| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Thursday, 11 April 2013 10:00 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยยอดขาดดุลงบประมาณลดลงสู่ระดับ 1.07 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม ลดลงจาก 1.98 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วในหญ่คาดไว้ที่ ที่ 1.125 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ - ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เปิดเผยรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายหลายรายคาดว่าจะชะลออัตราการซื้อพันธบัตรลงเล็กน้อย และอาจจะยุติโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ภายในสิ้นปี
ยุโรป: ฝรั่งเศส - ธนาคารกลางฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสจะขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาสแรกของปี 2556 ทั้งนี้ ปัจจัยชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายเดือนสะท้อนว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยับขึ้น 0.1% ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ และบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของฝรั่งเศสได้รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วหลังจากเศรษฐกิจหดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา - องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รายงานว่า GDP ของฝรั่งเศสจะขยายตัว 0.1% ในปี 2556 หลังจากประเมินว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศสจะยังคงอ่อนแรง และอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นต่อไป ขณะที่นายปิแอร์ มอสโกวิซี รมว.กระทรวงการคลังของฝรั่งเศส ได้ประกาศปรับลดเป้าหมายของอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2556 ลงมาอยู่ที่ 0.1% จากประมาณการก่อนหน้าที่ 0.8%
สเปน - มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส คาดการณ์ว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของสเปนในปี 2556 จะอยู่ที่ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดเอาไว้ที่ระดับ 4.5% ขณะที่ยังวางน้ำหนักของแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลสเปนในเชิงลบ เนื่องจากสเปนยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องในการบรรลุเป้าหมายการลดยอดขาดดุลงบประมาณ โดยปัจจุบันอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนอยู่ที่ระดับ Baa3 - รัฐบาลสเปนรายงานว่า ยอดขาดดุลงบประมาณปี 2555 อยู่ที่ระดับ 6.74% ของจีดีพี อย่างไรก็ตาม สเปนไม่ได้ใช้วิธีการคำนวณแบบใหม่ตามที่สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปหรือยูโรสแตทกำหนดให้ใช้ โดยหากคำนวณตามวิธีของยูโรสแตทนั้น ยอดขาดดุลงบประมาณของสเปนจะอยู่ที่ระดับ 6.98%
เอเชีย: จีน - การส่งออกของจีนเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยสำนักงานศุลกากรของจีนรายงานว่าการส่งออกในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 10% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ขยายตัว 21.8% และต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg ที่ 11.7% ขณะที่การนำเข้าในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 14.1% ส่งผลให้จีนขาดดุลการค้าอย่างไม่คาดหมายในเดือนมีนาคม 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ - ข้อมูลของกรมศุลกากรจีนระบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในเดือนมีนาคมลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่โรงกลั่นบางแห่งได้เริ่มทำการซ่อมบำรุงในขณะที่สต็อกน้ำมันมีเป็นจำนวนมาก จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลกรองจากสหรัฐฯนำเข้าน้ำมันดิบ 5.43 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนที่แล้ว เทียบกับ 5.55 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับ 5.42 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้การนำเข้าน้ำมันดิบลดลงตามความคาดหมายของตลาด เนื่องจากโรงกลั่นบางแห่งของรัฐได้เริ่มทำการซ่อมบำรุงตามแผนและอัตราการผลิตน้ำมันดิบของโรงกลั่นอิสระก็ลดลงเช่นกันเนื่องจากกำไรจากส่วนต่างที่ตกต่ำลง โรงกลั่นของจีนมีอัตราการกลั่นเกือบ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.15 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนธันวาคมเพียงเล็กน้อย ขณะที่โรงกลั่นที่เพิ่งเปิดมีการผลิตในอัตราสูง อัตราการกลั่นในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ช่วยทำให้สต็อกน้ำมันกลั่นของจีนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 5 และ 6 ติดต่อกัน ขณะที่การผลิตมีปริมาณมากกว่าอุปสงค์ในประเทศ ทำให้โรงกลั่นของรัฐต้องส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นไปยังต่างประเทศมากขึ้น - ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซียชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างและต้นทุนการผลิตอื่นๆในจีนส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ค่าจ้างในจีนโดยเฉลี่ยซึ่งได้ปรับผลจากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในทศวรรษที่ผ่านมา และค่าใช้จ่ายในการจ้างคนเข้ามาใหม่และการเลิกจ้างก็เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เริ่มมีการนำกฎหมายแรงงานมาใช้ในปี 2551 ขณะเดียวกันจีนก็ยังได้รับผลกระทบจากการที่ตลาดแรงงานในประเทศหดตัวลงเนื่องจากจำนวนประชากรในวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง
ไทย - สถาบันการเงินของ RAM Rating Services Berhad เปิดเผยในรายงานการวิจัยของบริษัท เรื่อง Leading ASEAN Banks ว่า คุณภาพของสินทรัพย์ในระบบการธนาคารของไทยปี 2555 อยู่ในภาวะที่ดี แม้ว่าได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปี จนส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวได้นำเสนอธนาคารที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในกลุ่มอาเซียนจำนวน 20 ธนาคาร ซึ่งรวมถึงธนาคารรายใหญ่ของไทย 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) พร้อมระบุว่า การปล่อยเงินกู้ในระบบการธนาคารของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการอนุมัติเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างแล้ว การอนุมัติเงินกู้ในภาคครัวยังขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นหลังได้รับแรงผลักดันจากมาตรการกระตุ้นของทางรัฐบาลไทย เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการใช้นโยบายจูงใจด้านภาษีสำหรับผู้ซื้อรถคันแรก นอกจากนี้ การผ่อนคลายเกณฑ์การประเมินหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เป็นการชั่วคราวของหน่วยงานกำกับดูแล ช่วยให้ NPL ในระบบการธนาคารของไทยอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารในภูมิภาคแล้ว ระบบการธนาคารของไทยยังคงมีสินทรัพย์ที่ยึดได้จากการผิดนัดชำระหนี้และเงินกู้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างแล้ว อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งเงินกู้ที่สืบเนื่องมาจากช่วงวิกฤตการเงินในเอเชีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-8% ของยอดเงินกู้โดยรวมและสินทรัพย์ที่ยึดได้จากการผิดนัดชำระหนี้ของธนาคารของไทยทั้ง 6 แห่ง - นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า ธปท.ได้ติดตามความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึงธนาคารที่ดูแลหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลว่ากลุ่มผู้ลงทุน เพื่อนำมาอำนวยความสะดวกในการติดตาม หรือเพื่อหามาตรการที่เหมาะสม พร้อมระบุผู้ที่ได้รับผลกระทบหลักคือผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก รวมถึงผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ โดย ธปท.ได้ขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ ทั้งการประกันความเสี่ยง และการฝากรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) ค่าเงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากค่าเงินบาทแข็งขึ้นมากเมื่อวันอังคาร ทั้งนี้การอ่อนลงของค่าเงินบาทเช้าวันนี้สวนทางกับค่าเงินสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาในประเทศเอเซียหลายประเทศหลังธนาคารกลางญี่ปุ่นผ่อนคลายมาตรการทางการเงินมากขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนเป็นสาเหตุหลักของการแข็งค่าขึ้นของเงินสกุลต่างๆในเอเซียรวมทั้งเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้อย่างไรก็ดีในช่วงบ่ายของตลาดเอเซียค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลงอย่างมากเนื่องจากนักลงทุนมองว่าค่าเงินเยนมีแนวโน้มจะอ่อนลงไปมากกว่านี้จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการทางการเงินผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติปัญหาเงินฝืด - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้โดยในช่วงบ่ายของตลาดเอเซียค่าเงินยูโรได้แข็งขึ้นอีก ทั้งนี้การแข็งค่าขึ้นของเงินยูโรในช่วงนี้สาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ส่งผลให้มีแรงขายเงินเยนและเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่ามากขึ้น อย่างไรก็ดียูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นในวันพุธ ขณะที่ทั้งดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้นที่ผันแปรตามภาวะเศรษฐกิจนำตลาดขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกัน ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดพุ่ง 0.88%, ดัชนี S&P 500 ปิดทะยานขึ้น 1.22% และดัชนี Nasdaq ปิดพุ่งขึ้น 1.83% ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เปิดเผยรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายหลายรายคาดว่าจะชะลออัตราการซื้อพันธบัตรลงเล็กน้อย และอาจจะยุติโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ภายในสิ้นปี - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.73% ในวันนี้จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ไปในทางบวกเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่มีตลาดในต่างประเทศหลังจากค่าเงินเยนอ่อนลงมามากอย่างต่อเนื่อง สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.02% ในวันนี้ โดยวันนี้สำนักงานศุลกากรของจีนรายงานว่าการส่งออกในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 10% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ขยายตัว 21.8% และต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg ที่ 11.7% ขณะที่การนำเข้าในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 14.1% ส่งผลให้จีนขาดดุลการค้าอย่างไม่คาดหมายในเดือนมีนาคม 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.75% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นในช่วงเปิดตลาดก่อนที่จะลดลงหลังจากนั้น โดยมีแรงขายออกมามากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ขณะที่มีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างไรก็ดีในช่วงบ่ายดัชนีได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 19.53 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 11 เมษายน 2556
|
Comments