Error
รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง
Print
Thursday, 15 September 2011 10:46

สรุปภาพตลาด

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ร่วงลง 1-3% ขณะที่มีแรงขายนำออกมาในหุ้นใหญ่กลุ่มแบงก์ พลังงาน ปิโตรเคมี และสื่อสาร ฉุดให้ดัชนีหลุดระดับ 1,020 มาทำระดับต่ำสุดใหม่อีกครั้งระหว่างวันตลาดหุ้นได้รับปัจจัยกดดันจากปัญหาหนี้ยุโรป และการที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี)ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ

 

แนวโน้มตลาด

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิสลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารเครดิต อากริโคลและโซซิเอเต้ เจเนอราลของฝรั่งเศส แม้ฝรั่งเศสจะออกมาพูดแก้เกี่ยวว่าเครดิตยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ก็ตาม แต่ความจริงก็คือถูกลดเครดิตนั้นเอง อย่างไรก็ตามตลาดถูกช่วยไว้ได้จากนายโฮเซ่ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ที่กล่าวว่า อีซีจะเสนอทางเลือกเพื่อออกพันธบัตรเขตยูโรในเร็วๆนี้ แต่ก็เตือนว่า นั่นจะไม่ทำให้วิกฤติครั้งนี้ยุติลงโดยเร็ว จะเห็นว่าปัจจัยตอนนี้ค่อนข้างสับสนและข่าวค่อนข้างมาก ฉะนั้นนักลงทุนความลดพอร์ตการลงทุน หรือเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่อเศรษฐกิจโดยรวมไม่มากนัก

ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ หลังจากนางแองเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายนิโคลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้แสดงความเชื่อมั่นในอนาคตของกรีซว่าจะยังสามารถรวมกลุ่มเป็นสมาชิกยูโรโซนต่อไปได้ ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าสองผู้นำของชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรปจะช่วยเหลือกรีซให้สามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้ คาดตลาดมีโอกาสรีบาวด์ขึ้นได้

 

คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333

 

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด

นายกฯ เผย พร้อมทูลเกล้าฯ รายชื่อ 11 กสทช. หลังกฤษฎีกาชี้ไม่มีปัญหาข้อกฎหมาย: นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเสนอทูลเกล้าฯ รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทั้ง 11 คน โดยไม่ช้า หลังคณะกรรมการกฤษฎีการายงานว่าไม่มีปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความเห็นว่า การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคำร้องกรณีการปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการสรรหา กสทช. อาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เป็นคดีพิเศษ ไม่เป็นเหตุขัดข้องต่อการเสนอทูลเกล้าฯ รายชื่อ กสทช. เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือการดำเนินคดี ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะทำหนังสือแจ้งกลับไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 14 ก.ย. นี้ เพื่อที่นายกรัฐมนตรีจะได้นำรายชื่อดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ADB ลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4% หลัง H1 โตต่ำคาด-เศรษฐกิจโลกอาจกระทบส่งออก: ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 54 เหลือ 4% จากเดิมที่คาดไว้ 4.5% เมื่อเดือนเม.ย. เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และผลจากการปรับลดประมาณการของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักที่ชะลอลงไปมาก อาจกระทบการส่งออกของไทยในภาพรวม การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากภาวะน้ำท่วมและภัยพิบัติในญี่ปุ่น ซึ่งกระทบการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ รวมทั้งต้องจับตาดูว่านโยบายของรัฐบาลจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากเพียงใด อย่างไรก็ตาม ADB คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีในครึ่งหลังของปี 54 และต่อเนื่องไปในปี 55 จากการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นจากนโยบายรับจำนำข้าว และโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร ซึ่งจะทำให้การบริโภคในประเทศขยายตัวขึ้น ขณะที่การใช้กำลังผลิตที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้การลงทุนเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ ADB คาดว่าการส่งออกของไทยในปี 54 จะสูงถึง 17% ส่วนในปี 55 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 4.5% ลดลงจาก 4.8% ในการประมาณการครั้งก่อน และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2% เพิ่มขึ้นจาก 3% ในประมาณการครั้งก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อในปี 55 คาดว่าจะผันผวนน้อยลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อปี 54 มีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 3.8% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.5% ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยเป็นผลจากนโยบายรัฐบาลที่มีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและระดับการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ดังนั้น ADB จึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงยังคงติดลบ แต่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะนำปัจจัยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย ส่วนฐานะการคลังของไทยนั้น ADB มองว่ามีความมั่นคงในระดับสูง พอที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลได้ และเห็นว่าไทยควรปรับตัวจากการใช้แรงงานราคาถูกไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ในกลุ่มยานยนต์หรือปิโตรเคมี

