| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Thursday, 25 October 2012 09:22 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25 % พร้อมกับย้ำว่าจะยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ ซึ่งได้มีการบังคับใช้ในปัจจุบันต่อไป เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจและลดอัตราว่างงานซึ่งยังอยู่ในระดับที่สูงมาก สำหรับแถลงการณ์ภายหลังการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) ระบุว่า ข้อมูลที่ FOMC ได้รับนับตั้งแต่การประชุมเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวปานกลางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การขยายตัวด้านการจ้างงานชะลอตัวลง และอัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวรวดเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่การลงทุนในภาคเอกชนขยายตัวลงช้าลง นอกจากนี้ ยังระบุถึงความกังวลที่ว่า หากไม่มีการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายแล้ว เศรษฐกิจอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้แข็งแกรงพอที่จะทำให้สภาวะในตลาดแรงงานฟื้นตัวดีขึ้น พร้อมทั้งยังระบุถึงภาวะตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกยังอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยงขาลง คณะกรรมการจึงมีมติว่าจะยังคงดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (QE3) ต่อไป ด้วยการเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน จนกว่าแนวโน้มในตลาดแรงงานจะส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น - ยอดขายบ้านใหม่เดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 5.7% (m-o-m: annual rate) สู่ระดับ 389,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 385,000 ยูนิต ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 27.1% (y-o-y) สำหรับราคากลางของบ้านใหม่อยู่ที่ 242,400 ดอลลาร์ ลดลงจาก 250,400 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ส่วนสต็อกบ้านใหม่ที่รอขาย ณ สิ้นเดือนกันยายนอยู่ที่ 145,000 ยูนิต ซึ่งหากยอดขายบ้านอยู่ในอัตรานี้จะใช้ระยะเวลาในการเคลียร์สต็อกได้หมดภายใน 4.5 เดือน จาก 4.7 เดือนในเดือนก่อน ซึ่งใช้เวลาน้อยสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นที่จัดทำโดย Markit ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.3 จากระดับ 51.1 ในเดือนกันยายน อันเป็นผลมาจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นซึ่งช่วยกระตุ้นบรรยากาศการทำธุรกิจในภาคการผลิต อย่างไรก็ดี ยอดสั่งซื้อที่ลดลงจากทั้งในและต่างประเทศบ่งชี้ว่าภาคการผลิตเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในสหรัฐ โดยดัชนีคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ลดลงสู่ระดับ 51.6 จากระดับ 52.3 ในเดือนก่อน ส่วนดัชนีการจ้างงานในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.1 จากระดับ 51.9 ในเดือนกันยายน แต่อัตราการขยายตัวถือว่าช้าที่สุดเป็นอันดับ 2 ในรอบเกือบ 2 ปี ขณะเดียวกันราคาพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ไม่ได้มีการส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภค ราคาขายโดยเฉลี่ยจึงขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยดัชนีราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 57.6 จากระดับ52.8 ในเดือนกันยายน ขณะที่ดัชนีราคาผลผลิตแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ 51.4 จากเดิม 51.5 ในเดือนก่อน - ดัชนีราคาบ้านที่จัดทำโดยสำนักงานเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FHFA)ในเดือนสิงหาคมปรับขึ้น 0.7% (m-o-m) และหากเทียบรายปี ราคาบ้านปรับตัวขึ้น 4.7% (y-o-y) ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งสัญญาณว่าตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยจำนองที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ได้ช่วยหนุนการซื้อและการรีไฟแนนซ์บ้าน ขณะที่แผนการซื้อพันธบัตรรอบใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจำนองแบบคงที่ปรับตัวลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ยุโรป: สหภาพยุโรป - คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซนปรับตัวดีขึ้นในเดือนตุลาคม โดยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ -25.6 จาก -25.9 ในเดือนกันยายน - โธมัส พริงเกิล สมาชิกอิสระของรัฐสภาไอร์แลนด์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงไอร์แลนด์ซึ่งส่งเรื่องต่อไปให้กับศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (ECJ) ว่า การจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพแห่งยุโรป (ESM) ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือด้านการเงินของยุโรปขัดต่อกฎหมายของสหภาพยุโรปและควรจะถูกยกเลิกไปในที่สุด ทั้งนี้ นายพริงเกิล ระบุว่ากองทุน ESM ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ละเมิดกฎหมายมาตราที่ 125 ในสนธิสัญญาลิสบอนของสหภาพยุโรปด้วยการห้ามสมาชิกรับโอนหนี้จากสมาชิกอื่น อีกทั้งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวยังถือเป็นการล่วงละเมิดบทบาทของสหภาพยุโรปในด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเงินอีกด้วย - ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปได้เริ่มการพิจารณาแล้วและคาดว่าจะทราบผลในราวปลายปีนี้เป็นอย่างเร็วเนื่องจากเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งถ้าหากศาลตัดสินว่าการจัดตั้งกองทุน ESM ขัดต่อกฎหมายแห่งสหภาพยุโรปจริง ก็อาจจะทำให้ กองทุน ESM ไม่สามารถดำรงอยู่ได้และจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนในระยะยาว - คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เปิดเผยว่าอีซีได้อนุมัติแผนการของ 10 ชาติสมาชิกยูโรโซน ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรีย เบลเยียม กรีซ อิตาลี โปรตุเกส สโลวาเกีย สโลเวเนีย และสเปน ในการดำเนินการภาษีธุรกรรมทางการเงิน ทั้งนี้ นายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซ ประธานอีซีกล่าวว่ารู้สึกยินดีที่เห็นสมาชิก 10 ประเทศแสดงเจตนารมณ์ในการมีส่วนร่วมในภาษีดังกล่าว ทั้งนี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับภาษีธุรกรรมการเงินดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยอัตราภาษี 0.1% สำหรับการซื้อขายตราสารหนี้และหุ้น และอัตรา 0.01% สำหรับการซื้อขายตราสารอนุพันธ์นั้น ได้รับการผลักดันจากอีซีในเดือนกันยายน 2554 อีซีประเมินว่า ภาษีดังกล่าว ซึ่งจะบังคับใช้กับสมาชิกทั้ง 27 ประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) จะสามารถระดมเงินได้ 5.7 หมื่นล้านยูโร ในแต่ละปี
เยอรมนี - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นที่จัดทำโดย Markit ภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีในเดือนตุลาคมลดลงสู่ระดับ 48.1 จากระดับ 49.2 ในเดือนกันยายน ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวลงรุนแรงขึ้น โดยตัวเลขที่ต่ำกว่า 50 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว - สถาบัน Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีเดือนตุลาคมลดลงสู่ระดับ 100.0 จากระดับ 101.4 ในเดือนกันยายน โดยเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะทางธุรกิจในปัจจุบันปรับตัวลงที่ระดับ 107.3 จากระดับ 110.3 ในเดือนกันยายน ขณะที่การคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มทางธุรกิจอยู่ที่ 93.2 ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับเดือนกันยายน
ฝรั่งเศส - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นที่จัดทำโดย Markit ภาคการผลิตและภาคบริการของฝรั่งเศสในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 44.8 จาก 43.2 ในเดือนกันายน แต่ตัวเลขยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ของ Markit ระบุว่าดัชนี PMI ยังแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะย่ำแย่ในช่วงเดือนดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นไตรมาส 4 และเศรษฐกิจฝรั่งเศสอาจจะเผชิญกับภาวะถดถอยในสิ้นปีนี้
