| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Friday, 20 May 2011 09:20 | |||
|
สหรัฐอเมริกา - ยอดขายบ้านมือสองที่จัดทำโดยสมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) ในเดือนเมษายนลดลง 0.8% (m-o-m: annual rate) สู่ระดับ 5.05 ล้านยูนิตต่อปี ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.20 ล้านยูนิตต่อปี ส่วนราคากลางของบ้านมือสองอยู่ที่ระดับ 163,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 5% (y-o-y) ขณะเดียวกันลอว์เรนซ์ ยุน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NAR กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยังคงอ่อนแอ ซึ่งเป็นผลมาจากกำลังซื้อบ้านที่ลดน้อยลง รวมทั้งอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูงมาก ทั้งนี้ แม้มีการคาดการณ์ว่ายอดขายบ้านมือสองของสหรัฐจะปรับตัวขึ้นในปีนี้และปีหน้า แต่การที่อัตราว่างงานอยู่ในระดับสูง รวมทั้งความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อของผู้บริโภคจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐให้อ่อนแอลงอีก - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 14 พฤษภาคมลดลง 29,000 ราย สู่ระดับ 409,000 ราย มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดว่าจะลดมาอยู่ที่ระดับ 420,000 ราย อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อน 4 สัปดาห์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,250 ราย สู่ระดับ 439,000 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน บ่งบอกว่าตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงซบเซา ขณะที่ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 7 พฤษภาคม ลดลง 81,000 ราย สู่ระดับ 3.71 ล้านราย - ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จัดทำโดย Conference Board ในเดือนเมษายนลดลง 0.3% (m-o-m) หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 และตรงกันข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% การลดลงดังกล่าวบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า - (เพิ่มเติม) รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประจำวันที่ 26-27 เมษายน ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายของFed มีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงฟื้นตัวปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขยายตัวของตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน รวมทั้งตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกชะลอตัวลงมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
สหภาพยุโรป - จากเหตุการณ์ข่าวอื้อฉาวของนายโดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็มีเสียงวิจารณ์อย่างมากถึงผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ต่อ ด้าน รมว.คลังสวีเดนกล่าวว่ายุโรปกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากจากวิกฤตหนี้ และเห็นว่าตำแหน่งดังกล่าวหลังการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการก็ควรจะมาจากทางยุโรปเพื่อจะได้มีแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งในไอเอ็มเอฟ และไม่เห็นเหตุผลที่ยุโรปจะต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับชาติอื่น ทั้งนี้ ตัวเต็งของตำแหน่งนี้ในฝั่งยุโรปได้แก่ คริสตีน ลาการ์ด รมว.คลังฝรั่งเศส ในขณะที่นายกอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษก็ได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลกเช่นกัน - นายโดมินิก สเตราส์ คาห์น ประกาศลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แล้วหลังเผชิญคดีอื้อฉาวทางเพศ ที่เขาถูกกล่าวหาว่า พยายามข่มขืนแม่บ้านสาวของโรงแรมชื่อดังในสหรัฐฯ โดยนายสเตราส์ คาห์น ระบุในแถลงการณ์ว่า เขาแจ้งเรื่องการลาออกให้บอร์ดบริหารไอเอ็มเอฟ ทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว - ผลสำรวจโดย ซีเอสเอซึ่งจัดทำขึ้นสำหรับสถานีข่าวบีเอฟเอ็ม ทีวี และสถานีวิทยุอาร์เอ็มซี พบว่า ชาวฝรั่งเศสที่ตอบแบบสอบถามร้อยละ 57 คิดว่า นายโดมินิก สเตราส์-คาห์น กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตกเป็นเหยื่อของแผนการบางอย่างซึ่งถูกวางเอาไว้ล่วงหน้า หลังจากที่เขาถูกจับฐานล่วงละเมิดทางเพศแม่บ้านโรงแรมในนครนิวยอร์ก เพื่อสกัดกั้นการลงชิงชัย เนื่องจากตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2012 ขณะที่ร้อยละ 32 ไม่เชื่อเช่นนั้น และอีกร้อยละ 11 ไม่มีความเห็น - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนธนาคารกลางของสหภาพยุโรปให้ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอีซีบีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ เนื่องจากมองว่าความวิตกกังวลเกี่ยวกับหนี้สินของกรีซและประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอในเขตยูโรโซนอาจกลับมาสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนอีกครั้ง
เยอรมนี - นายโวล์ฟกัง ฟรานซ์ ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจยุโรป กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่เศรษฐกิจเยอรมนีฟื้นตัวจากภาวะวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ดังเห็นได้จากการประเมินดัชนีภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่แตะสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 91.5 จุด เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในไตรมาสแรก แต่ทิศทางที่แข็งแกร่งจะไม่คงอยู่ตลอดไป ดังนั้นเยอรมนีจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในด้านต่างๆ เช่น วิกฤติในเขตยูโรโซนและภาวะไร้เสถียรภาพในทั่วโลก
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ รายงานอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก 4% (y-o-y) ในเดือนมีนาคม เป็น 4.5% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 17 และสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) จาก 17.5% เป็น 20% ประกอบกับราคาอาหารและราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น
สเปน - สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปน (Instituto Nacional de Estad?stica : INE) รายงานว่า มูลค่าส่งออกของสเปนขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.9% (q-o-q) ในไตรมาส 4 ปี 2553 เป็น 5% ในไตรมาสแรกปี 2554 ส่งผลให้เศรษฐกิจสเปนไตรมาสเดียวกันขยายตัว 0.3% อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานของสเปนยังอยู่ในระดับสูงที่ 21.3%
เอเชีย: ญี่ปุ่น - เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสแรกปีนี้หดตัวลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวฯในเดือนมีนาคมที่ส่งผลให้ภาคการผลิตหยุดชะงักและผู้บริโภคลดการใช้จ่าย โดย GDP ของญี่ปุ่นไตรมาสแรกปีนี้หดตัวลง 3.7% (annualized) จากไตรมาสก่อนหน้า หลังจากที่ในไตรมาสก่อนหดตัว 3% ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจโดย Bloomberg คาดการณ์ไว้ว่าหดตัว 1.9%
สิงคโปร์ - รัฐบาลสิงคโปร์ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้หลังจากที่ไตรมาสแรกเศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัว 22.5%(annualized)จากไตรมาสก่อนหน้า และขยายตัว 8.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยรัฐบาลสิงคโปร์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 5-7% เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4-6% ทั้งนี้การที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัวสูงส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสิงคโปร์มีแนวโน้มจะยอมให้ค่าเงินแข็งเร็วขึ้น
มาเลเซีย - ดัชนีราคาผู้บริโภคของมาเลเซียในเดือนเมษายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระดับใหม่ในรอบ 24 เดือน โดยสำนักงานสถิติมาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า ราคาอาหารและเครื่องดื่มนอกกลุ่มแอลกอฮอลในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 4.9% ส่วนราคาสินค้านอกกลุ่มอาหารเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2553 ทั้งนี้ธนาคารกลางมาเลเซียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3% เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความพยายามของรัฐบาลมาเลเซียในการถอนมาตรการด้านเงินอุดหนุนสำหรับสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิงที่มีมาอย่างต่อเนื่องจะยิ่งกระตุ้นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศ
ไทย - สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ รายงานว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2554 มีจำนวน 4.246 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 41.28 ของ GDP โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.989 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.066 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 0.160 ล้านล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 31,057 พันล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะลดลงสุทธิ 11,295.13 ล้านบาท โดยหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน ลดลง 12,133.92 ล้านบาท และ 308.81 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพิ่มขึ้น 673.22 ล้านบาท และ 474.38 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีหนี้คงค้าง - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมของไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนเมษายน 2554 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 106.6 จากระดับ 102.3 ในเดือนมีนาคม อันเป็นผลมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการใช้จ่ายมากขึ้น, ปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ที่เริ่มคลี่คลาย อีกทั้งภาคการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ, ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ย สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 116.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 108.0 ในเดือนก่อน - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนเมษายนอยู่ที่ 52,191 คัน ลดลง 8.7% (y-o-y) และลดลง 39.1% จากเดือนก่อน อันเป็นผลมาจากเดือนเมษายนที่มีวันทำงานน้อย โดยมีมูลค่าการส่งออก 23,191.86 ล้านบาท ลดลง 12.3% (y-o-y) ขณะที่จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้มีทั้งสิ้น 89,179 คัน ลดลง 15.2% (y-o-y) และลดลง 48.2% จากเดือนมีนาคม 2554 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ สึนามิและแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น จำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตลงกว่าครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ใน 4 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 558,160 คัน โดยจากช่วงเดียวกันปีก่อนเพิ่มขึ้น 14.4% และมียอดขายทั้งสิ้น 305,902 คัน เพิ่มขึ้น 36.6% (y-o-y)
อื่นๆ - องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) เตือนว่าเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะขาลง และวิกฤตเศรษฐกิจยังไม่สิ้นสุด โดยปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูง ภัยพิบัติทางธรรมชาติในญี่ปุ่น และสถานการณ์การคลังที่ย่ำแย่ของสหรัฐฯ รวมทั้งภาวะหนี้สาธารณะของยุโรป
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (19 พ.ค.) ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเทียบกับเงินเอเซียส่วนใหญ่ในเช้าวันนี้จากการที่ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไป - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (19 พ.ค.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยในวันนี้ทางการญี่ปุ่นรายงานว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสแรกปีนี้หดตัวลง 3.7% (annualized) จากไตรมาสก่อนหน้า หลังจากไตรมาสก่อนหดตัว 3% ซึ่งเป็นการหดตัวมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.9% ดังนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงมีแนวโน้มที่จะคงนโยบายการเงินผ่ผนคลายไว้นานกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯและปัจจัยดังกล่าวกดดันค่าเงินเยนไม่ให้แข็งขึ้นมากแม้ว่าญี่ปุ่นจะเกินดุลการค้าสูงก็ตาม อย่างไรก็ดีดอลลาร์อ่อนลงช่วงบ่ายของตลาดสหรัฐฯตามทิศทางที่เงินดอลลาร์ฯอ่อนลงเมื่อเทียบสกุลเงินอื่นๆในวันนี้ - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (19 พ.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับยูโรในวันนี้ก่อนการประกาศตัวเลขยอดขายบ้านมื่อสองของสหรัฐฯโดยตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวลดลงและจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไป
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส(19พ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้หลังข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ นอกจากนี้ยังได้ปัจจัยบวกจากผลประกอบการของบริษัทในตลาดที่ดีกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (19 พ.ค.) ดัชนีนิกเกอิลดลงวันนี้หลังจากข้อมูลชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสแรกหดตัวมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ขณะเดียวกันการที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่าทางการจะมีการปรึกษากันเกี่ยวกับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อปรับปรุงอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศก็ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคมีราคาลดลง สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตก็ปรับตัวลดลงในวันนี้จากการที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อโดยหุ้นในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีราคาลดลง ขณะเดียวกันราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลลบต่อผู้ผลิตพลังงานในประเทศ ส่วนดัชนีตลาดอื่นๆในเอเซียส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯและญี่ปุ่นจะคงนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อไปอีกทั้งเศรษฐกิจไตรมาส1หลายประเทศยังขยายตัวสูงอีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลดีต่อหลายตลาดวันนี้ - ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันพฤหัส (19 พ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นช่วงเปิดตลาดและค่อยๆปรับลดลงหลังจากนั้น โดยเรื่องการเมืองในประเทศยังกดดันตลาดหุ้นไทยขณะนี้
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2554
|
Comments