Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Monday, 27 August 2012 09:07

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

-  ดัชนีราคาบ้านของสหรัฐฯ ที่จัดทำโดยสำนักงานเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FHFA) ในไตรมาส 2/2555 1.8% (q-o-q) จากไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นปี 2548 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 3% (y-o-y) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ทั้งนี้ ในบรรดาเขตต่างๆ นั้น ดัชนีราคาบ้านในเขตที่อยู่บริเวณเทือกเขา ได้แก่ มอนทานา ไอดาโฮ ไวโอมิง เนอเวดา อูทาห์ โคโลราโด อริโซนา และ นิว เม็กซิโก เพิ่มขึ้น 4.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดของประเทศ ส่วนดัชนีราคาในเขตนิว อิแลนด์ อันได้แก่ เมน นิวแฮมเชียร์ เวอร์มอนต์ แมตซาชูเซต โรดไอส์แลนด์ และ คอนเน็กติกัท นั้นอ่อนแอที่สุด โดยทรงตัวตลอดทั้งไตรมาสส่วนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนีราคาบ้านเพิ่มขึ้น 0.7% จากเดือนก่อนหน้า

-  ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนกรกฎาคมปรับตัวเพิ่มขึ้นตามคาดในอัตรา 4.2% เป็นการเพิ่มขึ้นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม เพราะได้รับปัจจัยหนุนจากอุปสงค์เครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยยอดสั่งซื้อที่ลดลงในกลุ่มสินค้าภาคการผลิตอื่น ๆ สำหรับปัจจัยหนุนที่ช่วยกระตุ้นให้ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐในเดือนที่แล้วพุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากการที่บริษัทโบอิ้งได้รับยอดสั่งซื้อเครื่องบินจำนวน 260 ลำใน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนที่ได้รับยอดสั่งซื้อเพียงแค่ 24 ลำ และในเดือนที่แล้วยูไนเต็ด แอร์ไลน์ สั่งซื้อเครื่องบินจากโบอิ้งทั้งสิ้น 150 ลำ อย่างไรก็ตาม ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ไม่นับรวมสินค้าในกลุ่มธุรกิจคมนาคม ปรับตัวลดลง 0.4% ขณะที่ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้แผนการใช้จ่ายภาคธุรกิจนั้น ลดลงต่อเนื่อง 3.4% หลังจากที่ทรุดลง 2.7% ในเดือนก่อนหน้า

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

-  Markit Economics รายงานดัชนี Purchasing Managers’ Index (PMI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาคการผลิตและภาคบริการของยูโรโซน (Euro zone) เดือนสิงหาคมอยู่ที่ 46.6 (ต่ำกว่า 50 ถือว่าหดตัว) นับเป็นระดับต่ำกว่า 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 สะท้อนถึงภาคการผลิตและภาคบริการหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณของหลายประเทศในยูโรโซน ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังไม่กระเตื้อง และบริษัทยุโรปหลายแห่งลดการจ้างงานลง

-  คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในยูโรโซนร่วงลงมากเกินคาดในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบจากเดือนกรกฎาคม  โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยูโรโซนอยู่ที่ -24.6 ในเดือนสิงหาคม ร่วงลงจาก -21.5 ในเดือนก่อน และลดลงมากกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ -21.75 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหภาพยุโรป ร่วงลงสู่ระดับ -22.6 ในเดือนสิงหาคม จาก -20.2 ในเดือนกรกฎาคม

 

เยอรมนี

-  ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสเรียกร้องให้กรีซยังคงปฏิบัติตามพันธสัญญาด้านการปฏิรูป โดยผู้นำทั้งสองมีเจตนารมณ์เช่นเดียวกันที่ต้องการให้กรีซยังคงอยู่ในยูโรโซนต่อไป ทั้งนี้ ผู้นำเยอรมนีได้เน้นย้ำว่าจะไม่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับกรีซจนกว่ากลุ่มทรอยก้า ซึ่งประกอบด้วยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเปิดเผยรายงานการประเมินความคืบหน้าเกี่ยวกับกรีซในเดือนหน้า