อิตาลี - นายมาริโอ มอนตี นายกรัฐมนตรีอิตาลีเผยว่า การเพิ่มทุนโดยตรงให้กับธนาคารผ่านกองทุนช่วยเหลือของยูโรโซนอาจเริ่มเดินหน้าได้ก่อนเสร็จสิ้นกระบวนการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ในยุโรป โดยนายมอนตีกล่าวว่า กองทุนช่วยเหลือของยูโรโซน ซึ่งเป็นกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) อาจอัดฉีดเงินทุนให้กับธนาคารในยุโรปได้โดยตรงก่อนมีการจัดตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลธนาคารพาณิชย์ในยุโรปที่คาดว่า จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งมีกำหนดที่จะเริ่มดำเนินการกำกับดูแลในปีหน้า - ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอิตาลีที่จัดโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี (Istat) ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.2 ในเดือนกันยายน โดย Istat ระบุว่าผู้บริโภคชาวอิตาลีมีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับบรรยากาศเศรษฐกิจโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคระบุว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคต รวมทั้งฐานะทางการเงินส่วนบุคคลย่ำแย่ลง นอกจากนี้ ชาวอิตาลีมีมุมมองลบมากขึ้นเกี่ยวกับอำนาจการใช้จ่ายในภาคครัวเรือน ขณะที่ทางการอิตาลียังคงดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดต่อไป
สเปน มูดีส์ อินเวสต์เตอร์เซอร์วิส ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ 5 แคว้นของสเปน ดังนี้ - Andalucia 2 ขั้น จาก Baa3 เป็น Ba2 ซึ่งเป็นระดับไม่น่าลงทุน (Speculative Grade) - Castilla-La Mancha 1 ขั้น จาก Ba2 เป็น Ba3 ซึ่งเป็นระดับไม่น่าลงทุน - Catalunya 2 ขั้น จาก Ba1 เป็น Ba3 ซึ่งเป็นระดับไม่น่าลงทุน - Murcia 2 ขั้นจาก Ba1 เป็น Ba3 ซึ่งเป็นระดับไม่น่าลงทุน - Extremadura 1 ขั้น จาก Baa3 เป็น Ba1 ซึ่งเป็นระดับไม่น่าลงทุน เนื่องจากแคว้นดังกล่าวประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณระดับสูงและปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ส่งผลให้รัฐบาลสเปนมีแนวโน้มสูงที่จะต้องให้ความช่วยเหลือทางการเงินในอนาคต - ธนาคารกลางสเปนรายงานเศรษฐกิจสเปนไตรมาส 3 หดตัว 0.4% (q-o-q) ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกัน 5 ไตรมาส เนื่องจากมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสเปนส่งผลให้เศรษฐกิจสเปนยังซบเซา
กรีซ - นายแอนโทนิส ซามาราส นายกรัฐมนตรีของกรีซ คาดว่ารัฐบาลกรีซจะได้รับเงินช่วยเหลือที่จำเป็นก่อนเงินสดหมดลงในวันที่ 16 พฤศจิกายน ทั้งนี้ นายซามาราสกล่าวว่า กรีซจะไม่มีเงินบริหารประเทศ หากไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า กลุ่มทรอยกานั้น ยังคงไม่เห็นด้วยกับขนาดหนี้ของกรีซและวิธีการที่จะลดหนี้ โดยทรอยกาต้องการให้กรีซดำเนินการปรับลดหนี้ และปฏิรูปตามที่กำหนดไว้ภายใต้เงื่อนไขของมาตรการช่วยเหลือของอียู/ไอเอ็มเอฟวงเงิน 1.3 แสนล้านยูโรที่ตกลงไว้ในเดือนมีนาคม - สำนักงานสถิติแห่งชาติของกรีซ (ELSTAT) เปิดเผยว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของกรีซอยู่ที่ 9.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2554 ซึ่งสูงกว่าระดับ 9.1% ที่ประมาณการไว้เมื่อเดือนเมษายน อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับที่ขาดดุล 10.7% ในปี 2553 และ 15.6% ในปี 2552สำหรับหนี้สาธารณะของกรีซ ณ สิ้นปี 2554 มีจำนวนอยู่ที่ 3.56 แสนล้านยูโร หรือ 170.6% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการก่อนหน้านี้ที่ระดับ 165.3% และพุ่งขึ้นอย่างมากจากระดับ 148.3% ในปี 2553
เอเชีย: จีน - ดัชนี PMI เบื้องต้นภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือนตุลาคมจากการจัดทำของ HSBC Holdings Plc and Markit Economics ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมจีนหดตัวในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดบดัชนี PMI เบื้องต้นเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.1 จาก 47.9 ในเดือนกันยายน โดยดัชนีที่ต่ำกว่า 50 ชี้ถึงภาวะหดตัวจากเดือนก่อนหน้า ผลสำรวจของ Bloomberg ชี้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้ทางการจีนอาจไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือลดอัตราการสำรองฯของธนาคารพาณิชย์ลงอีก โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนอาจคงอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม 1 ปี ไว้ที่ 6% จนถึงสิ้นปีนี้
ออสเตรเลีย - อัตราเงินเฟ้อของออสเตรเลียเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้นักวิเคราะห์มองว่าธนาคารกลางออสเตรเลียอาจไม่ลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งต่อไป โดยสำนักงานสถิติของออสเตรเลียรายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของออสเตรเลียไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มที่มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 1%
ไทย - กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่ายอดการส่งออกในเดือนกันยายนขยายตัว 0.2% (y-o-y) คิดเป็นมูลค่า 20,788.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าลดลง 7.70% (y-o-y) หรือคิดเป็นมูลค่า 19,635.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกินดุลการค้าทั้งสิ้น 1,152.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการส่งออก ได้แก่ การขยายการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ(Emerging Market) ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจยุโรปและการลุกลามของปัญหาซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าของไทย สำหรับยอดการส่งออกในช่วง 9 เดือนของปีนี้(ม.ค.-ก.ย.55) มีมูลค่ารวม 172,347.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือลดลง 1.13% (y-o-y) ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวม 184,302.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้น 5.76% (y-o-y) ส่งผลให้มียอดขาดดุลการค้าทั้งสิ้น 11,954.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี คาดว่าการส่งออกในปี 55 จะขยายตัวอยู่ในระดับ 5% เนื่องจากช่วงไตรมาส 3(ก.ค.-ก.ย.55) การส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 19,000-20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้คาดว่าช่วงเวลาที่เหลือของไตรมาสสุดท้ายจะมียอดส่งออกในระดับเดียวกัน โดยมีการส่งมอบสินค้ามากขึ้นและกระทรวงพาณิชย์ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ - สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เปิดเผยว่า สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2555 มีจำนวน 5,011,939.84 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 44.89 ของ GDP แยกเป็นหนี้ของรัฐบาล 3,629,352.22 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,024,058.82 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 351,986.95 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 6,541.85 ล้านบาท โดยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 103,947.52 ล้านบาท แยกเป็นหนี้ของรัฐบาล หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน(รัฐบาลค้ำประกัน) และหนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้น 58,401.84 ล้านบาท 44,658.81 ล้านบาท และ 1,809.87 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐลดลง 923 ล้านบาท ส่วนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้นไม่มีหนี้คงค้าง - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาในเดือนกันยายน 2555 อยู่ที่ 150.76 ลดลง 11.0% (y-o-y) ซึ่งลดลงในกลุ่มไม้ยืนต้น กลุ่มไม้ผล กลุ่มพืชน้ำมัน กลุ่มพืชไม้ดอก และปศุสัตว์ โดยสินค้าสำคัญที่ทำให้ดัชนีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาเพิ่มขึ้น 3.23% (m-o-m) โดยสินค้าสำคัญที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ ยางพารา หลังความต้องการใช้ยางที่ชะลอตัวของประเทศผู้รับซื้อยางรายใหญ่ เช่น ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงนี้มีมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการบริโภคลดลงจากภาวะฝนตกชุกในหลายพื้นที่ ผู้บริโภคหันไปบริโภคอาหารตามธรรมชาติ พร้อมคาดว่า ในเดือนตุลาคม 2555 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะสูงขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะยางพาราที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น - กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาสินค้า อันได้แก่ เต้าเจี้ยวตราเด็กสมบูรณ์ปรับขึ้นขวดละ 1 บาท และนมถั่วเหลือง ยี่ห้อไวตามิ้ลค์ ทูโก ซึ่งเป็นแบบขวด อีกขวดละ 1 บาท จากเดิมราคา 12 บาท เป็นราคา 13 บาท ส่วนแบบกล่องให้ชะลอไว้ก่อน ซึ่งการปรับขึ้นราคาดังกล่าวอันเนื่องมาจากต้นทุนอย่างถั่วเหลืองเป็นซึ่งวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นจริง อย่างไรก็ดี การขอขึ้นราคา น้ำปลา เห็นว่า ผู้ผลิตยังสามารถดูแลต้นทุนได้จึงยังไม่มีการปรับราคา ขณะที่อาหารสัตว์ ต้องหารือในคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาแนะนำอาหารสัตว์ก่อนว่าจะให้ปรับขึ้นหรือไม่ เพราะกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านมาให้ผู้ผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุน
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 24 ต.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินบาท สอดคล้องกับสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่อ่อนค่าลงโดยส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา หลังจากการแถลงผลประกอบการ ที่ย่ำแย่ และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นของสเปน แต่สกุลเงินก็ฟื้นตัวขึ้น หลังการเปิดเผยผลสำรวจภาคการผลิตที่ดีเกินคาดของจีน - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 24 ต.ค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มขึ้นในการประชุมสัปดาห์หน้า - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 24 ต.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มหลักฐานที่ชี้ว่าเศรษฐกิจยุโรปถูกกระทบมากอย่างต่อเนื่องจากวิกฤติหนี้ภูมิภาค โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี PMI ภาคอุตสาหกรรมและบริการของ euro-area จะหดตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีจะอยู่ในระดับใกล้เคียงจุดต่ำสุดนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นอกจากนี้นักลงทุนยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือทางการเงินของสเปน
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ ( 24 ต.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงเป็นวันที่ 2 ในวันพุธ ขณะที่นักลงทุนผิดหวังกับการเปิดเผยผลประกอบการ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าจะยังคงดำเนินแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไปจนกว่าตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.19%, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.31% และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.29% - ตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวันพุธ ( 24 ต.ค.) ตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลง ซึ่งเป็นการหยุดสถิติการปรับตัวขึ้น 7 วันติดต่อกัน หลังผลประกอบการที่ย่ำแย่ของบริษัทสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นกลุ่มส่งออก แต่ข้อมูลภาคการผลิตที่ดีเกินคาดของจีนช่วยจำกัดช่วงลบ ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลบ 59.95 จุด หรือ 0.67% สู่ระดับ 8,954.30 สำหรับตลาดหุ้นจีนวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้า โดยตลาดได้ปัจจัยบวกจากการที่ดัชนี PMI เบื้องต้นจากการจัดทำของ HSBC และ Markit Economics ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมจีนในเดือนตุลาคมหดตัวน้อยลง โดยดัชนีฯเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.1 จาก 47.9 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ ปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต 2,115.989 จุด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดดีดตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ของปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสุ่ฮ่องกงมากขึ้น หลังจากธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ได้แทรกแซงตลาดเพื่อทำให้ดอลลาร์ฮ่องกงอ่อนค่าลงเป็นครั้งที่ 4 ภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ ดัชนีฮั่งเส็งปิดบวก 66.23 จุด หรือ 0.31% สู่ระดับ 21,763.78 - ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันพุธ( 24 ต.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปิดลบ 1.18% ด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปรับลดลง อีกทั้งมีแรงขายหุ้นในกลุ่มธนาคาร,กลุ่มเทคโนโลยี และพลังงาน อย่างต่อเนื่อง ฉุดให้ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตลอดวัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดหุ้นไทยเพิ่งกลับมาเปิดทำการ หลังหยุดไปเมื่อวานนี้ อีกทั้งอาจมีแรงขายทำกำไรตามปกติของนักลงทุนต่างชาติออกมากดดันตลาด ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นไทยช่วงหลังจากนี้ จะอยู่ในทิศทางขาลง ทั้งนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดลบ 15.42 จุด มาที่ 1,295.00 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2555
|
Comments