| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Thursday, 19 July 2012 09:25 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา
- ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เปิดเผยในรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมิถุนายนและต้นเดือนกรกฎาคมมีการขยายตัว “เล็กน้อยถึงปานกลาง" แต่สถานการณ์การจ้างงานทั่วประเทศปรับตัวดีขึ้นไม่มากนัก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ายอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในพื้นที่ส่วนใหญ่ และกิจกรรมการผลิตยังคงขยายตัวเชื่องช้าในเขตส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวดีขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และความต้องการเงินกู้โดยรวมขยายตัวเล็กน้อยในพื้นที่ส่วนใหญ่
- ยอดการเริ่มสร้างบ้านใหม่ในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 6.9%(m-o-m: annual rate) สู่ระดับ 760,000 ยูนิต จากระดับ 711,000 ยูนิตในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเพิ่มในอัตราสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีหรือนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวสู่ระดับ 745,000 ยูนิต รวมทั้งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 23.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยอดการขออนุญาตก่อสร้างบ้านลดลง 3.7% สู่ระดับ 755,000 ยูนิต จากระดับ 784,000 ยูนิตในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ การก่อสร้างบ้านเดี่ยว (single-family) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของการเริ่มสร้างบ้านทั้งหมดขยายตัว 4.7%(m-o-m: annual rate) ที่ระดับ 539,000 ยูนิต ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 และเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 21.7% (y-o-y) ส่วนการสร้างบ้านสำหรับครอบครัวขยาย (multi-family) เพิ่มขึ้น 12.8%
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุ จีนเข้าถือครองหลักทรัพย์รัฐบาล (Government securities) ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 0.4% สู่ระดับ 1.1696 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 6 เดือน หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีทิศทางชะลอตัวและเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ถือครองหลักทรัพย์เป็นอันดับสองถือครองเพิ่มขึ้น 1.4% สู่ระดับ 1.1052 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสถิติ ทั้งนี้ ยอดต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลสุทธิเพิ่มขึ้น 54.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สู่ระดับ 5.264 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ทั่วโลกต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางวิกฤตหนี้ยูโรโซน
- ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวนิวยอร์กที่จัดทำโดยวิทยาลัยเซียนา แสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามาของสหรัฐได้รับคะแนนนิยม 59% จากชาวนิวยอร์กที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มากกว่านายมิทท์ รอมนีย์ ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน อยู่ถึง 27% โดยพบว่า 53% ต้องการให้กฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีโอบามาดำเนินการอย่างเต็มที่ ในขณะที่อีก 37% อยากให้ล้มเลิกกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม 1 ใน 5 กล่าวว่า กฎหมายนี้จะเพิ่มการเข้าถึงระบบสาธารณสุข และมีเพียง 1 ใน 8 ที่ระบุว่ากฎหมายนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ การสำรวจความคิดเห็นดังกล่าวจัดทำขึ้นวันที่ 10-15 กรกฎาคม จากกลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวน 758 คน
- ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาคลีฟแลนด์ ระบุหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอ่อนแอเช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่านมา และแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอลงกว่าที่คาดในปัจจุบัน ก็อาจจะมีเหตุผลเพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการด้านนโยบายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและหนุนตลาดแรงงาน ทั้งนี้ ประธาน Fed คลีฟแลนด์เป็นสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ซึ่งมีสิทธิโหวตในปีนี้
- ผลสำรวจรายสัปดาห์ของสมาคมธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ ระบุว่า การยื่นขอสินเชื่อจำนองของสหรัฐฯในรอบสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้น 16.9% หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนี Refinance เพิ่มขึ้น 22% จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ส่วนดัชนีการซื้อที่มีการปรับตามฤดูกาลลดลง 0.1% ขณะที่สัดส่วนการยื่นขอรีไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นเป็น 80.1% ของการยื่นเรื่องทั้งหมดในสัปดาห์ที่แล้ว จาก 77% ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สำหรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสำหรับสัญญาจำนองระยะ 30 ปี ลดลงสู่ระดับ 3.55% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ จากระดับ 3.63% ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสำหรับสัญญาจำนองระยะ 15 ปี ที่ลดลงสู่ระดับ 3.12% จากระดับ 3.15% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
- นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวเตือนว่า หากการปรับขึ้นภาษีพร้อมกับลดรายจ่าย "fiscal cliff" ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กได้ พร้อมคาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจยังอยู่ที่ระดับหรือต่ำกว่าระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าที่Fed ตั้งไว้ หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างมากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยในปีนี้สัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบลดลงแล้ว 9.9%
ยุโรป: เยอรมนี
- ZEW Center for European Economic Research รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนของเยอรมนีลดลงจาก -16.9 ในเดือนมิถุนายน เหลือ -19.6 ในเดือนกรกฎาคม นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากวิกฤตการเงินของยูโรโซนยังไม่คลี่คลาย เป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
อังกฤษ
- สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษลดลงจาก 2.8% ในเดือนพฤษภาคม (y-o-y) เหลือ 2.4% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 เนื่องจากราคาสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่มลดลง
- นายเดวิด บักเล่ย์ ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารเอชเอสบีซี สาขาใหญ่ที่อังกฤษ และผู้บริหารคนอื่นๆ รวมถึง นางไอรีน ดอร์นเนอร์ ประธานและเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารเอชเอสบีซี สาขาสหรัฐฯ ออกมากล่าวขอโทษต่อคณะกรรมการสอบสวนของวุฒิสภาสหรัฐ หลังจากมีการสอบสวนพบว่า พบเงินทุนต้องสงสัยจากหลายประเทศ ทั้งเม็กซิโก อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย หมู่เกาะเคย์แมน และซีเรีย เข้ามาทำธุรกรรมผ่านธนาคารเอชเอสบีซี โดยเฉพาะขบวนการค้ายาเสพติดในเม็กซิโกที่ใช้ธนาคารแห่งนี้เป็นที่ฟอกเงิน และเปิดเผยว่าขณะนี้ทางธนาคารกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการปิดบัญชีธนาคารจำนวน 2,000 บัญชี ในธนาคารเอชเอสบีซี สาขาหมู่เกาะเคย์แมน โดยนายบักเล่ย์ ประกาศว่า กำลังจะลาออกจากตำแหน่งผู้บริหาร เพื่อรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
สเปน
- ธนาคารกลางสเปนระบุว่า สเปนมีหนี้เสียจำนวนทั้งสิ้น 1.558 แสนล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นแตะระดับ 8.95% โดยเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 18 ปี เมื่อเทียบกับระดับ 8.72% ในเดือนเมษายน
อังกฤษ
- สำนักงานสถิติอังกฤษ รายงานว่าอัตราการว่างงานตามระบบขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ของอังกฤษในช่วง 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.) ลดลงสู่ระดับ 8.1% จากระดับ 8.2% ในช่วง (ก.พ.-เม.ย.) ขณะที่ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 6,100 ราย มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5,000 ราย อันเป็นผลมาจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิคที่ช่วยสร้างงานในอังกฤษ
เอเชีย: จีน
- ราคาบ้านใหม่ในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นใน 25 เมือง และลดลงใน 21 เมือง ขณะที่เหลืออีก 24 เมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมซึ่งมีเพียง 6 เมืองที่ราคาบ้านปรับเพิ่มขึ้น และราคาบ้านใหม่ถึง 40 เมืองจาก 70 เมือง ปรับลดลง อันเป็นผลมาจากกลุ่มผู้ซื้อเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจหลังธนาคารกลางจีนตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านิ้ ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นดังกล่าว นำโดยการเพิ่มขึ้นของเมืองตอนตะวันออกของมณฑลหางโจว (Hangzhou) ที่เพิ่มขึ้น 0.6% (m-o-m) ขณะที่เมืองหลักอาทิปักกิ่ง (Beijing) และเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดที่ 0.3%
- เหวิ่น เจียเปา นายกรัฐมนตรีจีน ระบุ สถานการณ์ปัญหาตลาดแรงงานของจีนอาจจะมีสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น อันเกิดจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอนับตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งจะนำไปสู่การว่างงานในที่สุด ระบุว่า รัฐบาลจะยังคงดำเนินการมาตรการด้านนโยบายแรงงานเพิ่มเติม “เชิงรุก” พร้อมระบุว่า สถานการณ์แรงงานกลายเป็นปัญหาที่มีความ “ซับซ้อน” มากขึ้น
อินโดนีเซีย
- นายริสมานซิอาห์ ดานาสาบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายเพาะปลูกไม้ยืนต้น กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียกล่าวว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้ 5 ล้านล้านรูเปียห์ หรือ ประมาณ 530 ล้านดอลลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนแผนการฟื้นฟูที่จะครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 350,000 เฮกเตอร์
ออสเตรเลีย
- เวสต์แพค แบงกิ้ง คอร์ปอเรชันและสถาบันเมลเบิร์น เปิดเผยผลสำรวจว่า ภาวะเศรษฐกิจของออสเตรเลียแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 แต่อัตราการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคตยังคงต่ำกว่าแนวโน้มระยะยาว โดยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจโดยเวสต์แพค-สถาบันเมลเบิร์น ซึ่งเป็นมาตรวัดแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 3-9 เดือนไปจนถึงในอนาคต มีอัตราอยู่ที่ 1.6% ในพฤษภาคม ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยในระยะยาวที่ 2.6% อยู่มาก อย่างไรก็ตาม นายบิลล์ อีแวนส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเวสต์แพ็คกล่าวว่า อัตราการขยายตัวดังกล่าวนับว่าสูงสุดในรอบ 10 เดือน และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มต่อไปในครึ่งหลังของปี 2555 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2556
ไทย
- กระทรวงคมนาคม ระบุอยู่ระหว่างพิจารณาปรับแบบโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ช่วงพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กิโลเมตร มูลค่าประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับระบบรถไฟความเร็วสูงสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่จะดำเนินการในอนาคตด้วย ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ 20 – 30% ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ไปศึกษาเพิ่มเติม
- กรมสรรพสามิต ระบุมีแนวคิดที่จะเก็บภาษีสรรพสามิตจากธุรกิจโทรคมนาคมอีกครั้งเนื่องจากเห็นว่าในอนาคต เมื่อมีการยกเลิกระบบสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคม หรืออายุสัมปทานโทรคมนาคมของทุกค่ายหมดลง ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากค่าสัมปทานรายปีที่รัฐเรียกเก็บจากเอกชนหายไป จึงจำเป็นต้องมีภาษีสรรพสามิตเข้ามาแทนที่ ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในกิจการโทรคมนาคม 3 ค่าย มีรายได้รวมกันมากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากทางกรมสรรพสามิตจะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ในอัตรา 10% จะทำให้กรมได้รับรายได้จากกิจการนี้ ปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หรือหากเก็บในอัตรา 3% จะทำให้กรมฯ มีรายได้เพียง 6 พันล้านบาท
Money Market
- บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 18 ก.ค.) ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงเล็กน้อย ขณะที่ความเห็นของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ช่วยหนุนสกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียส่วนใหญ่ให้แข็งค่าขึ้น แต่ก็ปรับขึ้นได้ในกรอบจำกัด เนื่องจากไม่ได้ระบุว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างไร
- เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 18 กค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นในวันนี้ อย่างไรก็ดีในช่วงเช้าดอลลาร์ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน อันเป็นผลมาจากการที่ Fed ระบุพร้อมจะออกมาตรการกระตุ้นมากขึ้นถ้าจำเป็น แต่ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณการดำเนินการในระยะใกล้ อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์เผชิญกับแรงกดดันจากแรงขายของกลุ่มผู้ส่งออก
- ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18 ก.ค.) ยูโรพุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงเช้านี้ที่ตลาดเอเชีย หลังจากนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวว่า เฟดพร้อมจะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าจำเป็น แต่ยูโรก็ถูกสกัดช่วงบวก เนื่องจากประธานเฟดยังคงคลุมเครือเกี่ยวกับมาตรการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับเงินหลายสกุลในช่วงการซื้อขายที่ตลาดยุโรปวันพุธ หลังจากสื่อมวลชนรายงานว่า นางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าไม่สามารถมั่นใจได้ว่าโครงการยุโรปจะประสบความสำเร็จ และถ้อยแถลงดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุน
Capital Market
- ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (18 ก.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้น โดยดัชนี S&P 500 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ขณะที่การเปิดเผยผลกำไรจากบริษัทอินเทลและฮันนีเวลล์ได้ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับการลดลงของผลประกอบการ แต่บริษัทต่างๆยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแม้ได้เพิ่มความหวังของตลาดเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.81% สู่ 12,908.70, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.67% สู่ 1,372.78 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 1.12% สู่ 2,942.60
- ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (18 ก.ค.) ส่วนใหญ่ปิดลดลง โดยตลาดหุ้นฮ่องกงปิดร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน หลังจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่าราคาบ้านในจีนมีเสถียรภาพมากขึ้นนั้น ได้ลดกระแสคาดการณ์ที่ว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ และทำให้มีแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของจีน ขณะที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดปรับตัวลง ตามตลาดหุ้นภูมิภาค และการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยของเยนได้หักล้างปัจจัยหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทสหรัฐฯ โดย ดัชนีฮั่งเส็งปิดลดลง 215.45 จุด หรือ 1.11% สู่ระดับ 19,239.88 ขณะที่ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลบ 28.26 หรือ 0.32% สู่ะดับ 8,726.74
- ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (18 ก.ค) หุ้นไทยปิดลบ 0.33% หลังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนตลาด และหลายวันที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต่อเนื่อง ทำให้วันนี้นักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะขายทำกำไรออกมา โดยมีแรงขายนำหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี แบงก์ และพลังงาน ตามด้วยกลุ่มปิโตรเคมี และอาหาร แต่มีแรงซื้อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดลบ 4.07 จุด มาที่ 1,220.14 หลังปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 1,224.81 และต่ำสุดที่ระดับ 1,215.64 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 28,129.99 ล้านบาท
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 19 กรกฎาคม 2555
|
Comments