|
บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะหุ้น 22/01/53
|
|
|
Friday, 22 January 2010 11:16 |
|
บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22/01/53
แนวโน้มตลาดวันนี้ วานนี้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรงอีก ดัชนี SET ลดลง 12.81 จุด (-1.75%) ปิดที่ระดับ 718.99 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นที่ 1.9 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง อีก 1.4 พันล้านบาท แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มแกว่งตัว ผันผวนและมีโอกาสปรับตัวลงตามตลาดต่างประเทศที่กังวลว่าจีนอาจจะคุมเข้มนโยบายการเงิน เพิ่มและการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมธนาคารของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัว ลงทดสอบแนวรับ 710-705 ในส่วนของตลาดอนุพันธ์ S50H10 มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 492-510 SET50 กรอบการเคลื่อนไหว 497-514 ด้าน Gold Future GFG10 เก็งกำไร ระยะสั้นในกรอบ 17,340-17,560 GFJ10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 17,390-17,650 กลยุทธ์ กลุ่มพลังงาน ถือหรือปรับตัวลงทยอยซื้อเป็นขั้นบันได กลุ่มธนาคารปรับตัวลง ซื้อเพิ่ม ผลประกอบการส่วนใหญ่เป็นไปตามตลาดคาด ซื้อเก็งกำไรระยะสัปดาห์หุ้นขนาดเล็ก TMB IRPC สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short-Term Trade เช่น SUC STANLY หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลางถือ รอปรับตัวซื้อ ดัชนี SET การเรียงตัวของแท่งเทียนสีดำยาว 3 แท่งเทียนเป็นสัญญาณลบ มีโอกาสที่ จะปรับตัวลงอีกในระหว่างวัน ซึ่งจากภาวะขายมากมีโอกาสที่จะเกิดการกลับตัวขึ้น โดยมีแนวรับ สำคัญ 710 เป็นจุดพิจารณาซื้อเก็งกำไรเมื่อยืนเหนือ หรือระดับดัชนีกลับตัวยืนเหนือ 720 มั่นคง ซื้อเก็งกำไรเน้นยืนแนวรับ 710 ดัชนียืนเหนือ 720 ได้มั่นคงซื้อเก็งกำไรตาม ดัชนีนิกเกอิ ดัชนีปรับตัวทดสอบแนวรับ 10,700-10,500 พร้อมกลับตัวขึ้นจากการ คาดการณ์ผลประกอบการหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์ และจากภาวะขาย มาก ระยะสั้นยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 11,000 แนวรับสำคัญ 10,700- 10,500 ดัชนีฮั่งเส็ง นักลงทุนกังวลว่าทางการจีนจะเพิ่มความเข้มงวดนโยบายการเงินมากขึ้น หลักตัวเลข GDP ไตรมาส4/2552 ออกมาเติบโตขึ้น 10.7% แรงเทขายทำให้ระดับดัชนีมีแนว โน้มปรับตัวทดสอบSMA200 วัน 20,300 หากไม่สามารถกลับยืน 20,900 (21,000) (Analyst - ธวัชชัย
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) หุ้นแนะนำพิเศษ : PS (ราคาปิด 18.20 แนะนำซื้อ เป้าหมาย 21 บาท) จากวิสัยทัศน์ ในการก้าวขึ้นติดอันดับ Top 10 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในทวีปเอเชียและการพัฒนาที่อยู่ อาศัยในต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม อินเดีย และเกาะมัลดีฟ ผู้บริหารตั้งเป้าหมายการเติบโต ของยอดขายอย่างน้อยปีละ 25% นำมาสู่การปรับกลยุทธ์จากการพัฒนาเฉพาะโครงการทาวน์ เฮ้าส์ในย่านชานเมืองมาสู่การพัฒนาโครงการในเมืองมากขึ้น การเริ่มพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียมเพื่อขยายฐานลูกค้ามาสู่ลูกค้าระดับกลางเพิ่มเติมจากเดิมที่เป็นผู้นำตลาด ทาวน์เฮ้าส์สำหรับลูกค้าระดับล่าง ทำให้ผลการดำเนินงานในปี 52 มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นถึง 47%YoY และคาดจะเติบโตต่อเนื่องอีก 15%YoY ในปี 53 (Analyst - วิลาสินี
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Stocks in trend AIT (ราคาปิด 26.25 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 29.50) คาดกำไร 4Q52 ยังคงโดดเด่น และคาดว่ากำไร 1Q53 จะทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าจะมีการรับรู้งาน Backlog จำนวนมาก โดยผู้บริหาร AIT ยังคาดรายได้รวมปี 53 จะไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท จากปี 52 ที่ คาดว่าจะทำได้สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 3.3 พันล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นยังซื้อขาย PER ที่ต่ำ เพียง 6-7 เท่า และยังคงมีความโดดเด่นด้านเงินปันผลโดยคาด Dividend Yield ยังสูงราว 10- 11% ต่อปี โดยคาดจะจ่ายเงินปันผลงวด 2H52 อีกไม่ต่ำกว่า 1.50 บาทต่อหุ้น DCC (ราคาปิด 29.25 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 32) คาดผลประกอบการ 4Q52 ยังคง แข็งแกร่ง โดยคาดจะประกาศผลประกอบการในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศจ่ายเงิน ปันผลงวด 4Q52 อีกราว 0.50 บาทต่อหุ้น MILL (ราคาปิด 7.25 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 12) ประกาศปรับพาร์จาก 1 บาท เป็น 0.40 บาท พร้อมเพิ่มทุนหุ้นสามัญ-หุ้นบุริมสิทธิ์ รวมกันมากกว่า 2 พันล้านบาท โดยจะนำเงินไป ลงทุนในโครงการ Green Mill ได้แก่ เตาหลอมอาร์คไฟฟ้า มูลค่า 2,900 ล้านบาท เพื่อผลิต Billet ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการในอนาคตมีความแข็งแกร่งมากขึ้น IHL (ราคาปิด 6 แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมตาม Consensus 8) ได้ประโยชน์จาก ยอดขายรถยนต์ 4Q52 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือน ธ.ค.52 ซึ่งมียอดขายสูงที่สุด ในรอบกว่า 3 ปี ส่งผลให้คาดว่าผลประกอบการ 4Q52 จะอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง (Analyst - อำนาจ
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
ปัจจัยบวก + นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้านี้เพื่อสกัดกั้นภาวะ เศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป ขณะที่ทางการจีนคาด GDP ในช่วง 4Q52 ขยายตัว 10.7% เทียบ กับ 8.9% ใน 3Q52 ส่วน GDP ทั้งปี 52 ขยายตัวที่ 8.7% + ญี่ปุ่นทบทวนดัชนีวัฏจักรธุรกิจ (Coincident Index) เดือนพ.ย. 52 เพิ่มขึ้นเป็น 96.0 จุด จาก 95.9 จุดในการประเมินครั้งก่อน สะท้อนถึงอัตราการใช้กำลังการผลิตภาค อุตสาหกรรมที่สูงขึ้น + ดอยซ์แบงก์คาดเศรษฐกิจไทยปี 53 ขยายตัว 5.5% โดยได้รับประโยชน์จากภาวะ เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นหนุนให้การส่งออกเพิ่มขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่าน เมกะโปรเจค + ธนาคารโลกคาดการณ์ GDP ของไทยปี 53 จะขยายตัวราว 3.5% จากที่หดตัว 2.7% ในปี 52
ปัจจัยลบ - ผลการสำรวจที่จัดทำโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า อัตราความต้องการเงิน กู้เพื่อใช้เป็นทุนดำเนินธุรกิจในเดือนม.ค.ร่วงลงสู่ระดับติดลบ 17 จุดจากเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับ ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.47 - ปธน.บารัค โอบามาเตรียมเสนอให้มีการจำกัดขนาดของสถาบันการเงินและ กิจกรรมการซื้อขาย เพื่อหาทางบรรเทาความเสี่ยง ตามแผนการปรับโครงสร้างกฎระเบียบของ สถาบันการเงินที่ได้เสนอเมื่อเดือนมิ.ย.52 ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าอาจส่งผลกระทบต่อการซื้อ ขายของธนาคารรายใหญ่ เช่น โกลด์แมน แซคส์, มอร์แกน สแตนลีย์ และเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค - เกิดกระแสความวิตกกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงในภูมิภาคเอเชียอาจทำให้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายของแต่ละประเทศควบคุมการปล่อยสินเชื่อและทยอยปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยนโยบาย - ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการลงทุนในไทยจะขยายตัวเพียง 4-5% ในปีนี้โดยความ เชื่อมั่นของนักลงทุนได้รับผลกระทบจาก กรณีการระงับโครงการที่นิคมฯมาบตาพุด ทั้งนี้ วันที่ 8 ก.พ. คาดนายกฯ จะใช้โอกาสในการได้รับเชิญไปเป็นประธานเปิดงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมที่นักลง ทุนญี่ปุ่นจัดขึ้นในการชี้แจงและทำความเข้าใจถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา - ปัจจัยการเมืองภายในประเทศยังคงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและกดดัน ตลาดหุ้นไทยตลอดมา ทั้งนี้การที่ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกฯทักษิณวันที่ 26 ก.พ. คาดว่าจะกดดันให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคน เสื้อแดงเข้มข้นขึ้นจากการจุดชุมนุมตลอดเดือนม.ค. ล่าสุดมีการยกเลิกการไปชุมนุมที่สนามบิน สุวรรณภูมิและรพ.ศิริราชแล้ว แต่ยังคงชุมนุมที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรีตามกำหนดการเดิม ระหว่าง 23-24 ม.ค.
ปัจจัยที่ต้องจับตา * 25 ม.ค. กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ BOI ให้พิจารณา เกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนปี 51-52 ของกระทรวงอุตสาหกรรมที่หมดอายุ เมื่อ 31 ธ.ค. 52 เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ * 25-26 ม.ค. กำหนดประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลาง ญี่ปุ่น(BOJ) * 26 ม.ค. อังกฤษจะเปิดเผย GDP ในช่วง 4Q52 และของทั้งปี 52 ซึ่งสำนักวิจัย รายงานคาด GDP 4Q52 ที่ +0.3% ทำให้ GDP ทั้งปี 52 อยู่ที่ -4.8% หดตัวมากที่สุดนับตั้ง แต่ปีพ.ศ.2464 * 26-27 ม.ค. กำหนดประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง สหรัฐฯ (FED) * 29 ม.ค. ธปท. จะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย เดือน ธ.ค.52 (Analyst - วิลาสินี
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Wall Street: ดาวโจนส์ลดลงแรง 213.27 จุด หลัง โอบามาออกมาเสนอกฏควบคุมสถาบัน การเงิน ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวลดลง 213.27 จุด โดยนักลงทุนเทขายหุ้นทันที หลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ เสนอให้ใช้นโยบายจำกัดขนาดและการลงทุน ของสถาบันการเงินเพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหม่ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นเกินคาด โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ว่างงาน เพิ่มขึ้นอีก 36,000 รายเป็น 482,000 ราย ขณะเดียวกันการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันก็กด ดันให้หุ้นในกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงตามไปด้วย ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง213.27 จุด หรือ 2.01% ปิดที่ 10,389.88 จุด ดัชนี S&P 500 รูดลง 21.56 จุด หรือ 1.89% ปิดที่ 1,116.48 จุด และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 25.55 จุด หรือ 1.12% ปิดที่ 2,265.70 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX ลดลง 1.40 เหรียญ หลังสต๊อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเกินคาด ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนมี.ค.ลดลง 1.66 ดอลลาร์ต่อ บาร์เรลซึ่งเป็นระดับราคาต่ำที่สุดในรอบกว่า 1 เดือน โดยนักลงทุนเทขายสัญญาน้ำมันดิบหลัง จากกระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันเบนซินรายสัปดาห์พุ่งขึ้นเหนือความคาดหมาย โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 ม.ค. พุ่งขึ้น 3.9 ล้านบาร์เรล ทำสถิติพุ่งขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน และมากกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เพียง 1.7 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการลดลงของตลาดหุ้นวอลสตรีท และการประกาศจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้นเกินคาด โดยปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนมี.ค.ลดลง1.66 ดอลลาร์ หรือ 2.14% ปิดที่ระดับ 76.08 ดอลลาร์/ บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดกรุงลอนดอนส่งมอบเดือนมี.ค.ลดลง 1.74 ดอลลาร์ หรือ 2.28% ปิดที่ 74.58 ดอลลาร์/บาร์เรล (Analyst -อาทิตย์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
|
Comments