Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Thursday, 19 May 2011 10:08

สหรัฐอเมริกา

          -  ยอดการเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่ในเดือนเมษายนลดลง 10.6% สู่ระดับ 523,000 ยูนิตต่อปี ตรงข้ามกับที่นักนักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 568,000 ยูนิตต่อปี ขณะที่ตัวเลขการอนุญาตสร้างบ้านใหม่เดือนเม.ย.ลดลง 4% สู่ระดับ 551,000 ยูนิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยังคงอ่อนแอ

          -  ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รายงานว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายนหดตัวลง 0.4% ซึ่งเป็นการหดตัวลงครั้งแรกในรอบ 10 เดือน และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการร่วงลงของผลผลิตรถยนต์ อันเนื่องมาจากผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในญี่ปุ่นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิต ปรับตัวลงสู่ระดับ 76.9% จากระดับ 77% ในเดือนมีนาคม ตรงข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 77.6%

          -  ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือนเมษายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% (m-o-m) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากเดือนมีนาคม และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนเพิ่มขึ้น 3.2% (y-o-y) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากราคาพลังงานในสหรัฐฯ ที่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวขึ้นมากกว่าหมวดสินค้าประเภทอื่นๆ ที่ใช้ในการคำนวณในตะกร้า CPI โดยราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น 0.4% ทั้งนี้ หากไม่นับรวมราคาสินค้าในหมวดอาหารและพลังงานแล้ว ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.2% จากที่ขยายตัว 0.1% ในเดือนมีนาคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อ

          -  ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขานิวยอร์ก รายงานว่า ดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม (Empire State Index) เดือนพฤษภาคมชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 11.88 ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 20 และลดลงจากเดือนเมษายนที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.70 ขณะที่ดัชนีราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 69.9 จากระดับ 57.7 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น ส่วนดัชนีราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากระดับ 26.9 มาอยู่ที่ระดับ 28 ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ผลิตพยายามที่จะผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบไปยังผู้บริโภค ด้านดัชนีชี้วัดแนวโน้มธุรกิจในช่วงอีก 6 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.7 จากระดับ 47.4 ในเดือนเมษายน

          -  ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้สร้างบ้านที่จัดทำโดยสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมยังคงทรงตัวอยู่ใน ระดับ 16 จุด เท่ากับเมื่อเดือนเมษายน โดย บ๊อบ นีลเซน ประธานสมาคม NAHB ระบุว่า "ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้สร้างบ้านเผชิญกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแข่ง ขันอันเนื่องมาจากยอดขายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมด้านการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยเงินกู้ นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภควิตกกังวลและชะลอการซื้อบ้านออกไปอีกด้วย" ทั้งนี้ ดัชนีที่เคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 50 จุดบ่งชี้ว่าผู้สร้างบ้านมีมุมมองที่เป็นลบต่อตลาด  โดยดัชนียังไม่สามารถปรับตัวขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 50 จุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2549

          -  ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จัดทำโดย Reuter's/University of Michigan's ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 72.4 จุด จากระดับ 69.8 จุด ซึงเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดการณ์ไว่ว่าจะอยู่ที่ระดับ 70.0 จุด

 

สหภาพยุโรป

          -  สำนักงานสถิติสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรขยายตัว 0.8% (q-o-q) ในไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ ขณะที่เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ขยายตัว 0.8% ในไตรมาสแรกเช่นกัน

          -  สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้สำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก ผลปรากฏว่า มีนักเศรษฐศาสตร์ถึง 85% ที่เชื่อว่ากรีซ โปรตุเกสและไอร์แลนด์ จะไม่สามารถชำระหนี้สาธารณะก้อนมหาศาล รวมถึงการชำระคืนเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ โดยชี้ว่าแนวโน้มทางการคลังแสดงอาการย่ำแย่มากนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 เป็นต้นมา ขณะที่มีนักเศรษฐศาสตร์เพียง 25% หรือ 1 ใน 4 เชื่อว่าสเปนจะไม่ขอรับความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟ

          -  เจมส์ ชักก์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากเวสต์แพ็ก แบงกิ้ง กล่าวว่า ไอร์แลนด์ โปรตุเกสและกรีซ มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้ เพราะที่ผ่านมาประเทศเหล่านี้เรียกร้องเงินช่วยเหลือจากกองทุนครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อมาถึงจุดๆหนึ่ง จะต้องมีการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อกำหนดมาตรการใหม่ โดยให้เจ้าหนี้เข้ามามีส่วนบริหารด้วย

          -  เอวัลด์ นอวอธี หนึ่งในคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่ามีแนวโน้มที่กรีซจะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่พ่วงมากับเงินช่วยเหลือกู้วิกฤตหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขที่กำหนดให้กรีซจัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล่าสุดแหล่งข่าวจากภายในรัฐบาลกรีซ ระบุว่า อีซีบี คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และไอเอ็มเอฟ กำลังกดดันให้รัฐบาลกรีซลดการใช้จ่ายของภาครัฐลงให้มากกว่านี้ เนื่องจากรายได้รัฐมีแนวโน้มลดน้อยลง

          -  ดัชนีราคาผู้บริโภคใน 17 ประเทศยูโรโซนขยายตัวที่ระดับ 2.8% (m-o-m) ในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.7% ในเดือนมีนาคม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าถึงความเป็นไปได้ที่ว่าธนาคารกลางยุโรปอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้

          -  สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของประเทศกลุ่มยูโรโซนหดตัว 0.2% (m-o-m) ในเดือนมีนาคม จากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนหดตัวลง เนื่องจากยอดผลิตสินค้าประเภทเครื่องจักรลดลง ขณะที่รายงานของยูโรสแตทระบุว่า ผลผลิตสินค้าคงทนหรือสินค้าที่มีอายุการใช้งานนานของยูโรโซนขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.1% ในเดือนมีนาคม ส่วนผลผลิตสินค้าที่มีอายุการใช้งานสั้นและพลังงานลดลง 0.7%

          -  สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท เปิดเผยว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศนั้น ยอดผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% (m-o-m) ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ แต่เติบโต 4.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลได้พบว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงใน 11 ประเทศ และเพิ่มขึ้นใน 9 ประเทศ เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ส่วนประเทศที่ลดลงสูงสุด ได้แก่ ลิธัวเนีย ลดลง 4.6% ในขณะที่ เอสโทเนีย ขยายตัวสูงสุดที่ 2.8%ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และเพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน

          -  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยยุโรปจำเป็นต้องใช้นโยบายแบบเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดเพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่งด้านการคลัง แก้ปัญหาความอ่อนแอในภาคการเงิน และดำเนินการปฏิรูปเพื่อกระตุ้นการแข่งขันและการขยายตัว โดยไอเอ็มเอฟระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในยุโรปซึ่งเป็นที่คาดหมายกันว่าจะแข็งแกร่ง แต่ปัญหาท้าทายด้านการคลังยังคงเป็นอุปสรรคที่ยากลำบาก ดังนั้น เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเดินหน้าฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้วยการปฏิรูปโครงสร้าง สร้างความแข็งแกร่งด้านการคลังและระบบการเงิน ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจประจำภูมิภาคฉบับล่าสุดของยุโรปว่า เศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัวที่ระดับ 2.4% ในปี 2554 และ 2.6% ในปี 2555 หลังจากที่ขยายตัว 2.4% ในปีที่ผ่านมา

          -  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์เศรษฐกิจยุโรปตะวันออกจะเร่งตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย ตามการปรับตัวดีขึ้นของ Domestic Demand โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 4.3% ในปี 2554 และ 2555 นอกจากนี้ IMF เตือนว่าแม้ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจยุโรปยังขยายตัว และมีภูมิคุ้มกันที่ดี แต่ภาครัฐควรเข้าไปจัดการปัญหาหนี้ที่ก่อตัวเพิ่มขึ้นมาก โดยไอเอ็มเอฟกล่าวว่าเศรษฐกิจยุโรปที่เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดมีความเสี่ยงมากในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร เพราะธนาคารของกลุ่มประเทศจะตัดเงินให้กู้ทันที หากประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันออก ประสบปัญหาวิกฤตหนี้ขึ้น นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟแสดงความกังวลกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคธนาคาร รวมทั้งปัญหาเงินเฟ้อจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในกลุ่ม ยูโรโซน ไอเอ็มเอฟคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2554 ขยายตัว 7.3% และชะลอลงสู่ 6.2% ในปี 2555

 

เยอรมนี

          -  นายวูลฟ์กัง เซาเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ได้ส่งสัญญาณในเชิงลบว่ายุโรปอาจจะต้องเตรียมตัวเพื่อช่วยเหลือกรีซต่อไป เนื่องจากเป็นที่แน่ชัดว่ากรีซยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ได้ และยังไม่สมารถกลับสู่ตลาดได้ในปีหน้า สำหรับท่าทีดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเชิงลบต่อวิกฤตหนี้ในยุโรปทันที ประกอบกับข่าวร้ายจากการจับกุมตัวนายสเตรา คานห์ เมื่อวันอาทิตย์ ก็ยิ่งทุบความมั่นใจต่อปัญหาในยุโรปมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้เนื่องจาก นายสเตรา คานห์ ถือเป็นผู้ที่มีบทบาทต่อปัญหาหนี้ในยุโรปมากที่สุดคนหนึ่งและเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาหนี้ของกรีซดีที่สุดคนหนึ่ง

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า เศรษฐกิจเยอรมนีไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 1.5% (q-o-q) เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส จากที่ขยายตัวได้แข็งแกร่งกว่าระดับ 0.4% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว จากยอดส่งออกเดือนมีนาคมของเยอรมนีที่พุ่งขึ้น 7.3% แตะระดับ 9.83 หมื่นล้านยูโร (1.42 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีขยายตัวติดต่อกัน 3 เดือนเนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างฟื้นตัวขึ้น และจำนวนคนว่างงานของเยอรมนีปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 3 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 19 ปีในเดือนเมษายน ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีแข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วและเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซน เพราะได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของอุปสงค์เครื่องจักร รถยนต์ และสินค้าประเภทอื่นๆ ซึ่งอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจเยอรมนีทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้หลายประเทศในยุโรป เช่น กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ยังคงเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะก็

 

กรีซ

          -  อันโตนิโอ บอร์เกส ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประจำทวีปยุโรป เปิดเผยว่า ไอเอ็มเอฟเตรียมพร้อมให้เงินช่วยเหลือกรีซเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับวิกฤตหนี้สาธารณะภายในประเทศ พร้อมทั้งเตือนว่าแผนการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรปอาจจะส่งผลเสียต่อวิกฤตหนี้ยุโรป ทั้งนี้การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีข่าวว่ากรีซยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สาธารณะภายในประเทศได้ แม้ว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและอียูเมื่อช่วงปีที่แล้วก็ตาม

          -  สหภาพยุโรป (อียู) ชะลอการให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กรีซ โดยหวังว่ารัฐบาลกรีซต้องพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน 3 ปีนี้ และต้องพยายามตัดลดงบประมาณเพื่อที่จะสามารถจัดการภาระหนี้สินจำนวน 1.1 แสนล้านยูโรที่ได้รับมาปี 2553 อย่างไรก็ตาม ได้มีการคาดการณ์ว่าแผนการช่วยเหลือกรีซฉบับใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ โดยแผนการช่วยเหลือใหม่อาจจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ของกรีซ การขยายระยะเวลาการคืนหนี้ รวมทั้งการให้กรีซกู้เงินเพิ่ม อย่างไรก็ดี คาดว่าแผนการช่วยเหลือกรีซจะยังไม่เปิดเผยจนกระทั่งอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเจรจาถึงข้อสรุปในอีก 2-3 สัปดาห์หน้า โดยโอลลี่ เรห์น กรรมาธิการของอียู ทางด้านเศรษฐกิจและการเงิน ได้แสดงความชื่นชมกรีซที่ได้ตัดการขาดดุลลงได้ 2 หมื่นล้านยูโรในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี กรีซยังไม่ทำตามข้อตกลงที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจมูลค่า 5 หมื่นล้านยูโรรวมทั้งไม่มีการปฎิรูปประเทศ

          -  ผลสำรวจระบุชาวกรีซ 8 ใน 10 คน หรือ 80% มีมุมมองในแง่ลบต่อสถานะการเงินและภาวะเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ขณะที่ประธาธิบดีคาโรลอส ปาปูลิอาส และนายจอร์จ ปาปันเดรอู นายกรัฐมนตรีกรีซได้เรียกร้องให้ประชาชนมีความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรับมือกับวิกฤตหนี้สิน ทั้งนี้ ผลสำรวจที่จัดทำโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเอเธนส์ระบุว่า 77% ของชาวกรีซมีข้อกังขาเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลสังคมนิยม และมีมุมมองในแง่ลบต่อสถานการณ์การเงินระยะสั้นของประเทศ ขณะที่ผลสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นสำหรับสถานีโทรทัศน์ เมก้า พบว่า 71% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ยอมรับนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ 60% ของชาวกรีซเรียกร้องให้มีการนำข้อตกลงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินแลกเปลี่ยนกับมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งรัฐบาลกรีซได้ทำร่วมกับสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว กลับมาเจรจากันใหม่อีกครั้ง

          -  จอร์เก เปตาโลติส โฆษกรัฐบาลกรีซ แถลงว่า การจับกุมนายโดมินิก สเตรา คานห์ ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในคดีข่มขืนกระทำชำเราสาวรับใช้ในโรงแรมนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้วิกฤตหนี้กรีซและแผนความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ ซึ่งขึ้นอยู่กับกรีซเองมากกว่าว่าจะเดินหน้าปฏิรูปแผนงบประมาณ ตลอดจนแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจและแผนการรัดเข็มขัดได้มีประสิทธิภาพเพียงใด ทั้งนี้ กรีซมีกำหนดรับเงินช่วยเหลืองวดต่อไปในเดือนมิถุนายนเป็นมูลค่า 1.37 หมื่นล้านยูโรจากไอเอ็มเอฟและสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรีซยังต้องการที่จะขยายกำหนดการชำระคืนเงินกู้มูลค่า 1.1 แสนล้านยูโรออกไปและขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงด้วย

 

สเปน

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปน (Instituto Nacional de Estad?stica : INE) รายงานอัตราเงินเฟ้อของสเปนเพิ่มขึ้นจาก 3.3% (y-o-y) ในเดือนมีนาคม เป็น 3.5% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี เนื่องจากราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

 

ฝรั่งเศส

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส (Insee) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัวเร็วขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ เพราะได้รับอานิสงส์จากการใช้จ่ายผู้บริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มสูงขึ้น Insee ระบุในแถลงการณ์ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัว 1% ในไตรมาสแรก (q-o-q) ซึ่งสูงกว่าระดับ 0.3% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 และขยายตัวได้เร็วกว่า 0.6% ที่ทางสำนักงานฯคาดการณ์ไว้ในเดือนมีนาคม

          - โดมินิก สเตราส์-คาห์น กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถูกจับกุมและตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ แม่บ้านทำความสะอาดรายหนึ่งของโรงแรมโซฟิเทล ในนิวยอร์ก โดยสเตราส์-คาห์น วัย 62 ปี ซึ่งดำรงบทบาทสำคัญในฐานะหัวเรือของไอเอ็มเอฟในการฝ่าฟันวิกฤตยุคเศรษฐกิจตกต่ำและวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปในช่วงปี 2550-2552 ถูกจับกุมบนเครื่องบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์เที่ยวบินสู่กรุงปารีส ก่อนจะเทกออฟจากท่าอากาศยานจอห์น เอฟ เคนเนดีเพียง 10 นาที เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 15 ตามเวลาในสหรัฐฯ ซึ่งเขาเป็นตัวเต็งในการช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2555 นี้