มูดี้ส์ลดเครดิต "โซซิเอเต้ เจเนอรัล" และ "เครดิต อากริโคล" ลง 1 ขั้น และอาจปรับลดบีเอ็นพี: มูดี้ส์ ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของเครดิต อากริโคล (CASA) และโซซิเอเต้ เจเนอรัล (SocGen) โดยลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้และเงินฝากของ SocGen ลง 1 ขั้น สู่ Aa3 จาก Aa2 และให้แนวโน้มเชิงลบแก่อันดับความน่าเชื่อถือในระยะยาว และลดอันดับ BFSR ของเครดิต อากริโคลลง 1 ขั้นสู่ C จาก C+ และลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้และเงินฝากระยะยาวลง 1 ขั้น สู่ระดับ Aa2 จาก Aa1 โดยมูดี้ส์คาดว่าผลกระทบจากการทบทวนอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (BFSR) จะถูกจำกัดอยู่ที่การลดอันดับลง 1 ขั้น ซึ่งการลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้เกิดจากการที่ธนาคารทั้งสองแห่งนี้เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจกรีซ ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ประกาศทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ของฝรั่งเศสซึ่งอยู่ที่ Aa2 โดยอาจปรับลดอันดับลงต่อไป เนื่องจากประสิทธิภาพในการทำกำไรและฐานเงินทุนของบีเอ็นพีช่วยให้บีเอ็นพีมีกันชนที่มากพอในการรับมือกับผลกระทบจากการลงทุนในกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ แต่มูดี้ส์จะยืดเวลาในการทบทวนเพื่ออาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของเงินฝากและหนี้ระยะยาวของบีเอ็นพีออกไป อย่างไรก็ดี การทบทวนครั้งนี้ไม่มีแนวโน้มจะทำให้มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวลงมากกว่า 1 ขั้นในอนาคต

ผู้ว่าฯ ธนาคารกลางฝรั่งเศสระบุมูดี้ส์ลดเครดิตถือเป็น "ข่าวดี": นายคริสเตียน นอยเออร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศสกล่าวว่าการที่มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารเครดิต อากริโคล และโซซิเอเต เจเนอราลของฝรั่งเศสลง ถือเป็น "ข่าวค่อนข้างดี" และการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ทำให้ธนาคารฝรั่งเศสมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในขั้นเดียวกับธนาคารแห่งอื่นๆ ในยุโรป ซึ่งรวมถึง HSBC, บาร์เคลย์ส, ดอยช์ แบงก์ และเครดิต สวิส และมูดี้ส์ก็ระบุว่า “ระดับเงินทุนของธนาคารฝรั่งเศสเปิดโอกาสให้ธนาคารปรับตัวรับยอดขาดทุนใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาล" ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีจอร์จ ปาปันเดรอู ของกรีซจะขอให้ผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีกดดันธนาคารของสองประเทศนี้ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสว็อปพันธบัตรกรีซมากขึ้น ซึ่งการสว็อปหนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบสองสำหรับกรีซ ทั้งนี้ ภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าว นักลงทุนเอกชนจะร่วมแบ่งปันต้นทุนในมาตรการให้ความช่วยเหลือด้วยการนำพันธบัตรรัฐบาลกรีซที่ตนเองถือครองไว้มาแลกกับพันธบัตรที่มีกำหนดไถ่ถอนนานขึ้นและมีอัตราผลตอบแทนหน้าตั๋วต่ำลง

มูดี้ส์ระบุแผนปฏิรูปไม่ส่งผลต่ออันดับธนาคารอังกฤษในทันที: มูดี้ส์ระบุว่าข้อเสนอจากคณะกรรมการอิสระด้านการธนาคารของอังกฤษ (ICB) ที่ต้องการให้ธนาคารคุ้มครองกิจการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อย และให้ธนาคารดำรงเงินกองทุนหลักอย่างต่ำ 10% ของสินทรัพย์ที่มีการถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงในกิจการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยภายในประเทศ รวมทั้งธนาคารควรมีเงินกองทุนสำหรับรองรับการขาดทุนในเบื้องต้นราว 17-20% ซึ่งหมายความว่านอกจากเงินกองทุนหลักแล้ว ธนาคารควรดำรงเงินกองทุนอีก 7-10 % ที่อาจอยู่ในรูปของหุ้นกู้ โดยจะมีการปรับลดมูลค่าหุ้นกู้ดังกล่าวหรือมีการแปลงหุ้นกู้เป็นหุ้นเพื่อเพิ่มทุนให้ธนาคารเมื่อธนาคารประสบปัญหานั้น ข้อเสนอนี้จะไม่ทำให้มีการปรับเปลี่ยนอันดับความน่าเชื่อถือของภาคธนาคารอังกฤษในทันที อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของ ICB จะส่งผลทางลบในระยะยาวต่อผู้ถือครองตราสารหนี้ของธนาคารอังกฤษ เนื่องจากต้นทุนการระดมทุนจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะกระทบกับผลกำไร และอาจสร้างความยากลำบากให้ธนาคารในการปล่อยกู้แก่ภาคเอกชน

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมเสนอทางเลือกเพื่อออกพันธบัตรยูโร: นายโฮเซ่ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวว่า อีซีจะเสนอทางเลือกเพื่อออกพันธบัตรเขตยูโรในเร็วๆ นี้ โดยทางเลือกบางส่วนอาจออกมาในแง่ของสนธิสัญญาปัจจุบัน ส่วนทางเลือกอื่นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญา แต่ก็เตือนว่า ทางเลือกนี้จะไม่ทำให้วิกฤติครั้งนี้ยุติลง ขณะที่ตลาดการเงินจะมีความศรัทธาต่อเมื่อยูโรโซนสามารถแก้ไขวิกฤติหนี้เมื่อแสดงให้เห็นว่ายูโรโซนสามารถทำตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้ได้

ผลสำรวจชี้ชาวออสเตรียนส่วนใหญ่หนุนให้กรีซออกจากยูโรโซน: หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ Krone ของออสเตรียเปิดเผยผลสำรวจพบว่า ผู้อ่านเกือบ 93% สนับสนุนให้กรีซออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวขัดแย้งกับท่าทีอย่างเป็นทางการของออสเตรียที่ว่า สมาชิกยูโรโซนต้องช่วยกรีซในการจัดการวิกฤติหนี้ ตราบใดที่กรีซปฏิบัติตามเงื่อนไขในมาตรการช่วยเหลือกับสหภาพยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ที่ปรึกษาธนาคารกลางแนะจีนไม่ควรซื้อพันธบัตรยุโรปจำนวนมาก: นายหลี่ เตากุย ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า จีนควรระงับการซื้อพันธบัตรยุโรปจำนวนมาก โดยเขาแสดงความเห็นดังกล่าวหลังจากนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่าของจีนยืนยันจะช่วยเหลือยูโรโซน และเรียกร้องให้ประเทศในยุโรปรับรองจีนในสถานะเศรษฐกิจตลาด (market economy) ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่ากล่าวว่า จีนจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่เขาก็ส่งสัญญาณการใช้ความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน และจีนจะผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างและเพิ่มการอุปโภคบริโภคในประเทศเพื่อรักษาการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ เขาระบุว่าเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงเป็นผลมาจากมาตรการคุมเข้มของรัฐบาลและ "เป็นไปตามที่คาดไว้"

กลุ่มประเทศ BRICS เล็งซื้อบอนด์ยูโรหวังช่วยคลายวิกฤติ: เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลบราซิลเปิดเผยว่า กลุ่มประเทศเกิดใหม่ชั้นนำ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) กำลังเจรจาใน “ขั้นตอนเบื้องต้น” เรื่องการเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสกุลยูโรเพื่อช่วยคลายวิกฤติหนี้ของยุโรป โดย รมว.คลังและประธานธนาคารกลางจากกลุ่ม BRICS จะหารือถึงวิกฤติยูโรโซนในการประชุมในวันที่ 22 ก.ย. นี้ แต่การดำเนินการใดๆ จะไม่รวมถึงทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของประเทศ "โดยส่วนใหญ่" โดยบราซิลไม่มีความตั้งใจจะใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่มีประมาณ 3.55 แสนล้านดอลลาร์เพื่อซื้อพันธบัตรยุโรป แต่อาจใช้กองทุนเพื่อความมั่งคั่งซึ่งสามารถลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นได้ แต่การซื้ออาจจำกัดแค่พันธบัตรจากประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางการเงินในยุโรป ทั้งนี้ กองทุนความมั่งคั่งของบราซิลมีเงินทุน 1.54 หมื่นล้านเรียล (9 พันล้านดอลลาร์) ในเดือน ส.ค. ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่ถูกนำไปลงทุนในตลาดหุ้น และกองทุนอาจได้เงินทุนเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลัง

สหรัฐเล็งเรียกร้องยูโรโซนเพิ่มขนาดกองทุน EFSF แก้วิกฤติหนี้: นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐจะเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังยูโรโซนเร่งรัดการอนุมัติเรื่องการปรับปรุงกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) และพิจารณาเพิ่มขนาด EFSF เพื่อที่ EFSF จะได้มีความสามารถมากขึ้นในการตอบสนองความจำเป็นในการเพิ่มทุนของธนาคาร รวมทั้งเขาอาจเรียกร้องให้เยอรมนียุติการต่อต้านการเพิ่มขนาด EFSF ทั้งนี้ ผู้นำยูโรโซนได้ตกลงกันในเดือน ก.ค. ว่าจะมอบอำนาจให้ EFSF ในการแทรกแซงตลาดพันธบัตร การปล่อยกู้แก่รัฐบาล และการสนับสนุนการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ โดย EFSF มีขนาด 4.40 แสนล้านยูโร (6.01 แสนล้านดอลลาร์) แต่ EFSF จะได้รับอำนาจดังกล่าวเมื่อประเทศสมาชิกยูโรโซนทุกประเทศอนุมัติการมอบอำนาจนี้

IMF ชี้กองทุนบำเหน็จบำนาญอาจเพิ่มการลงทุนในตลาดเกิดใหม่: กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนประกันที่มีขนาดใหญ่ อาจเพิ่มขนาดการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากกองทุนกลุ่มนี้ประสบปัญหาจากอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ในประเทศอุตสาหกรรม โดยกองทุนเงินบำนาญในแคนาดา เยอรมนี ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และสหรัฐ เผชิญความเสี่ยงจากการไม่สามารถหาเงินมาชำระให้ผู้รับประโยชน์ของกองทุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ และกองทุนเหล่านี้มักลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น พันธบัตร ทั้งนี้ IMF จะเปิดเผยรายงานฉบับเต็มในวันที่ 21 ก.ย.

 

ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336

 

รายงานวันนี้

หุ้น: KSL          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 18.00

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/54 (พ.ค.-ก.ค.) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามที่เราและตลาดคาด

กำไรสุทธิมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในไตรมาส 4/54 เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิอีก 15% ในปี 2554 และ 32% ในปี 2555 เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มสมมติฐานปริมาณขาย

ซื้อขายที่ PER ปี 2555 เพียง 11.7 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 16.2 เท่าและค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31 เท่า

 

นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343

 

กลุ่ม: พลังงาน          คำแนะนำ: NEUTRAL          ราคาเป้าหมาย (บาท): -

แหล่งข่าวรอยเตอร์ระบุว่าสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีวัตถุประสงค์ปรับเพิ่มเพดานราคาค้าปลีกก๊าซแอลพีจีและราคาเอ็นจีวีโดยกำหนดราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2555

เรามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเพิ่มราคาเพดานก๊าซแอลพีจีจะมีผลในระดับการค้าส่งด้วย

ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า PTT จะได้ประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวเนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน

 

นักวิเคราะห์: ธนัทเทพ จันทรกานต์ Tel. (662) 618-1340

 

กลุ่ม: รถยนต์          คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน          ราคาเป้าหมาย (บาท): -

กำไรสุทธิกลับสู่ระดับปกติ

นโยบายของรัฐบาลช่วยหนุนแนวโน้มของกลุ่มฯ

ประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคลมากกว่าผลของการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ

มูลค่าไม่แพงและมีแนวโน้มสำหรับอัพไซด์

 

นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341

 

กลุ่ม: สื่อ          คำแนะนำ: NEUTRAL          ราคาเป้าหมาย (บาท): -

เม็ดเงินโฆษณาเดือน ส.ค. ใกล้เคียงกับที่คาด

ผู้ใช้โฆษณา 10 อันดับแรกเพิ่มเม็ดเงินโฆษณาในเดือน ส.ค.

เราคาดว่าเม็ดเงินโฆษณาเดือน ก.ย. จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 11-13% YoY

 

นักวิเคราะห์: ประสิทธ์ สุจิรวรกุล Tel. (662) 618-1342

 

หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม

 

Technical Analysis

Security: KTB

Position: ขายที่แนวต้าน 18.2-18.5

Reason: ปรับตัวลงแรงและหลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว 200 วัน อาจมีการรีบาวด์ระยะสั้น แต่มองว่าเป็นโอกาสของการขายหุ้นที่แนวต้าน 18.2-18.5

 

Security: TOP

Position: ขายที่แนวต้าน 65-66

Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันพร้อมกับการลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 2 สัปดาห์ หากรีบาวด์ขึ้นมองว่าโอกาสในการขายหุ้นโดยมองที่แนวต้าน 65-66

 

Security: CPALL

Position: ขาย

Reason: หลุดแนวรับสำคัญ 50 บ.ส่งผลให้วอลุ่มฝั่งขายหนาแน่น แนะนำขายหรือหลีกเลี่ยง

 

Security: BEC

Position: ซื้อ

เป้าหมาย: 46/47

Stop loss < 41.5

Reason: ฟื้นตัวหลังจากลงทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน 41 บ. ลุ้นทะลุขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ โดยมองแนวต้าน 46-47

 

Security: RATCH

Position: ซื้อ

เป้าหมาย: 46/47

Stop loss < 43.5

Reason: ส่งสัญญาณแข็งแกร่งมากกว่าตลาดและมีโอกาสปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่

 

Security: BGH

Position: ซื้อ

เป้าหมาย 68/70

Stop loss < 64.75

Reason: ปรับตัวขึ้นและลุ้นให้ทะลุขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่อยู่ในกลุ่มหุ้นนำตลาด

 

โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 15 ก.ย. 2554

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment