|
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 15/02/53
ตลาดขึ้นมาพอควรแล้ว..ต้องเริ่มระวังการปรับตัวลงหา 670 !! เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปิดทำการกันหมดแล้ว ทางการ จีนได้ประกาศให้แบงก์ต้องกันสำรองเพิ่มเติมอีก 0.5% เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. ขณะที่ตัวเลข เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่ประกาศออกมาดูไม่ดีนัก ส่วนการเมืองไทยเริ่มร้อนแรงขึ้น หลังมี การพบระเบิดถึง 2 จุดใน กทม. สร้างความไม่มั่นใจในสถานการณ์ก่อนวันตัดสินคดียึดทรัพย์อดีต นายกฯ ทักษิณในวันที่ 26 ก.พ.นี้ โดยวันนี้ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ปิดทำการ รวมถึงตลาดหุ้น สหรัฐก็จะปิดทำการในคืนนี้จากวันหยุด Presidents’ Day ทำให้คาดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้จะค่อน ข้างเงียบเหงา ซึ่ง FSS ยังมองว่า SET มีโอกาสที่จะหลุดลงไปเคลื่อนไหวแถว 670 จุดหรือต่ำ กว่าก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาให้เห็นจริงจังมากขึ้นได้ ดังนั้นช่วงนี้จึงแนะนำให้เริ่มชะลอการ เข้าเทรดดิ้ง เพื่อเน้นถือเงินสดไว้สำหรับรอทยอยซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลงไปตามคาด โดยเรายัง แนะนำให้ทยอยเข้ารับหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายปันผลสูงไว้ก่อนในลำดับต้นๆ ของการทยอยซื้อ สำหรับ หุ้นที่แนะนำได้แก่ AIT, ADVANC, CSL, DELTA, LPN, MCOT, TRT, SPALI, TUF, TVO เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้ น่าจะได้เห็นการขึ้น RRR อีกหลายครั้งในปีนี้ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางจีน ประกาศปรับขึ้นอัตราการกันสำรอง (Reserve Requirement Ratio - RRR) ของธนาคาร พาณิชย์ทุกแห่งอีก 0.5% ของเงินฝาก โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. เป็นต้นไป ซึ่งจะ มีผลให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ต้องดำรงเงินสดตามกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็น 16.5% ของเงิน ฝากจากเดิม 16.0% และธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กต้องดำรงเงินสดเพิ่มเป็น 14.5% จากเดิม 14.0% ของเงินฝาก การขึ้น RRR ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน แม้จะเป็น ที่คาดการณ์อยู่แล้วแต่ถือว่าค่อนข้างเร็วกว่าตลาดคาด การเพิ่ม RRR ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณ การคุมเข้มนโยบายการเงินที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งแสดงว่ายังไม่ต้องการปรับขึ้นดอกเบี้ย นโยบายในขณะนี้ มีการประเมินกันว่าการปรับขึ้น RRR 1% จะทำให้สภาพคล่องลดลงประมาณ 5 แสนล้านหยวน ดังนั้น เราอาจเห็นธนาคารกลางจีนปรับขึ้น RRR อีกหลายครั้งไม่ต่ำกว่า 200bps ในปีนี้ ไม่เช่นนั้น จีนอาจใช้การกำหนดโควตาการปล่อยสินเชื่อเหมือนที่เคยทำในปี 2005 – 2008 ก็ได้ ความสนใจของตลาดยังอยู่ที่ยูโรโซน ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ยังพุ่งความสนใจไปที่ปัญหา ในยูโรโซน โดยเฉพาะฐานะที่หนี้สินของกรีซที่สูงถึงกว่า 3 แสนล้านยูโร (กว่า 15 ล้านล้านบาท) สูงที่สุดในยุโรป โดย 2.5 หมื่นล้านยูโรจะครบกำหนดชำระในเดือน เม.ย. และ พ.ค. นี้ ในขณะที่ อันดับความน่าเชื่อถือของกรีซล่าสุดอยู่ที่ BBB+ (ลงจาก A-) จากการประเมินของ Fitch’s และ S&P’s ส่วน Moody’s ให้อันดับเครดิตที่ A1 (ลงจาก A2) เป็นอันดับความน่าเชื่อถือที่ต่ำที่สุด ในยูโรโซน ซึ่งหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น การประชุมของผู้นำกลุ่มยูโรโซนในวันที่ 15 – 16 ก.พ. นี้ ตลาดคาดหวังว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการประชุมในวันที่ 11 ก.พ. ที่ ผ่านมา แต่เราคาดว่าความช่วยเหลือน่าจะออกมาในรูปการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระหว่างรัฐบาลต่อ รัฐบาล การค้ำประกันเงินกู้ หรือการรับซื้อพันธบัตรของรัฐบาลกรีซ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่การแก้ ปัญหาที่ต้นเหตุ สัปดาห์นี้ดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า จำกัดการขึ้นของตลาดหุ้นและโภคภัณฑ์ ผลกระทบ ทางตรงกับไทยในกรณีกรีซ ค่อนข้างน้อยมากเพราะไทยส่งออกไปยังกรีซต่ำกว่า 0.3% ของ มูลค่าการส่งออกรวม แต่หากยูโรโซนอ่อนแอลง ย่อมมีผลกระทบเพราะตลาดยูโรโซนคิดเป็น 11% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยคือค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลง ในระยะกลาง ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ เป็นผลลบกับสินทรัพย์เสี่ยงทั้ง ตลาดหุ้นและโภคภัณฑ์ GDP ของญี่ปุ่นดีกว่าตลาดคาด ญี่ปุ่นรายงาน GDP 4Q09 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.1% Q-Q ดีกว่า ตลาดคาดที่ 0.9% Q-Q ทั้งนี้ เป็นการผลมาจากการขยายตัวของการใช้จ่ายของภาครัฐและการ ส่งออก ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2009 เติบโต 4.6% ดีกว่าตลาดคาดที่ 3.9% โดยการส่งออกมีส่วน Contribute ให้ GDP growth 0.5% และสัญญาณที่ดีคือการบริโภคในประเทศมีส่วน contribute ให้ GDP growth 0.6% และญี่ปุ่นยังคงครองขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก สัปดาห์นี้หลายตลาดปิดตรุษจีน สัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นในเอเชียเงียบเหงาเพราะหลายตลาด ปิดตรุษจีน โดยตลาดหุ้นจีน ไต้หวัน เวียดนามหยุดวันที่ 15 – 19 ก.พ. ตลาดหุ้นสิงคโปร์และ ฮ่องกงหยุดวันที่ 15 – 16 และตลาดหุ้นมาเลเซียและเกาหลีใต้หยุดวันที่ 15 ก.พ. วันเดียว ส่วน ตลาดหุ้นและตลาดการเงินในวอลล์สตรีทหยุดวันจันทร์เนื่องในวัน President’s Day
Technical View : “ตลาดขึ้นชนแนวต้าน 702 จุดแล้ว เริ่มมีแรงขายกดดัน คาดว่า สัปดาห์นี้มีสิทธิแกว่งแคบๆ ในกรอบ 690-702 จุด หรืออาจเริ่มต้นไหลลงต่อเนื่องทันทีได้ ดังนั้น ควรชะลอการเข้าเทรดดิ้งไว้ก่อนดีกว่า...” แนวรับ : 694-690* , 686-680** , 669-666 แนวต้าน : 702***
Technical Picks: TISCO (Bt 21.60 เป้าเทคนิค 22.50-23 cut loss ถ้าหลุด 21) KASET (Bt 5.90 เป้าเทคนิค 6.50 cut loss ถ้าหลุด 5.80) THCOM (Bt 6.45 เป้าเทคนิค 7 cut loss ถ้าหลุด 6.30)
|
Comments