| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Friday, 27 July 2012 09:18 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา
- RealtyTrac ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาด เปิดเผยว่าการยื่นหนังสือเพื่อยึดบ้านติดจำนองในเมืองใหญ่ของสหรัฐส่วนใหญ่ลดลงในช่วงครึ่งแรกปีนี้ เมื่อเทียบกับ 6 เดือนก่อนหน้า โดยใน 125 เมืองจาก 212 เมืองที่มีประชากรตั้งแต่ 200,000 คน มียอดการยึดทรัพย์เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกปี 2555 จากช่วง 6 เดือนหลังของปี 2554 แต่มี 129 เมืองมีกิจกรรมการยึดบ้านลดลงเมื่อเทียบรายปี ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2 นั้น การเริ่มต้นยึดบ้านเพิ่มขึ้นในกว่า 60% ของเมืองใหญ่ทั้งหมด เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ทั้งนี้ เมืองที่มีอัตราการยึดบ้านสูงสุด 5 อันดับแรกล้วนอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้แก่ สต็อกตัน ตามด้วย โมเดสโต, ซาน เบอร์นาร์ดิโน, แฟร์ฟีลด์และเมอร์เซด ตามลำดับ
- ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ที่จัดทำโดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) ในเดือนมิถุนายนลดลง 1.4% มาอยู่ที่ระดับ 99.3 จุด หลังจากเพิ่มขึ้น 5.4% ในเดือนพฤษภาคม โดยปัจจัยที่ทำให้ยอดการทำสัญญาขายบ้านปรับตัวลดลงอย่างมากในเดือนมษายนนั้น มาจากจำนวนบ้านในสต็อกที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ยังคงอ่อนแอ
- ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% (m-o-m) หรือ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สู่ระดับ 2.216 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% โดยเป็นผลมาจากอุปสงค์อากาศยานที่ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยสินค้าคงทน (สินค้าที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 3 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้นหลังยอดสั่งซื้ออุปกรณ์ขนส่งที่ปรับตัวขึ้น 8% นำโดยยอดสั่งซื้อเครื่องบินพลเรือนและเครื่องบินทหารที่เพิ่มขึ้น 14.3% และ 23.9% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมยอดสั่งซื้อสินค้าภาคการขนส่งที่มีความผันผวน ปรากฏว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนลดลง 1.1% สำหรับสต็อกคงคลังของสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 0.3% หรือ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สู่ระดับ 3.667 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 กรกฎาคมลดลง 35,000 ราย สู่ระดับ 353,000 ราย จากระดับ 388,000 ในสัปดาห์ก่อนหน้า (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับการปรับทบทวนแล้ว) อันเป็นผลมาจากปัจจัยตามฤดูกาล ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่ายอดผู้ขอรับสวัสดิการในสัปดาห์ที่แล้วจะอยู่ที่ 380,000 ราย ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ลดลง 8,750 ราย มาอยู่ที่ 367,250 ราย สำหรับยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานแบบต่อเนื่องในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 14 กรกฎาคม ลดลง 30,000 ราย สู่ระดับ 3.29 ล้านราย
ยุโรป: สหภาพยุโรป
- นายเอวัลด์ โนวอตนี สมาชิกสภาบริหารธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ขณะนี้มีการหารือกันเกี่ยวกับเรื่องการให้ใบอนุญาตทำธุรกิจธนาคารแก่กองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ลุกลาม ทั้งนี้ การอนุมัติใบอนุญาตให้แก่ ESM จะทำให้ ESM สามารถเข้าถึงเงินกู้ของธนาคารกลางยุโรปได้ กระแสข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาพันธบัตรสเปนและอิตาลีปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนลดลง
เยอรมนี
- มูดีส์ อินเวสต์เตอร์ เซอร์วิสปรับลดมุมมอง 17 ธนาคารพาณิชย์ในเยอรมนี เพื่อให้สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศจากมีเสถียรภาพ เป็นมุมมองเชิงลบ
ฝรั่งเศส
- กระทรวงแรงงานฝรั่งเศสเปิดเผยว่า อัตราว่างงานในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 โดยมีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 13,700 คน ทำให้จำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดในฝรั่งเศสมีมากกว่า 2.9 ล้านคน ทั้งนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี อัตราว่างงานนี้เพิ่มขึ้น 7.8% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
- สำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส (Insee) เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในภาคการผลิตของฝรั่งเศสในเดือนกรกฎาคม ลดลงสู่ระดับ 90 จาก 91 ในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 100 ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตในฝรั่งเศสลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยเป็นครั้งแรกนับแต่ต้นปี 2553 ที่ดัชนีลดลงต่ำถึงระดับ 90
อิตาลี
- บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อีแกน-โจนส์ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีลง 3 ขั้นสู่ระดับ CCC+ ซึ่งเป็นระดับขยะ จากเดิมที่ B+ โดยระบุว่าอิตาลีมีแนวโน้มจะต้องช่วยเหลือภาคธนาคารที่ย่ำแย่เช่นเดียวกับสเปน ขณะที่ยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับศักยภาพของอิตาลีในการสนับสนุนระบบธนาคารของประเทศ เมื่อพิจารณาจากสถานภาพที่อ่อนแอของประเทศ นอกจากนี้ อีแกน-โจนส์คาดว่าสัดส่วนหนี้สินต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอิตาลีจะสูงเกิน 125% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ยอดขาดดุลงบประมาณสูงเกือบ 4% ของจีดีพี และคาดว่ามีโอกาส 22% ที่อิตาลีจะผิดนัดชำระหนี้ในปีหน้า
- สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี (National Institute of Statistics : Istat) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ของอิตาลีเพิ่มขึ้นจาก 85.4 ในเดือนมิถุนายน เป็น 86.5 ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าวิกฤตหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจอิตาลียังไม่หลุดพ้นจากภาวะถดถอย โดยเศรษฐกิจอิตาลีปี 2555 มีแนวโน้มหดตัว 2.4%
กรีซ
- ซิตี้กรุ๊ป ประมาณการว่า มีความเป็นไปได้ถึง 90% ที่กรีซจะออกจากยูโรโซนในอีก 12-18 เดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอภายในประเทศและการลุกลามของวิกฤตหนี้ยุโรป กลุ่มทรอยก้า ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี), ธนาคากลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เดินทางถึงกรุงเอเธนส์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อประเมินว่ากรีซสามารถทำตามคำมั่นสัญญาต่างๆที่ให้ไว้ได้หรือไม่ รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดการเงินวิตกกังวลว่า กรีซอาจจะไม่ได้รับการเบิกจ่ายเงินกู้งวดต่อไปมูลค่า 3.15 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีกำหนดจะได้รับภายในเดือนกันยายนนี้ และหากกลุ่มทรอยก้าพบว่า กรีซไม่ได้รักษาคำมั่นสัญญาในเรื่องการปรับลดงบประมาณ กรีซก็อาจจะต้องถูกบีบให้ออกจากกลุ่มยูโรโซน
เอเชีย: จีน
- เจ้าหน้าที่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่าจีนอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมรวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากมาตรการที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้เพียงพอแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้ทางการจีนได้ลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 2 ครั้งในช่วงไม่ถึง 1 เดือน รวมทั้งเร่งอนุมัติแผนการลงทุนต่างๆ
เกาหลีใต้
- อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปีจากวิกฤติหนี้ยุโรปที่ส่งผลลบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของเกาหลีใต้และความเชื่อมั่นในประเทศ โดยธนาคารกลางเกาหลีใต้รายงานว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ไตรมาส 2 ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจโดย Bloomberg คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 2.5% ขณะที่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ไตรมาส 2 ขยายตัว 0.4%
ฟิลิปปินส์
- ธนาคารกลางฟิลิปปินส์มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% เมื่อวันพฤหัส โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อขณะนี้อยู่ในระดับต่ำ และการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะเป็นการปกป้องการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยูโรโซนที่เลวร้ายลง และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง
ไทย
