Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Monday, 17 December 2012 09:07

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

- ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนพฤศจิกายนปรับตัวลดลง 0.3% (m-o-m) จากที่ขยายตัว 0.1% ในเดือนก่อน มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลง 0.2% และเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินร่วงลงอย่างหนัก แม้ว่าราคาสินค้าในหมวดอื่นๆปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม โดยราคาน้ำมันเบนซินลดลง 7.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงหนักสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ขณะที่ราคาอาหารขยับขึ้น 0.2% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงาน ขยับขึ้น 0.1% ทั้งนี้ การปรับตัวลงของดัชนี CPI ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า จะช่วยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สามารถเดินหน้าตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษที่ระดับ 0-0.25% โดยไม่ต้องกังวลว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ

- ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รายงานว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายนขยายตัว 1.1% มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% และเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ทั้งนี้ ผลผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขยายตัว 0.8% ขณะที่ผลผลิตในอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคขยายตัว 1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตขยายตัวขึ้นสู่ระดับ 78.4% จากเดือนตุลาคมที่ระดับ 77.7% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 78.0%

- ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศกฎเกณฑ์ใหม่อีกหลายกฎเกณฑ์เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการดำเนินงานในสหรัฐของธนาคารต่างประเทศ โดยมีจุดประสงค์ลดความเสี่ยงจากธนาคารดังกล่าว โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวกำหนดให้ธนาคารต่างประเทศที่มีมูลค่าการดำเนินงานสูงในสหรัฐฯ ต้องก่อตั้งกลุ่มบริษัทในเครือ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำตามกฎเกณฑ์และเพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแลการดำเนินงานของธนาคาร ทั้งนี้ ธนาคารต่างประเทศขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ต้องดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดขึ้น และต้องดำเนินการทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) เช่นเดียวกับธนาคารสหรัฐ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเพิ่มทุนในช่วงที่ตลาดตึงตัว สำหรับธนาคารต่างประเทศที่มีทรัพย์สินทั่วโลกตั้งแต่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 จะต้องทำตามมาตรฐานใหม่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2558

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

- ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ร่วมกับ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) , ธนาคารกลางแคนดา, ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศขยายข้อตกลงสว็อปเงินดอลลาร์ออกไปอีก 1 ปีกับ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะขยายออกไปจนถึงวันที่ 1 ก.พ. 2557 จากเดิมที่ข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดที่จะหมดอายุลงในวันที่ 1 ก.พ. 2556

 

เยอรมนี

- สถาบัน Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัว 0.7% ในปี 2556 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออก Ifo ระบุว่า เศรษฐกิจเยอรมนีอาจจะเริ่มหดตัวในไตรมาส 4 ของปีนี้ ก่อนที่จะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่บนพื้นฐานที่ว่าวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรปไม่ได้รุนแรงขึ้น

 

อังกฤษ

- สแตนดาร์ด แอนด์พัวรส์ (S&P) คาดว่า หนี้สินสุทธิของรัฐบาลอังกฤษจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า จากการคำนวณพบว่า หากอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอังกฤษเชื่องช้าลงมากกว่าที่คาดการณ์ในปัจจุบัน จะส่งผลให้หนี้สินสุทธิของรัฐบาลพุ่งขึ้นแตะระดับ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันที่ประมาณการอยู่ที่ 85% ของจีดีพีในปี 2555 นอกจากนี้ S&P คาดว่า จีดีพีที่แท้จริงของอังกฤษจะหดตัวลง 0.3% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะหดตัวเพียง 0.1%

 

สเปน

- สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปน (INE) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศในเดือนพฤศจิกายนลดลง 0.6% สู่ระดับ 2.9% เมื่อเปรียบเทียบกับที่ระดับ 3.5% ในเดือนก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าขนส่งที่ลดลง 3.1% จากการปรับตัวลงของราคาเชื้อเพลิงและยานพาหนะใหม่

- รัฐบาลสเปนได้ประกาศว่า รัฐบาลไม่สามารถปรับเงินบำนาญปี 2556 ตามอัตราเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ได้ แต่ระบุว่าเงินบำนาญส่วนใหญ่จะมีการปรับขึ้น 1% ส่วนผู้ที่ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่า 1,000 ยูโร (1,306 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน จะมีการปรับเพิ่ม 2%