 

อังกฤษ

          -  ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของอังกฤษในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.3% (m-o-m) ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 0.8% โดยเป็นผลจากการผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์และสินค้าคงทนที่เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง และถ้าเทียบจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง 2.7% (y-o-y) ซึ่งเป็นผลจากธุรกิจเหมืองที่เพิ่มขึ้น 0.7%

 

อิตาลี

          -  นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางอิตาลี ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางแห่งยุโรปโดยรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในวิกฤตหนี้ยูโรโซน ทว่าจากกรณีที่ โดมินิก สเตราส์-คาห์น กรรมการผู้จัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถูกจับกุมและตั้งข้อหาข่มขืน ก็เกิดกระแสหักมุมต่อการค้นหาผู้นำคนใหม่ของอีซีบี (ประธานธนาคารกลางยุโรป) ที่จะเข้ามาทดแทนนายฌอง-คล็อด ทรีเชต์ ชาวฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม นายมาริโอ ดรากี ว่าที่ประธานธนาคารกลางยุโรป ยืนยันไม่มีความสนใจที่จะเข้ารับหน้าที่กุมหางเสือไอเอ็มเอฟแทนนายโดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้ตกเป็นข่าวฉาวถูกจับกุมและตั้งข้อหาข่มขืนพนักงานหญิงของโรงแรม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุหาก สเตราส์-คาห์น ลาออก ประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศคนใหม่ก็ควรยังเป็นคนยุโรป

 

โปรตุเกส

          -  โปรตุเกสกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเหมือนอย่างกรีซ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของโปรตุเกสในไตรมาสแรกหดตัว 0.3% ซึ่งตรงกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลลดการใช้จ่ายลงและเพิ่มการเก็บภาษีมากขึ้น โดยในเดือนเมษายนต้นทุนการกู้ยืมของโปรตุเกสเพิ่มสูงขึ้น และเป็นประเทศที่สามในเขตยุโรปที่ได้รับความช่วยเหลือ ตามกรีซและไอร์แลนด์

 

เอเชีย: เกาหลีใต้

          -  ธนาคารกลางเกาหลีใต้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ( อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 7 วัน ) ไว้ที่ระดับเดิมที่ 3% หลังจากที่ในปีนี้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 2 ครั้งๆละ 0.25% เมื่อเดือนมกราคมและมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ต้องการรอดูก่อนว่าการที่ค่าเงินวอนแข็งขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อลงได้เพียงใด

 

อินเดีย

          -  อัตราเงินเฟ้อของอินเดียในเดือนเมษายนสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ส่งผลให้ธนาคารกลางอินเดียมีแนวโน้มจะต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก โดยดัชนีราคาค้าส่งเพิ่มขึ้น 8.66% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจโดย Bloomberg คาดการณ์ไว้ที่ 8.5%หลังจากในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 9.1%

 

จีน

          -  การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 15% จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 33% โดยในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้มีเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศเข้ามาในจีนรวม 38.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

 

ญี่ปุ่น

          -  รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคญี่ปุ่นลดลงในเดือนเมษายน อันเป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาโดยดัชนีความเชื่อมั่นในครัวเรือนที่มีสมาชิก 2 คนขึ้นไปลดลง 5.5 จุด แตะที่ 33.1 จุดในเดือนเมษายน ซึ่งลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และลดลงหนักสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2547 ทั้งนี้ในเดือนมีนาคมดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง 2.6 จุด แตะที่ 38.6 จุด

          -  สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานเดือนมีนาคมขยายตัว 2.9% จากเดือนเดียวกันปีก่อนแตะที่ 7.776 แสนล้านเยน (9.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน และเหนือความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่ายอดสั่งซื้อจะลดลงอันเป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ทั้งนี้ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเป็นปัจจัยชี้วัดการใช้จ่ายของภาคเอกชน และรัฐบาลใช้ข้อมูลนี้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายภาคเอกชนในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า

 

ไทย

          -  สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ เรตติ้ง ได้ปรับระดับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของรัฐบาล จากมุมมองที่เป็นลบ (Negative Outlook) เป็นมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook ที่ระดับ A- อันเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลดำเนินการตามแผนสร้างเสถียรภาพทางการคลัง จึงคาดว่าระดับความเสี่ยงของภาระผูกพันของรัฐบาลจะลดลง อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังคงวิตกถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมที่อาจส่งมีผลต่อความมีเสถียรภาพทางการคลัง และส่งผลลบต่อความน่าเชื่อถือของไทย

          -  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิในเดือนเมษายน 2554 อยู่ที่127,532 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 16,060 ล้านบาท หรือ 14.4% เป็นผลจากการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรก (ต.ค.-เม.ย.54) ของปีงบประมาณ 54 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 917,538 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 117,511 ล้านบาท หรือ 14.7% (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 7.2%) ทั้งนี้ ประเภทของรายได้จากภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล ขณะที่ภาษีสรรพสามิตรถยนต์จัดเก็บได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 9,114 ล้านบาท

 

อื่น ๆ

          -  จิม โอนีล ประธานบริษัท Goldman Sachs Asset Management ระบุว่า การปรับฐานลงอย่างหนักของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความไม่แน่นอน นอกเหนือไปจากการใช้มาตรการควบคุมเศรษฐกิจของจีน และภาวะชะลอตัวของตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในสหรัฐ พร้อมคาดว่า ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกจะปรับฐานลงอีก เนื่องจากเศรษฐกิจของหลายประเทศชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว

 

Money Market

          -  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์&อังคาร (16&17 พ.ค.) สกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันจันทร์และวันอังคารจากการที่ตลาดการเงินกังวลปัญหาหนี้กรีซซึ่งส่งผลให้ลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงลงซึ่งสอดคล้องกับการที่ดัชนีตลาดห้นเอเชียโดยรวมปรับตัวลดลงในวันจันทร์

          -  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์&อังคาร (16&17 พ.ค.) ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันจันทร์ สำหรับในวันอังคารเงินเยนได้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นกล่าวว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในภาวะที่วิกฤติมากซึ่งส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นอีก

          -  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์&อังคาร (16&17 พ.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯจากการที่รัฐมนตรีคลังยุโรปมีการประชุมร่วมกันเพื่อจัดการปัญหาหนี้ภูมิภาคซึ่งทำให้ตลาดคลายความกังวลลงบ้างต่อปัญหาหนี้ของหลายประเทศในยุโรป

 

Capital Market

          - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์&อังคาร ( 16&17 พ.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลงในวันจันทร์จากการที่กรีซต้องการเงินทุนช่วยเหลือมากขึ้นและเป็นผลจากรายงานการผลิตภาคอุตสาหกรรมในนิวยอร์คขยายตัวในอัตราที่ลดลงในเดือนพฤษภาคม ส่วนในวันอังคารดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯลดลงต่อเนื่องจากการที่ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ประกาศออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

          -  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันจันทร์&อังคาร (16&17 พ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นและตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมในวันจันทร์ปรับตัวลดลงจากการที่ Goldman Sachs Group ลดอันดับ Rating ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อีกทั้งยังเป็นผลจากการที่ตลาดกังวลปัญหาหนี้กรีซ สำหรับในวันอังคารดัชนีนิกเกอิและดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ดัชนีตลาดสำคัญในเอเซียส่วนใหญ่ลดลงจากความกังวลปัญหาหนี้กรีซและเป็นผลจากดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ต่ำกว่าที่คาด

          -  ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ (13 พ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันศุกร์ปิดตลาดลดลงโดยนักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงในช่วงวันหยุดยาว

 

         โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 18 พฤษภาคม  2554

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1551
mod_vvisit_counterAll days1551

We have: 1549 guests online
Your IP: 216.73.216.211
Mozilla 5.0, 
Today: Mar 31, 2026

4313368