษีรถยนต์อัตราใหม่ เหลือแค่ 2 อัตราคือรถเล็กที่ไม่เกิน3000 ซีซี จ่าย 30% ส่วนรถใหญ่กว่านั้นต้องเสีย 50% หากปล่อยก๊าซพิษเกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องจ่ายเพิ่มอีกคันละ 2 หมื่นบาท ด้าน สอท.ชี้ความเห็นยังไม่ตกผลึก เตรียมยื่นนายกรัฐมนตรี ขอยืดเวลาตัดสินใจออกไปอีก 1 ปี
EXTERNAL FACTOR - ดัชนี DJ ปิดบวก 52.45 จุด หรือ 0.42% แตะที่ 12,505.99 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดขยับขึ้น 7.02 จุด หรือ0.53% แตะที่ 1,337.38 จุด และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 17.65 จุด หรือ 0.63% แตะที่ 2,820.16 จุด โดยตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเอกชนทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยแอปเปิล อิงค์ เปิดเผยว่า บริษัทมีรายได้ในไตรมาสแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 83% แตะที่ 2.467 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น95% แตะที่ 5.99 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ขณะที่จีอีเปิดเผยรายได้ไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 6% แตะที่ 3.845 หมื่นล้านดอลลาร์ และแมคโดนัลด์เปิดเผยรายได้ไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 9% แตะที่6.1 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีท อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัดหลังจาก กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 16 เม.ย.ปรับตัวลง 13,000 ราย แตะระดับ 403,000 ราย น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 392,000 ราย พร้อมกันนี้ เฟดสาขาฟิลาเดลเฟียรายงานว่า ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.5 จุดในเดือนเม.ย. จากเดือนมี.ค.ที่ระดับ 43.4 จุด ซึ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวในภาคธุรกิจของสหรัฐ - สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น USD4.9 มาปิดที่ระดับ USD1,503.8 เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะและภาวะเงินเฟ้อได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ทองคำยังได้ปัจจัยหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ - ราคาน้ำมัน Nymex ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น USD0.84/bbl ปิดที่ USD112.29/bbl เพราะได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และรายงานสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงเกินคาด ซึ่งบ่งชี้ว่าความต้องการพลังงานในสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม - ค่าระวางเรือปรับลดลง 8 จุด หรือ 0.63% เป็น 1,254 - ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ และนายเดวิด คาเมรอนนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้หารือกันทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการเพิ่มแรงกดดันทางทหาร การทูต และทางเศรษฐกิจ ต่อพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย - สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ริคเตอร์นอกชายฝั่งทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ โดยศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ที่ระดับความลึกเพียง3.70 กิโลเมตร - นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศพื้นที่ห้ามเข้าภายในรัศมี 20 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิม่าพร้อมสั่งห้ามประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวกลับเข้าไปยังบ้านเรือนของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางรัฐบาล - องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปี 2554 จะขยายตัวเพียง 0.8% จากปีที่แล้ว เนื่องจากผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 11มี.ค.ที่ผ่านมา - นายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเตือนว่า ประเทศต่างๆทั่วโลกมีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญกับวิกฤตนิวเคลียร์ที่รุนแรงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลและฟูกุชิม่า ไดอิจิ - จีนแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจาก เอสแอนด์พีประกาศลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐลงสู่ระดับ "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ"
TODAY’S REPORTS
- TOP: ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นนำมาสู่ผลประกอบการที่คาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิงวด 1Q54 ของ TOP มาอยู่ที่ 6.38 พันล้านบาท (Consensus ประมาณการที่6.4 พันล้านบาท (ระหว่าง 6.2-6.7 พันล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมก่อนหน้านี้ของเรา 11.5% เนื่องจากกำไรจาก stock ที่สูงกว่าประมาณการก่อนหน้าที่ 4.8 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6 เหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นอกจากนี้เรายังคาดว่าค่าการกลั่น (GRM) งวด 2Q54 แม้จะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากความต้องการที่อยู่ในระดับสูง แต่งวดดังกล่าวถือเป็นช่วง Shutdown โรงงานเพื่อซ่อบบำรุง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบอาจจะไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา เราจึงกังวลว่าผลประกอบการงวด 2Q54 อาจไม่ดีเท่ากับงวด 1Q54 เราจึงคงคำแนะนำ Outperform ราคาพื้นฐาน 90.2 บาท
- LPN: เราคาดว่ากำไรงวด 1Q54 จะเติบโตแข็งแกร่ง YoYเราคาดว่า LPN จะรายงานกำไรงวด 1Q54 ที่ 416 ล้านบาท (+54%YoY, -27%QoQ) เนื่องจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่ง โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นสำหรับ LPN คือ การเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่Lumpini Ville Pattanakran มูลค่า 1.65 พันล้านบาท และ Lumpini CondoTown Northern Pattaya-Wongamat มูลค่า 0.8 พันล้านบาท ในเดือน เม.ย. ขณะที่การปรับประมาณการกำไรของ LPN ขึ้น ของเรา ส่งผลให้เราปรับราคาพื้นฐานขึ้นมาอยู่ที่ 11.5 บาท และยังคงคำแนะนำ Buy
- PTT, PTTAR และ PTTCH: ผู้ถือหุ้นอนุมัติแผนควบรวมกิจการแล้วเมื่อวานนี้ Reuter รายงานผลการประชุมผู้ถือหุ้นของ PTTCH และ PTTAR ซึ่งที่ประชุม (ผู้ถือหุ้น PTTAR จำนวน99.65%, ผู้ถือหุ้น PTTCH จำนวน 96.82%) อนุมัติให้มีการควบรวมกิจการระหว่าง 2 บริษัท ขณะที่ราคาปิดเมื่อวานของ PTTAR และ PTTCH ปิดที่ 42.5 บาท และ 164.5 บาท ตามลำดับ สูงกว่าราคาใช้สิทธิที่ 39 บาท และ 150 บาท ตามลำดับ ซึ่ง PTT มีสิทธิที่จะซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมนี้ และ PTT จะมีสัดส่วนการถือหุ้นใน PTTAR ขึ้นจาก 48.4% เป็น 48.6% และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน PTTCH จาก 48.6% เป็น 50.5% ซึ่งเป็นไปได้ที่ PTT จะขายหุ้น PTTCH ออกมาบางส่วนเพื่อไม่ให้มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PTTCH เกินกว่า 50% โดยบอร์ด PTT จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า เรายังคงคำแนะนำ Buyทั้ง PTT (ราคาพื้นฐาน 422 บาท), PTTAR (ราคาพื้นฐาน 47 บาท) และ PTTCH (ราคาพื้นฐาน 185.7 บาท)
- KTB: รายงานกำไรงวด 1Q54 สูงกว่าที่เราประมาณการKTB รายงานกำไรสุทธิงวด 1Q54 ที่ 5,489 ล้านบาท (+49%QoQ, +79%YoY) เนื่องจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้จากดอกเบี้ย (+12%QoQ, +28%YoY) และรายได้จากค่าธรรมเนียม (-11%QoQ, +20%YoY) ซึ่งสูงกว่าที่เราประมาณการก่อนหน้า ส่งผลให้เราคาดว่ากำไรทั้งปี 54 ของ KTB จะเติบโต 28% (ประมาณการก่อนหน้าที่ 20%) นอกจากนี้ KTB ยังเป็นเพียงธนาคารเดียวที่รายงาน NIM สูงขึ้นในปีนี้ และจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งดังกล่าวส่งผลให้เราปรับราคาพื้นฐานขึ้น 14% จาก 21 บาท เป็น 24 บาท และปรับคำแนะนำขึ้นสู่ Buy
- BAY: รายงานกำไรงวด 1Q54 ใกล้เคียงกับประมาณการของเราBAY รายงานกำไรสุทธิงวด 1Q54 ที่ 2,808 ล้านบาท (+24%QoQ, +35%YoY) ใกล้เคียงกับประมาณการของเรา โดยกำไรที่เติบโตขึ้นเนื่องจากการลดลงของเงินกันสำรองจาก 3.1 พันล้านบาท ในงวด 4Q53 มาอยู่ที่ 2.75 พันล้านบาท รวมถึงกำไรจากเงินลงทุนและการจำหน่ายสินทรัพย์ ขณะที่รายได้จากดอกเบี้ยเติบโต 8.4%YoYและรายได้จากค่าธรรมเนียมเติบโต 3.8%YoY ส่วนการเติบโตของสินเชื่อเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 1.6% นับจากสิ้นปี 53 นอกจากนี้ BAY ได้ปรับการเติบโตของสินเชื่อขึ้นจาก 8% เป็น 11% (เราประมาณการที่ 7%) และปรับ NIM ขึ้นจาก 10 เป็น 15bps และปรับรายได้จากค่าธรรมเนียมขึ้นจาก 10% เป็น 12% (เราประมาณการที่ 14%) โดยเราคาดว่า BAY จะมีกำไรสุทธิทั้งปีเติบโต 37% เรายังคงคำแนะนำ Neutral แต่ปรับราคาพื้นฐานจาก 30 บาท เป็น 32.5 บาท
- THCOM: ประเด็นสัญญาณโทรทัศน์ขัดข้องเมื่อวานนี้ เป็นเรื่องดีเนื่องจากปัญหาทางเทคนิค (เกิดจากไฟฟ้าสถิตย์) ของดาวเทียมไทยคม 5 ทำให้ ช่องสัญญาณโทรทัศน์ของไทยสำหรับผู้รับสัญญาณดาวเทียม และในหลายพื้นที่ในเขตนอกภาคกลาง ขัดข้องในช่วงบ่ายวานนี้ 3 ชม.และกลับมาใช้ได้อีกครั้งในช่วงเย็น ซึ่งเราเชื่อว่าปัญหานี้ จะเป็นการเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปซึ่ง THCOM มีความพร้อมอยู่แล้ว สำหรับดาวเทียมไทยคม 6 โดยนอกจากจะเป็นประเด็นในการเก็งกำไรแล้ว เรายังคงมีความมั่นใจผลขาดทุน งวด 1Q54 ของ THCOM จะดีขึ้น และจะกลับมาเป็นกำไรในงวด 2Q54 เราจึงยังคงคำแนะนำซื้อ ด้วยราคาพื้นฐาน 13.50 บาท
- TCAP: รายงานกำไรงวด 1Q54 อ่อนแอกว่าที่คาดTCAP รายงานกำไรสุทธิงวด 1Q54 ที่ 1,144 ล้านบาท (-17.6% QoQ, -14.8% YoY) น้อยกว่าที่เราคาดไว้ 11% โดยการเติบโตรายได้ดอกเบี้ยใกล้เคียงกับที่เราประมาณการ (+2% QoQ, +64% YoY) แต่รายได้ค่าธรรมเนียมน้อยกว่าที่เราคาดไว้เล็กน้อย และ กำไรจากการลงทุนและการขายที่ดินค่อนข้างต่ำ เราคาดว่ากำไรของ TCAP จะลดลง 12% ในปี 54 (จากก่อนหน้าคาดว่า จะลดลง 5%) และคาดว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง 16% ในปี 55 และโตอย่างก้าวกระโดด 24% ในปี 56 เราจึงปรับลดราคาพื้นฐานเป็น 38 บาท แต่ยังคงคำแนะนำ Outperform
ALTERNATIVE INVESTMENT STRATEGY สุชีล นารูลา ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ; Tel +662 696-0021)
Gold Futures: กรณีที่เล่น GAP แนะนำให้ถือ Long เพื่อรอจังหวะขึ้นต่อไปที่ 21,480 จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองโลก (RTXGL) มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบที่ $1,528-1,530 และ $1,565 หรือสูงกว่านั้น โดยในด้าน Timing อาจซิกแซกขึ้นต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม สำหรับแนวรับกรณีที่เกิดการแกว่งอยู่ที่ $1,495 และ $1,487 สำหรับ Gold Futures (GFJ11) ทาง Technical กรณีที่ถือ Long เพื่อเล่น GAP แนะนำให้ถือต่อไปหลังแบ่งทำกำไรไปแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อรอจังหวะขึ้นไปที่ 21,480 และ/หรือ 21,600 หรือสูงกว่านั้น ขณะที่ส่วนทุนต่ำที่ Long อยู่ แนะนำให้ถือปล่อย Let-profit-run ต่อ
SET50 Futures: แนะนำถือ Long position เพื่อรอจังหวะซิกแซกขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 811 จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค แนะนำให้ถือ Long สัญญา S50M11 ที่เหลืออยู่ เพื่อรอจังหวะซิกแซกขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 811 หรือสูงกว่านั้น ส่วนที่เล่นสั้นและ Long เพิ่มไปแล้ว ตอนที่ S50M11 ทะลุผ่าน 744.50 ขึ้นมาช่วงท้ายตลาด เราแนะนำให้ถือต่อไป เพื่อรอจังหวะขึ้นไปแบ่งทำกำไรบรเวณ 790-800 และให้แบ่งทำกำไรด้วยกรณีที่หลุด 780 ลงมาระหว่างวัน ขณะที่นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงแบบ Hi-risk-hi-return แนะนำให้ใช้ Stop loss ระหว่างวันที่ 780 (S50H11 มีแนวต้าน 790, 797 และ 800 แนวรับ 783 และ 780)
MARKET EVENT
Thai Event - 29/04/11 ธปท. ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมี.ค. - 03/05/11 กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย. - 25/04/11 – 12/05/11 บริษัทจดทะเบียนฯ ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/54 - 3-12/05/11 รัฐบาลอาจประกาศยุบสภา - 20/05/11 กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย.
World Event - 22/04/11 Good Friday (All Markets Closed, Banks Open) - 25/04/11 New Home Sales* - 26/04/11 Consumer Confidence* - 26/04/11 S&P Case-Shiller HPI - 27/04/11 Durable Goods Orders* - 27/04/11 FOMC Meeting Announcement* - 28/04/11 GDP* - 28/04/11 Jobless Claims* - 28/04/11 Pending Home Sales Index* - 29/04/11 Personal Income and Outlays* - 29/04/11 Employment Cost Index - 29/04/11 Chicago PMI - 29/04/11 Consumer Sentiment * - Markets will pay more attention for these figures \
กวี ชูกิจเกษม This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0030 วิชญะ วงศ์ภาณุวิชญ์ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0038
โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 22 เม.ย. 2554
|
Comments