 

กรีซ

- นายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานรัฐมนตรีคลังยูโรโซน หรือยูโรกรุ๊ป ประกาศว่า ยูโรกรุ๊ปได้อนุมัติการเบิกจ่ายเงิน 4.91 หมื่นล้านยูโร (ราว 6.41 หมื่นล้านดอลลาร์) แก่กรีซภายใต้แผนช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศแล้ว โดยการเบิกจ่ายเงินจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยคาดว่าจะมีการจ่ายเงินแก่กรีซ 3.43 หมื่นล้านยูโรในอีกไม่กี่วันนี้ และส่วนที่เหลือจะมีการเบิกจ่ายในต้นปีหน้า

- ยูโรกรุ๊ปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เห็นพ้องกันเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ว่าหนี้สาธารณะของกรีซควรลดลงมาอยู่ที่ 124% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2563 จากเดิมที่ระบุไว้ที่ 120% โดยผ่านทางมาตรการลดหนี้เพิ่มเติม โดยประธานยูโรกรุ๊ปยืนยันว่าการเบิกจ่ายเงินกู้ดังกล่าวจะมีขึ้นควบคู่กับมาตรการปรับลดหนี้สิน และการดำเนินการแผนการช่วยเหลือของกรีซจะทำให้หนี้สาธารณะของกรีซกลับมาอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ นายยุงเกอร์กล่าวว่ากรีซและประเทศสมาชิกยูโรโซนเตรียมพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากจำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจในการบรรลุเป้าหนี้สินครั้งใหม่

 

เอเชีย: จีน

- การผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นในเดือนธันวาคม โดยดัชนี PMI เบื้องต้นภาคการผลิตของจีนจากการจัดทำของ HSBC Holdings Plc and Markit Economics เดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.9 จากระดับ 50.5 ในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นเดือนแรกใน 13 เดือนที่ดัชนีสูงกว่า 50 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและการหดตัว และสูงกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg ที่ 50.8

 

ญี่ปุ่น

- ดัชนี Tankan ของญี่ปุ่นซึ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมลดลงใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนแย่ลง และวิกฤติหนี้ในยุโรปส่งผลให้ภาคการส่งออกของญี่ปุ่นเดือนตุลาคมลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นรายงานว่าดัชนี Tankan รายไตรมาสซึ่งสำรวจภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เดือนธันวาคมลดลงมาอยู่ที่ -12 จาก -3 ในเดือนกันยายน ซึ่งนับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และต่ำสุดนับจากเดือนมีนาคม 2553 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าดัชนีจะอยู่ที่ -10 ทั้งนี้ตัวเลขที่ติดลบชี้ว่าจำนวนผู้ที่มองในเชิงลบมีมากกว่าผู้ที่มองในเชิงบวก

 

ออสเตรเลีย

- องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( OECD) เห็นว่าธนาคารกลางออสเตรเลียอาจจำเป็นจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมากขึ้นเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งเกินไปส่งผลลบต่อภาคการส่งออก โดย OECD คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจออสเตรเลียในปี 2556 จะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 3% จาก 3.7% ในปีนี้ ขณะที่ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางออสเตรเลียได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้ว 1.75% มาอยู่ที่ 3% ขณะที่นับจากต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียได้แข็งขึ้นมาแล้วประมาณ 10% เนื่องจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามามากเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก

 

ไทย

- ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คาดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 55 จะขยายตัวที่ระดับ 5.8% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 5.7% ส่วนในปี 56 น่าจะขยายตัวได้ราว 4.7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.6% อันเป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศที่เป็นการใช้จ่ายของภาคเอกชนตามนโยบายบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรกของรัฐบาลที่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ภาคเอกชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยเมื่อปลายปี 54 ยังจะมีการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ และการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ตลอดจนการส่งออกที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่เสถียรภาพ โดยมูลค่าการส่งออกเริ่มทรงตัวตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2555 ทำให้การส่งออกในปี 2555 จะมีอัตราการขยายตัวได้ไม่ถึง 4.4% แต่จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ซึ่งจะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 56 สำหรับปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วันทั่วประเทศ ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศยังคงต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจผันผวน ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง(Fiscal Cliff) ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปีนี้ ปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยเฉพาะปัญหาหนี้เสียของกรีซแม้จะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้แต่ต้องเผชิญความท้าทายในทางปฏิบัติ

- องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) รายงานตัวเลขการประเมินเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกลุ่มประเทศ G-20 ในไตรมาส 3/2555 ว่า ขยายตัว 0.6% จากที่ขยายตัว 0.5% ในไตรมาส 2 โดยอัตราการขยายตัวของอังกฤษแข็งแกร่งมากขึ้นจากที่หดตัว 0.4% ในไตรมาส 2/2555 เป็นขยายตัว 1% ส่วนสหรัฐฯ ขยายตัว 0.7%  และเศรษฐกิจบราซิลโต 0.6% ขณะที่ฝรั่งเศส จีนและสหภาพยุโรปต่างก็มีอัตราการขยายตัวของจีดีพีเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี GDP ของญี่ปุ่นหดตัวรุนแรงสู่ระดับ -0.9% จาก 0% ขณะที่อัตราการเติบโตของแอฟริกาใต้ร่วงลงจาก 0.9% มาอยู่ที่ 0.3% ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราการขยายตัวของ GDP ในกลุ่ม G-20 ชะลอลงที่ 2.6% ในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยจีนมีอัตราการขยายตัวสูงสุดที่ 7.4% และอิตาลีหดตัวลงมากสุดที่ 2.4%

 

Money Market

- บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (14 ธ.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงซื้อดอลลาร์สหรัฐฯและขายเงินเยนของนักลงทุนซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น

- เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ( 14 ธ.ค.)ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยวันนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นรายงานดัชนี Tankan ชี้ว่าความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมลดลงใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยดัชนี Tankan รายไตรมาสเดือนธันวาคมลดลงมาอยู่ที่ -12 จาก -3 ในเดือนกันยายน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำความเชื่อมั่นของตลาดที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอยเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนได้ปรับแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯ

- ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ( 14 ธ.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังผู้นำสหภาพยุโรปยืนยันในการที่จะร่วมมือกันจัดการปัญหาเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์โดยจะเริ่มในปีหน้าในการดำเนินตามกลไกการจัดการดังกล่าว

 

Capital Market

- ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (14 ธ.ค.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดลดลง 0.27 % ส่วน S&P 500 ลดลง 0.41% และ Nasdaq ลดลง 0.70 % ทั้งนี้แม้ว่าข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่ปัจจัยลบจากการที่การเจรจาเรื่องงบประมาณระหว่างรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯยังไม่มีความคืบหน้าก็ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวัง

- ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันศุกร์ (14 ธ.ค.)  ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 0.05% ในวันนี้ โดยวันนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นรายงานดัชนี Tankan ชี้ว่าความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมลดลงใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยดัชนี Tankan รายไตรมาสเดือนธันวาคมลดลงมาอยู่ที่ -12 จาก -3 ในเดือนกันยายน ซึ่งนับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 โดยดัชนีที่เป็นลบชี้ว่าจำนวนผู้ที่มองในเชิงลบมีมากกว่าผู้ที่มองในเชิงบวก ส่วนทางด้านดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 4.32% โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าสถาบันของภาครัฐบาลกำลังเข้ามาซื้อหุ้นในตลาด ขณะที่รายงานดัชนี PMI เบื้องต้นภาคการผลิตของจีนเดือนธันวาคมจากการจัดทำของ HSBC Holdings และ Markit Economics เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าและอยู่ในระดับสูงเกิน 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ซึ่งชี้ถึงภาวะการขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.71%

- ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันศุกร์ (14 ธ.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ โดยปัจจัยบวกมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีนล่าสุดที่ออกมาดี ในขณะที่ปัจจัยลบได้แก่ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ออกมาแย่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงบ่ายดัชนียังคงทรงตัวในแดนบวก ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 4.69 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 2555

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment