|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 17/12/52
กลยุทธ์การลงทุน สต๊อกน้ำมันดีเซลลดลงมาก สะท้อนความต้องการที่สูง ส่งผลดีต่อโรงกลั่น (BCP, TOP) ดอลลาร์ทรง สินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว แนะนำซื้อ PTTEP, PTT และพลังงานทางเลือก คือ KSL คาดหุ้นรถยนต์จะชนะตลาดใน 3 เดือนข้างหน้า แนะนำหุ้น Top picks คือ AH และ SAT ลุ้นดัชนี 720 จุด ขายหุ้นแพง BANPU, STANLY และมาเข้า KBANK, PTTEP, KSL, TMT, AH สต๊อกน้ำมันดีเซลลดลงมาก สะท้อนความต้องการที่สูง ส่งผลดีต่อโรงกลั่น (BCP, TOP) ราคาน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวครั้งใหม่ อันเป็นผลหลังจากปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐล่า สุดลดลงมากกว่าตลาดคาด ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป โดยวานนี้สำนักงานสารสนเทศด้าน การพลังงาน (EIA) เปิดเผยปริมาณสำรองน้ำมันดิบลดลงมากถึง 3.7 ล้านบาร์เรล (เทียบกับ ตลาดคาดว่าจะลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล) เช่นเดียวกับน้ำมันสำเร็จรูป (หรือน้ำมันกลั่น) ลดลงมาก ถึง 2.9 ล้านบาร์เรล (เทียบกับตลาดคาดจะลดลงเพียง 6 แสนบาร์เรล) ทั้งนี้เป็นการลดลงของ น้ำมันดีเซล (Heating Oil) มากถึง 2.3 ล้านบาร์เรล ยกเว้นน้ำมันเบนซิน ยังคงเพิ่มขึ้น 9 แสน บาร์เรลต่อวัน แต่น้อยกว่าตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรล ตรงนี้สะท้อนว่าความต้องการ ใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2553 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นผลดี ต่อค่าการกลั่นที่ยังมีทิศทางแกว่งตัวขึ้นในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ยังแนะนำสะสมหุ้นโรงกลั่น ทั้ง BCP, TOP โดยให้ถือข้ามไปในปี 2553
ดอลลาร์ทรง สินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว แนะนำสะสมหุ้น PTTEP, PTT และพลังงานทางเลือกคือ KSL ผลสรุปการประชุมของ FED วานนี้ยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป เนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจอยู่ในภาวะฟื้นตัว ขณะที่ปัญหาตลาดแรงงานเริ่มผ่อนคลายลง แต่อย่างไรก็ตามให้ยุติ โครงการการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉินที่จะครบกำหนดในเดือน ก.พ. 2553 ขณะที่ข้อมูลดัชนีเศรษฐกิจ ล่าสุดในเดือน พ.ย. 2552 ของสหรัฐ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยข้อมูลที่ เปิดเผยวานนี้ คือตัวเลขสร้างบ้านใหม่ (Housing Start) เพิ่มขึ้น 8.95% จากเดือน ต.ค. แต่ น้อยกว่าตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 10.05% ส่วนปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเพิ่มขึ้น โดย งวด 3Q52 อยู่ที่ 1.08 แสนล้านเหรียญฯ เทียบกับขาดดุลฯ 9.8 หมื่นล้านเหรียญฯ ในเดือน ต.ค. แต่เป็นที่สังเกตว่าเงินเฟ้อในเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ติดลบ 0.2% ในเดือน ต.ค. มาอยู่ที่ 1.8% แต่สอดคล้องกับตลาดคาด และคาดว่าเงินเฟ้อในสหรัฐมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องในเดือน ธ.ค. 2552 และ ม.ค. 2553 เนื่องจากฐานเงินเฟ้อที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อให้ Fed หยุดใช้นโยบายการเงินอ่อนตัวในปี 2553 และจะหนุนให้เงิน ดอลลาร์ไม่อ่อนค่าเหมือนช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากล่าสุด Dollar Index แกว่งตัวในกรอบ 76-77 จุด หลังจากที่แข็งค่าเกือบ 4% ในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนให้สินค้าโภคภัณฑ์ทุก ประเภทกลับมาแกว่งตัวด้านข้าง แต่เป็นขาขึ้นในระยะยาว จึงยังแนะนำทยอยสะสมหุ้นน้ำมัน ผู้ ผลิตสำรวจปิโตรเลี่ยม (PTTEP, PTT) และพลังงานทดแทน เช่น KSL เพราะกากน้ำตาลและ น้ำตาล เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเอทานอล ราคาขายเอทานอลมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศ ทางราคาน้ำมัน นอกจากนี้ผลผลิตน้ำตาลในตลาดโลกที่ต่ำกว่าความต้องการ จะผลักดันให้ราคา น้ำตาลในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2553
คาดหุ้นรถยนต์จะชนะตลาดใน 3 เดือนข้างหน้า แนะนำหุ้น Top picks: AH และ SAT อุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวทั่วโลก ทั้งสหรัฐ และจีน โดยในจีนพบว่ายอดขายรถยนต์เติบ โตกว่า 60% ในช่วงที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศไทย พบว่าดัชนีชี้นำในกลุ่มยานยนต์ยังคงส่ง สัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย ยอด ขายรถยนต์ในประเทศเดือน พ.ย. 2552 มีจำนวนรวม 57,031 คัน เติบโต 23.8% เมื่อเทียบกับ ปีก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 7.06% ส่งผลให้ยอดขายรถเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเติบโตสูงสุดในรอบ 53 เดือน และคาดว่าในเดือน ธ.ค. นี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่ของปี เนื่องจาก ในงาน Motor Expo ที่ผ่านมามียอดจองรถยนต์สูงถึง 2.52 หมื่นคัน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก จากประเด็นดังกล่าวและแนวโน้มที่คาดว่าจะสดใสต่อเนื่อง นักวิเคราะห์กลุ่มยานยนต์ได้ปรับเพิ่ม น้ำหนักการลงทุนสำหรับกลุ่มยานยนต์เป็นมากกว่าตลาด จากเดิม เท่ากับตลาด โดยคาดว่าผล ประกอบการของกลุ่มยานยนต์ ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องใน 4Q52 จะส่งผลให้ปี 2552 กลุ่มยานยนต์มีผล ขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 357 ล้านบาท ขณะที่ปี 2553 คาดจะกลับมาเติบโตเด่น ชัด โดยมีกำไร 915 ล้านบาท และทำให้หลายบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้อีกครั้ง ทั้งนี้หาก พิจารณาหุ้นในกลุ่มฯ ฝ่ายวิจัยเลือก SAT (FV ปี 2553 อยู่ที่ 17.65 บาท) และ AH (FV ปี 2553 อยู่ที่ 11.65 บาท) เป็น Top Picks จากผลประกอบการปี 2553 ที่จะเห็นการฟื้นตัวโดด เด่น
ลุ้นดัชนี 720 จุด ขายหุ้นแพง BANPU, STANLY และเข้า KBANK, PTTEP, KSL, TMT แรงซื้อของนักลงทุนเริ่มเพิ่มขึ้นตามคาด จากเงินกองทุน RMF-LTF โดยวานนี้ซื้อ สุทธิ 698 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 ด้วยมูลค่าซื้อรวมเกือบ 5 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุน ต่างชาติซื้อเล็กน้อยราว 144 ล้านบาท ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการทำ Window Dressing จะยังคงเกิด ขึ้นในรอบนี้ ซึ่งจากสถิติในอดีตมักเห็นแรงซื้อเข้ามามากในช่วงก่อนสิ้นปีราว 2 สัปดาห์ คาดว่า วันนี้ดัชนีน่าจะมีลักษณะแกว่งตัวขึ้นไปทดสอบ 720 จุด ได้ โดยกลยุทธ์การลงทุนนับจากนี้ ยัง แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นเป็น 50% จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 40% โดยยังแนะนำให้ ทยอยลดน้ำหนักหุ้น December Effects ที่ราคาปรับตัวขึ้นมามาก มี Upside จำกัด เช่น BANPU, STANLY แล้วให้ Switch ไปลงทุนหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนใน เดือน ม.ค. สูง หรือมี January Effects ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นสถาบันการเงิน กลุ่มที่ได้ ประโยชน์จากฤดูกาล และกลุ่มหุ้นปันผล โดยนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงแนะนำทยอย สะสม KBANK, BAY, PTTEP, SCB และ PTT สำหรับกลุ่มที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำ KSL, KK, KTB และ AH และกลุ่มที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย ให้สะสมหุ้นปันผลสูงอ ย่าง TMT, ADVANC, THERE, TVO, AP หรือเลือกสะสม SCC, SCC, DCC เมื่อราคา อ่อนตัว ขณะที่หุ้น BCP ที่แนะนำซื้อสะสมไปก่อนหน้านี้ ที่ค่าการกลั่น (GRM) กำลังเข้าสู่ช่วงขา ขึ้นและคาดว่าจะถูกนำเข้า SET50 ยังคงถือต่อไปได้
|
Comments