- กระทรวงพาณิชย์ขอแก้ไขภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมิถุนายน 2555 และช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.)ใหม่ เนื่องจากความผิดพลาดในเรื่องการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน โดยตัวเลขที่ถูกต้องเป็นดังนี้ การส่งออกในเดือนมิถุนายนลดลง 4.2% (y-o-y) มาอยู่ที่ 19,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการนำเข้า เพิ่มขึ้น 2.6% (y-o-y) มาอยู่ที่ 20,317 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกลดลง 2% ที่มูลค่า 112,264 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น 10% ที่มูลค่า 122,604 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนแรกไทยยังขาดดุลการค้า 10,340 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนที่ไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนในเดือนพฤษภาคมมาคำนวณของเดือนมิถุนายน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนมิถุนายนนี้อ่อนค่ากว่าช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
Money Market
- บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส ( 26 ก.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้ โดยวันนี้ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าจากการที่ผลประกอบการของบางบริษัททั้งในสหรัฐฯและญี่ปุ่นที่ชี้ไปในทางบวกรวมทั้งการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
- เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส ( 26 กค.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนที่จะแข็งขึ้นในช่วงบ่าย โดยปัญหาจากวิกฤติหนี้ยุโรปส่งผลให้ความต้องการถือเงินเยนมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางการญี่ปุ่นได้ออกมายืนยันถึงการที่อาจจะเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งนี้โดยรวมวันนี้ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
- ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส ( 26 ก.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนที่จะอ่อนลงอีกในช่วงบ่าย โดยปัจจัยเรื่องวิกฤติหนี้ยุโรปเป็นประเด็นหลักที่กดดันค่าเงินยูโรอย่างต่อเนื่องโดยในส่วนของสเปนแม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะลดลงเล็กน้อยแต่นักลงทุนก็ยังกังวลว่าสเปนอาจต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็กังวลว่ากรีซอาจไม่สามารถปฎิบัติตามเงื่อนไขการขอความช่วยเหลือทางการเงินได้และอาจจะต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด โดยในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
Capital Market
- ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (26 ก.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดเพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี จากความหวังที่เกิดจากความเห็นของนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ว่าจะดำเนินการที่จำเป็นใดๆ เพื่อปกป้องยูโรโซน โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 1.67% สู่ 12,887.93, ดัชนี S&P 500 ปิดพุ่งขึ้น 22.13 จุด หรือ 1.65% สู่ 1,360.02 และดัชนี Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น 1.37% สู่ 2,893.25
- ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (26 ก.ค.) ดัชนีนิกเกอิปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบางบริษัทในสหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปนที่ลดลง นอกจากนี้การที่ Fanuc รายงานกำไรเพิ่มขึ้นก็ส่งผลบวกต่อการคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าที่ผ่านมาตลาดอาจจะอยู่ในภาวะที่มีแรงขายมากเกินไป อย่างไรก็ดีนักลงทุนก็ยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติหนี้ยุโรปที่จะส่งผลลบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของญี่ปุ่น รวมทั้งส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นจนส่งผลลบต่อการส่งออก โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 0.92% สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดลดลง 0.48% โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ IMF ให้ความเห็นว่าจีนอาจจะหลีกเลี่ยงในการที่จะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมรวมทั้งการเพิ่มการใช้จ่ายเนื่องจากมองว่ามาตรการต่างๆขณะนี้เพียงพอแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.08%
- ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (26 ก.ค) ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดสูงขึ้นก่อนที่จะลดลงในเวลาต่อมาและเคลื่อนไหวในช่วงแคบในในช่วงเช้าโดยวิกฤติหนี้ยุโรปยังเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะความมั่นใจของนักลงทุนแม้ผลประกอบการของบางบริษัทในต่างประเทศจะดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยในช่วงบ่ายดัชนีฯได้ปรับลงต่อเนื่องส่งผลให้วันนี้ SET INDEX ลดลง 15.7 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2555
|
Comments