-  นายโวล์ฟกัง ชอยเบิล รมว.คลังเยอรมนี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปให้กับกรีซ ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ระบุการกระทำดังกล่าวจะยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบรรดาเจ้าหนี้ คำถามก็คือ เราจะฟื้นคืนความเชื่อมั่นของตลาดให้กลับคืนมาได้อย่างไร พร้อมกับเรียกร้องให้กรีซดำเนินการปฏิรูปตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

-  ข้อมูลของมาร์กิตระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนี ปรับลงแตะ 47.0 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งลดลงจากระดับ 47.5 ในเดือนกรกฎาคม และถือเป็นระดับต่ำสุดนับแต่กลางปี 2552 ตัวเลขที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคเอกชนของเยอรมนีหดตัวลงในเดือนนี้ ซึ่งส่งสัญญาณถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในช่วงไตรมาส 3 ขณะที่คำสั่งซื้อล็อตใหม่ปรับลดลง

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี (Destatis) รายงานว่าเศรษฐกิจเยอรมนีในไตรมาส 2 ปีนี้ ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาสดังกล่าวก็คือตัวเลขทางการค้า โดยการส่งออกดีดตัวขึ้น 2.5% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 2.1% ขณะที่การบริโภคของภาครัฐบาลและภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.2% และ 0.4% ตามลำดับ

 

ฝรั่งเศส

-  นายฌอง มาร์ก เอโร นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสได้คำมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว และฟื้นฟูสถานะการคลังของรัฐบาล ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลอาจจะเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจมากขึ้น

-  มาร์กิต อิโคโนมิคส์เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นในภาคการผลิตและบริการของฝรั่งเศส ปรับตัวขึ้นแตะ 48.9 ในเดือนสิงหาคม จาก 47.9 ในเดือนกรกฎาคม โดยตัวเลขยังต่ำกว่า 50 ซึ่งบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะหดตัว

-  นายฌอง มาร์ก เอโร นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ตั้งเป้ายอดขาดดุลงบประมาณให้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556 และคาดว่าสถานะการคลังจะกลับมาสมดุลในปี 2560เนื่องจากการเติบโตที่เชื่องช้าและอัตราการว่างงานที่สูงถึง 10% ทำให้ฝรั่งเศสต้องพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการใช้มาตรการต่างๆที่พุ่งเป้าไปที่การฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและการส่งออก นอกจากนี้ นายเอโรยังกล่าวถึงการจ้างงานซึ่งนับเป็นประเด็นสำคัญว่า รัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายการสร้างงาน “สำหรับอนาคต" 15,000 ตำแหน่งในสมัยการประชุมวิสามัญของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า และจะออกกฎหมายฉบับที่สอง เรื่อง “สัญญาจ้างงานคนรุ่นใหม่" 500,000 ตำแหน่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บริษัทว่าจ้างพนักงานหนุ่มสาวภายในสิ้นปีนี้

 

สเปน

-  Goldman Sachs ประกาศว่าสเปนมีแนวโน้มขอรับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกันยายน 2555 เพื่อหลบเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากสเปนมีกำหนดจ่ายชำระหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคมนี้

-  สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ระบุว่า การขอรับความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบจะไม่ส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือตราสารทางการเงินของสเปนแต่อย่างใดทั้งนี้ บริษัทไม่มีแนวโน้มที่จะปรับทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของสเปน หากสเปนร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศ อย่างไรก็ตาม S&P ตั้งข้อสังเกตว่า สเปนจำเป็นต้องปฏิรูปตลาดแรงงานมากกว่านี้ เนื่องจากความพยายามในปัจจุบันแทบไม่ประสบผลอย่างชัดเจนในการบรรเทาแรงกดดันด้านการจ้างงาน และอัตราว่างงานของสเปนยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในยุโรป

-  แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลสเปนกำลังเจรจากับประเทศอื่นๆในยูโรโซนเกี่ยวกับเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือแก่สเปนเพื่อกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้ลดต่ำลง อย่างไรก็ดี รัฐบาลสเปนยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายในการขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งทางเลือกที่มีการหารือกันในขณะนี้คือการให้กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) เข้าซื้อพันธบัตรสเปนในการเปิดประมูล (หรือในตลาดแรก) และให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้าแทรกแซงในตลาดรองเพื่อกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปนให้ลดต่ำลง

-  โฆษกของกระทรวงเศรษฐกิจสเปนกล่าวว่า สเปนไม่ได้ปรับเปลี่ยนจุดยืนไปจากเดิม ซึ่งก็คือ สเปนจะรอจนกว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายของอีซีบีประชุมกันในวันที่ 6 กันยายน เพื่อรอดูรายละเอียดว่าอีซีบีวางแผนจะแทรกแซงตลาดอย่างไร แล้วรัฐบาลสเปนจึงค่อยตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

-  แหล่งข่าวกล่าวว่า สเปนอาจได้รับแรงกดดันให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมูดี้ส์ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศมีกำหนดที่จะปรับทบทวนเครดิตของสเปนในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งพันธบัตรรัฐบาลสเปนอาจจะสูญเสียสถานะน่าลงทุน  อย่างไรก็ดี การประกาศมาตรการช่วยเหลือใดๆ จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 2-3 สัปดาห์หลังการประชุมรัฐมนตรีคลังอียูที่ไซปรัสในช่วงกลางเดือนกันยายน

 

เนเธอร์แลนด์

-  นายแจน คีส์ เดอ จาเกอร์ รมว.คลังเนเธอร์แลนด์ ต้องการให้นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคลของเยอรมนี ยังคงมีท่าทีที่เข้มงวดต่อกรีซในการรับความช่วยเหลือทางการเงิน และควรปฏิเสธการชะลอแผนรัดเข็มขัดใดๆของกรีซที่อาจจะมีขึ้น ทั้งนี้ รมว.คลังเนเธอร์แลนด์กล่าวเสริมว่า การชะลอการดำเนินมาตรการที่ถูกต้องจะไม่เกิดประโยชน์แก่ใคร แม้แต่กับกรีซเอง

 

กรีซ

-  นายกรัฐมนตรีอันโตนิส ซามาราสของกรีซเน้นย้ำถึงพันธสัญญาของกรีซในการเดินหน้าปฏิรูปเพื่อจัดการวิกฤตหนี้สินในระหว่างหารือกับนายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานยูโรกรุ๊ป โดยเรียกร้องบรรดาเจ้าหน้าต่างชาติในการให้เวลากรีซมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายต่างๆภายใต้ข้อตกลงรับความช่วยเหลือทางการเงิน ขณะที่นายยุงเกอร์กล่าวว่า การสนับสนุนเพิ่มเติมใดๆสำหรับกรีซจะขึ้นอยู่กับรายงานของคณะผู้ตรวจสอบจากสหภาพยุโรป (อียู)/กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่มีกำหนดจะเดินทางไปยังเอเธนส์ในเดือนกันยายนเพื่อประเมินความคืบหน้าในการดำเนินการตามเงื่อนไขของข้อตกลงต่างๆ

 

เอเซีย

-  นักวิเคราะห์จากโนมูระ รีเสิร์ซ กล่าวว่าในขณะที่สหรัฐฯกำลังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องงบประมาณและกลุ่มประเทศยูโรโซนก็กำลังหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับงบประมาณที่ไร้สมดุลของภูมิภาคนั้น แต่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียยังคงมีสถานะทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ยังคงอัดฉีดงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าเศรษฐกิจแบบเปิดของเอเชียได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปรับตัวลงของอุปสงค์จากต่างประเทศ อันเนื่องมาจากวิกฤตหนี้สินในยูโรโซนและเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐฯ ยกตัวอย่างเช่น อัตราการขยายตัวของการส่งออกที่ลดลงตลอดทั้งภูมิภาคในเดือนกรกฎาคม โดยจีนลดลงจากที่ขยายตัว 11.3% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนมิถุนายน มาขยายตัวเพียง 1% ในเดือนกรกฎาคม สิงคโปร์ลดลงจากขยายตัว 6.6% มาเป็นขยายตัว 5.8% และเกาหลีใต้ลดลงจากขยายตัว 1% เป็นหดตัว 8.8% ทั้งนี้ โนมูระ รีเสิร์ซ คาดว่า จีน ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ ไทย อาจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงรุกมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยจีนอาจใช้มาตรการเพิ่มเติมในด้านการลงทุน โดยมุ่งไปที่การลงทุนในที่อยู่อาศัยสาธารณะและโครงการสาธารณูปโภค เช่น รถไฟ ทางหลวง รถไฟใต้ดิน และ สนามบิน ด้านฮ่องกงอาจจะมุ่งไปที่มาตรการสกัดเงินเฟ้อ เพิ่มอุปสงค์ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและให้เงินอุดหนุนด้านที่อยู่อาศัย และการเพิ่มรายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย ตลอดทั้งการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคที่สำคัญ นักวิเคราะห์ระบุว่าธนาคารกลางของประเทศเอเชียมีเหตุผลที่ดีในการเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือใช้โอกาสนี้ผ่อนคลายในเรื่องสินเชื่อ อย่างไรก็ดีการพุ่งขึ้นของราคาอาหารในตลาดโลกในระยะนี้ยังส่งผลให้ธนาคารกลางยังคงระมัดระวังในเรื่องอัตราเงินเฟ้อ หากราคาอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงต่อไปของปีเนื่องจากอาหารและพลังงานถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคที่มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 43% ขณะเดียวกันหากไม่นับรวมอินเดียซึ่งมียอดขาดดุลงบประมาณจำนวนมากที่เกือบ 6% ของจีดีพี และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงสุดในเอเชีย เศรษฐกิจเอเชียยังคงมีโอกาสในเรื่องการเพิ่มงบประมาณ เนื่องจากประเทศเอเชียมีงบประมาณที่สมดุลมากกว่าในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในตะวันตกส่วนใหญ่

 

จีน

-  นายหวัง เสี่ยวฉี รองประธานสมาคมเหล็กและเหล็กกล้าจีน (CISA) ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของจีนอาจต้องเผชิญกับภาวะซบเซาต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 4 และในช่วงต้นปีหน้า โดยภาคอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้านั้นประสบภาวะขาดทุนอย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้เป็นต้นมา แม้ว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวกลับมาในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม แต่ตัวเลขในเดือนกรกฎาคมนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของภาคอุตสาหกรรมเนื่องจากราคาเหล็กกล้าที่ปรับตัวลดลง ทั้งนี้เขาเชื่อว่าอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของจีนจะยังคงประสบกับภาวะที่กำไรลดลงหรือภาวะขาดทุนต่อไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้และไตรมาสแรกของปี 2556

 

อินเดีย

-  ธนาคารกลางอินเดียกล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอของอินเดียส่งผลเสียต่อการที่อินเดียจะบรรลุเป้าหมายในการลดการขาดดุลงบประมาณ โดยรัฐบาลอินเดียมีแนวโน้มจะขาดดุลงบประมาณมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการชดเชยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในประเทศและรายได้ภาษีที่ลดลงจากผลของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้รัฐมนตรีคลังของอินเดียกล่าวเมื่อต้นเดือนว่าจะเปิดเผยรายละเอียดของแผนการด้านการคลังของประเทศในไม่ช้า โดยรัฐบาลอินเดียกำหนดเป้าหมายที่จะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 5.1% ของ GDP ในปีงบประมาณนี้ ( ซึ่งสิ้นสุดถึงมีนาคม 2556) จาก 5.8% ในปีงบประมาณก่อนหน้า โดยขณะนี้ทั้ง Standard&Poor’s และ Fitch Ratings กำลังจับตามองอินเดียอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากอินเดียไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการขาดดุลงบประมาณได้ก็มีแนวโน้มที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

 

ไทย

-  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เชื่อว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีนี้ จะอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6.3 แสนล้านบาท หลังยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 5.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 61% ทำให้คาดว่าเมื่อรวมกับอีก 5 เดือนที่เหลือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เหตุผลสนับสนุนที่จะทำให้ยอดขอรับการส่งเสริมลงทุนเกินเป้า เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อโครงการต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย โครงการรถไฟรางคู่ และโครางการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง พร้อมมองว่า รัฐบาลได้ดำเนินการวางกรอบในเรื่องการลงทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างถูกทางแล้ว และยังช่วยให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้อีกทางหนึ่ง

 

Money Market

-  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (24 ส.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับการที่ดอลลาร์สหรัฐฯมีค่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเยนและยูโร รวมทั้งสอดคล้องกับการที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ลดลง โดยวันนี้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯเมื่อคืนวันพฤหัส และผลประกอบการของบริษัทในจีนชี้แนวโน้มไปในทางลบ ขณะเดียวกันก็วิตกเกี่ยวกับแนวโน้มการแก้วิกฤติหนี้ในยุโรป นอกจากนี้การที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯสาขาเซนต์หลุยส์แสดงความเห็นคัดค้านแนวคิดที่ว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนหน้าโดยตั้งข้อสังเกตุว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นปัจจัยที่สนับสนุนการแข็งขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (24 ส.ค.)  ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้ปัจจัยหนุนจากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาและคัดค้านแนวคิดที่ว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไป

-  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (24 ส.ค.)  ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการประชุมผู้นำยุโรปเพื่อหารือกันเกี่ยวกับการยืดเวลาให้กรีซในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการขอความช่วยเหลือทางการเงิน นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวคัดค้านแนวคิดที่ว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไป

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (24 ส.ค.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.77% ส่วนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.65% และ 0.54% ตามลำดับ โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนมีความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯรายงานว่าคำสั่งซื้อสินค้าคงทนในสหรัฐฯเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 4.2% โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นมากของคำสั่งซื้อเครื่องบิน โดยหากไม่รวมคำสั่งซื้อเครื่องบิน คำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนกรกฎาคมลดลง 3.4%

-  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันศุกร์ ( 24 ส.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 1.17% ในวันนี้หลังจากข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯสัปดาห์ล่าสุดสูงกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์และตลาดกังวลมากขึ้นว่าผู้นำยุโรปจะไม่สามารถดำเนินการเพื่อแก้วิกฤติหนี้ภูมิภาคได้มากนักหลังจากนายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าวิกฤติหนี้ฯครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากขณะที่รัฐมนตรีคลังเยอรมนีกล่าวว่าการให้เวลาแก่กรีซมากขึ้นในการที่จะบรรลุเป้าหมายในการขอความช่วยเหลือทางการเงินไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของกรีซได้ สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.99% จากผลของการที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นจีน หลังจาก Maanshan Iron & Steel และ Shanxi Coal International Energy Group Co. รายงานผลประกอบการที่อ่อนแอลง สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดลดลง 1.25%

-  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันศุกร์ ( 24 ส.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับทิศทางดัชนีตลาดหุ้นเอเซียโดยรวมจากการที่ตัวเลขยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานฯของสหรัฐฯสูงเกินคาด ความกังวลเกี่ยวกับการแก้วิกฤติหนี้ยุโรป และแนวโน้มผลประกอบการที่แย่ลงของบริษัทในจีน ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายดัชนีฯปรับสูงขึ้น โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 0.45 จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 27 สิงหาคม  2555

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment