Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 17 April 2013 10:02

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

          -  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯลงสู่ระดับ 1.7% ในปีนี้ จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 2% อันเนื่องมาจากการปรับลดงบประมาณรายจ่ายโดยอัตโนมัติ โดยไอเอ็มเอฟระบุว่าการควบคุมรายจ่ายทางการคลังในสหรัฐฯที่มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้วจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.4% ในปี 2556 จากเดิม 3.5% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีนี้

          -  ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐฯได้เปิดเผยร่างงบประมาณประจำปี 2557 มูลค่า 3.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมการตัดลดสวัสดิการสังคมบางส่วนและการยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับคนรวย ภายใต้ร่างงบประมาณฉบับใหม่นั้น รัฐบาลสหรัฐฯตั้งเป้าลดยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศลง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายใน 10 ปี โดยส่วนหนึ่งนั้นมาจากการยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับคนรวย ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้ภาครัฐได้มากถึง 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานอีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้วิธีการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ที่เรียกว่า Chained CPI ซึ่งจะส่งผลให้เงินช่วยเหลือทางด้านสวัสดิการต่างๆ ปรับขึ้นช้าลงในอนาคต จากเดิมที่ปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ

          -  ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐช่วงต้นเดือนเมษายนที่จัดทำโดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนอ่อนตัวลงแตะ 72.3 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน จากระดับเดือนมีนาคมที่ 78.6 บ่งชี้ถึงการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงในอนาคตของผู้บริโภคสหรัฐ และยังบ่งชี้ว่าชาวอเมริกันอาจจะรู้สึกถึงผลกระทบจากภาษีที่สูงขึ้น สำหรับดัชนีภาวะปัจจุบันของมิชิแกนอ่อนตัวลงแตะ 84.8 ในเดือนเมษายนซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน จากระดับ 90.7 ในเดือนมีนาคม

          -  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1% (m-o-m) แตะ 1.642 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า บริษัทต่างๆพยายามที่จะจัดคลังสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่สามารถตอบสนองความต้องการที่ไม่แน่นอนได้ ส่วนยอดขายพุ่งขึ้น 1.2% แตะ 1.287 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สต็อกสินค้าคงคลังของกลุ่มผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนของกลุ่มผู้ค้าส่งร่วงลง 0.3% สำหรับสินค้าคงคลังในกลุ่มค้าปลีกบวก 0.3% ในเดือนกุมภาพันธ์เนื่องจากสต็อกเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มขึ้น

          -  กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกในสหรัฐปรับตัวลง 0.4% (m-o-m) ในเดือนมีนาคม ทำสถิติปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 3 เดือน เนื่องจากยอดขายในปั๊มน้ำมันที่ลดลง รายงานของกระทรวงระบุว่า ยอดค้าปลีกมีมูลค่า 4.1828 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี

          -  กระทรวงแรงงานสหรัฐฯเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมีนาคมอ่อนตัวลง 0.6% (m-o-m) จากเดือนก่อน เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ร่วงลงซึ่งช่วยชดเชยราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิตรายปีเพิ่มขึ้นเพียง 1.1% (y-o-y)

          -  สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (National Association of Home Builders: NAHB) รายงานว่าดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯเดือนเมษายนลดลงสู่ระดับ 42 จาก 44 ในเดือนมีนาคม และต่ำกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 45

          -  กระทรวงการคลังสหรัฐฯได้รายงานสรุปความเคลื่อนไหวด้านสกุลเงินในรอบครึ่งปีว่า ค่าเงินหยวนของจีนยังคงอ่อนค่ากว่าอัตราแลกเปลี่ยนจริงในตลาด โดยระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2553 รัฐบาลจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นเพียง 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตอกย้ำว่า ทางการสหรัฐฯยังวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินหยวนอ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าจากจีนในตลาดโลกมีราคาถูก และทำให้สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีนมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2555 สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีนทำสถิติสูงสุดที่ 315,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนญี่ปุ่นนั้น สหรัฐฯตั้งข้อสงสัยว่า มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาเงินฝืดของญี่ปุ่นกำลังกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 เงินเยนอ่อนค่าลงจาก 77 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่เกือบ 100 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่นขยายตัวมากขึ้น สหรัฐฯมองว่ามาตรการดังกล่าวไม่สามารถนำมาทดแทนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นภาคผลิตของประเทศได้ จึงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในแทนการแทรกแซงค่าเงิน

          -  ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ค รายงานดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม (Empire State Index) ของสหรัฐฯลดลงสู่ระดับ 3.05 ในเดือนเมษายน จาก 9.04 ในเดือนมีนาคม และต่ำกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 7.0 สำหรับดัชนีย่อยที่สำคัญได้แก่ ดัชนีคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ลดลงสู่ระดับ 2.20 ในเดือนเมษายน จาก 8.18 ในเดือนมีนาคม, ดัชนีสินค้าคงคลังลดลงสู่ระดับ -4.55 ในเดือนเมษายน จาก -5.38 ในเดือนมีนาคม, ดัชนีจ้างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 6.82 ในเดือนเมษายน จาก 3.23 ในเดือนมีนาคม

          -  กระทรวงการคลังสหรัฐฯรายงานว่ามียอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิในเดือนกุมภาพันธ์ 53.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากยอดเงินทุนไหลเข้า 116.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนมกราคม

          -  นารานายา โคเซอร์ลาโคตา ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขามินนิอาโปลิส และชารลส์ อิแวนส์ ประธานเฟดสาขาชิคาโก ปฏิเสธกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟดนั้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์โดยเฉพาะตลาดหุ้น โดยย้ำว่าในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอันตรายใดๆจากภาวะฟองสบู่

          -  กระทรวงแรงงานสหรัฐฯรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.2% (m-o-m) จากที่เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.1% จากที่เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก่อน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2%

          -  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯรายงานว่ายอดเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 7.0% annual rate สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ที่ระดับ 1.036 ล้านยูนิตในเดือนมีนาคม จาก 968,000 ยูนิตในเดือนกุมภาพันธ์ และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 930,000 ยูนิต

          -  ธนาคารกลางสหรัฐฯรายงานว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนมีนาคม จากที่เพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนกุมภาพันธ์ และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 78.5% จาก 78.3% ในเดือนก่อน

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

          -  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรหรือยูโรโซนจะหดตัวลง 0.2% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ โดยภูมิภาคยังเผชิญวิกฤตหนี้ รวมทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศสมาชิก เช่น ผลการเลือกตั้งของอิตาลีที่ไม่มีความชัดเจน

 

เยอรมนี

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี (Destatis) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อของเยอรมนี ชะลอลงแตะ 1.4% (y-o-y) ในเดือนมีนาคม จาก 1.5% ในเดือนกุมภาพันธ์ และหากเทียบกับเดือนก่อน ดัชนี CPI ปรับขึ้น 0.5% (m-o-m) ซึ่งอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีในรอบนี้ได้ลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และแตะระดับต่ำสุดนับแต่ปลายปี 2553 นอกจากนี้ ยังต่ำกว่าเป้าที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำหนดไว้ที่ 2% Destatis ระบุว่า เงินเฟ้อที่ชะลอลงในเดือนที่แล้วเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่ปรับลดลง แม้ว่าราคาค่าไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น และหากไม่รวมราคาพลังงาน ดัชนี CPI ของเยอรมนีในเดือนมีนาคมขยับขึ้น 0.7% (m-o-m) และ 1.6% (y-o-y)

 

อิตาลี

          -  ทางการอิตาลีคาดการณ์ยอดหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นจาก 127% ในปี 2555 เป็น 130.4% ในปี 2556 เนื่องจากเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง โดยรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 1.3% ในปี 2556 ทั้งนี้ อิตาลีมียอดหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงเป็นอันดับ 2 ของยูโรโซนรองจากกรีซ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคาดว่าจะสามารถลดยอดขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ลงเหลือ 2.9% ในปี 2556 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ของสหภาพยุโรป (อียู) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3%

 

อังกฤษ

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมของอังกฤษในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 1% (m-o-m) อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงาน ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนการผลิตในภาคการผลิตปรับขึ้น 0.8% ในเดือนเดียวกันเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

          -  รัฐบาลอังกฤษประกาศตั้งธนาคารธุรกิจ พร้อมอัดฉีดเงินลงทุนเริ่มต้น 300 ล้านปอนด์ เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ และแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเป็นเงินตั้งต้นช่วงแรกจากเงินทุนทั้งหมด 1,000 ล้านปอนด์

 

สเปน

          -  คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ระบุว่าสเปนและสโลวีเนีย เป็น2 ประเทศสมาชิกที่มียอดขาดดุลงบประมาณมากเกินไป นอกจากนี้ ยังได้เตือนสเปนว่า วาระการปฏิรูปเศรษฐกิจของสเปนไม่สมบูรณ์ และสเปนอาจเผชิญกับภัยคุกคามอย่างชัดเจนอันได้แก่ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การชำระคืนหนี้สินและความไม่แน่นอนในการเข้าถึงตลาดเพื่อระดมทุน

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปน (INE) เปิดเผยว่า จำนวนธุรกิจที่มีการจัดตั้งขึ้นใหม่ในสเปนเพิ่มขึ้น 5.2% (y-o-y) ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจใหม่ๆเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกันโดยมีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 8,644 แห่ง และก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียนทั้งหมด 573 ล้านยูโร (750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อน

          -  นายหลุยส์ เดอ กวินโดส รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของสเปน กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศในไตรมาสแรกของปี 2556 จะอ่อนตัวลงน้อยกว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.5% - 0.6%

 

กรีซ

          -  ทางการกรีซเปิดเผยว่า กรีซบรรลุเป้าหมายด้านงบประมาณที่กำหนดไว้สำหรับช่วงไตรมาสแรก ปี 2556 ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ขณะที่การหารือกับคณะผู้แทนของเจ้าหนี้ต่างประเทศในกรุงเอเธนส์ว่าด้วยเงื่อนไขในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลืองวดถัดไป (8.8 พันล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม) นั้นยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของกรีซระบุว่า กรีซขาดดุลงบประมาณที่ 1.4 พันล้านยูโรในไตรมาสแรกของปี 2556 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ดีกว่าการคาดการณ์ แนวโน้มในเชิงบวกดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับลดรายจ่ายจำนวนมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรัดเข็มขัดและปฏิรูปซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อจัดการกับวิกฤตหนี้สินของประเทศ

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของกรีซรายงานว่าอัตราว่างงานของกรีซเพิ่มขึ้นจาก 25.7% ในเดือนธันวาคม 2555 เป็น 27.2% ในเดือนมกราคม 2556 นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าอัตราว่างงานเฉลี่ยของยูโรโซนซึ่งอยู่ที่ระดับ 12%

 

ไซปรัส

          -  S&P ปรับเพิ่ม Outlook ของไซปรัสจาก Negative เป็น Stable เนื่องจากรัฐบาลไซปรัสบรรลุเงื่อนไขการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินมูลค่า 10 พันล้านยูโร จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

          -  รัฐบาลไซปรัสเตรียมเทขายทองคำในคลังสำรองเพื่อระดมทุนให้ได้ 400 ล้านยูโร ตามเงื่อนไขรับเงินกู้จากนานาชาติมูลค่า 10,000 ล้านยูโร ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าอาจจุดชนวนให้รัฐบาลชาติยุโรปอื่นๆโดยเฉพาะกรีซ โปรตุเกสและสเปน หันไปเทขายทองคำในคลังสำรองเช่นกันเพื่อแก้ไขวิกฤตหนี้ ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลง 63.50 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือกว่าที่ 4% ที่ตลาดสหรัฐฯเมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา โดยปิดที่ระดับ 1,501.40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 และต่ำกว่าราคาสูงสุดที่ 1,920.30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์เมื่อเดือนกันยายน 2554 ถึง 22%

          -  คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประเมินว่า ไซปรัสอาจเทขายทองคำในคลังสำรองเพื่อระดมทุนให้ได้ 400 ล้านยูโร หรือราว 10.36 ตันจากที่มีอยู่ทั้งหมด 13.9 ตัน ซึ่งจะทำให้การเทขายทองคำครั้งนี้เป็นการขายที่มากที่สุดของธนาคารกลางในกลุ่มยูโรโซน

          -  รัฐบาลไซปรัสระบุว่า ผู้ฝากเงินในธนาคารไซปรัสจะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดลดหนี้ (Hair cut) ครั้งใหม่ แม้รัฐบาลประเมินว่าต้องใช้เงินเพื่อแก้วิกฤตหนี้ประเทศถึง 23,500 ล้านยูโร เพิ่มจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 17,500 ล้านยูโร โดยย้ำว่าจำนวนเงินที่ต้องการเพิ่ม 6,000 ล้านยูโรนั้นไม่ได้เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

          -  กระทรวงการคลังไซปรัสประกาศผ่อนปรนมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพิ่มเติม โดยประชาชนสามารถทำธุรกรรมภายในประเทศไม่เกิน 300,000 ยูโร ได้แล้ว ขณะที่มูลค่าการทำธุรกรรมนอกประเทศโดยไม่จำเป็นต้องรออนุมัติก่อนปรับเพิ่มเป็น 20,000 ยูโร จากเดิมแค่ 5,000 ยูโร อย่างไรก็ตาม ทางการไซปรัสจะยังคงจำกัดการถอนเงินจากธนาคารไม่เกินวันละ 300 ยูโรต่อไปอย่างน้อย 7 วัน

 

เอเชีย: จีน

          -  ตัวเลขคาดการณ์หนี้รัฐบาลท้องถิ่นจีนของบริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ เป็นการมองในแง่ลบมากกว่าบทวิเคราะห์อีกหลายฉบับอย่างมาก แต่แถลงการณ์ล่าสุดจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนบ่งชี้ว่า ฟิทช์อาจจะมองในแง่บวกมากเกินไป ทั้งนี้ฟิทช์ระบุว่าหนี้โดยรวมของจีนอยู่ที่ระดับ 74% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ณ สิ้นปี 2555 โดยหนี้ 49% เป็นของรัฐบาลกลางและอีก 25% เป็นของรัฐบาลท้องถิ่น การจัดการกับความเสี่ยงต่อระบบที่เกิดจากหนี้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับฝ่ายบริหารของนายสี่ จิ้นผิง ประธานาธิบดีคนใหม่ของจีน ทั้งนี้ความวิตกเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากที่จีนได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 ล้านล้านหยวนในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินโลกรุนแรงในปี 2551 โดยข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าหลังจากที่มีเสถียรภาพในปี 2554 หนี้รัฐบาลท้องถิ่นพุ่งขึ้นอีกครั้งในปีที่แล้ว ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายได้ทุ่มงบรายจ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานระลอกใหม่เพื่อทำให้เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่สุดในรอบ 13 ปี  ตัวเลขคาดการณ์หนี้สินต่อจีดีพีของฟิทช์สูงกว่าของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ซึ่งคาดไว้ที่ 50% สำหรับหนี้ทั้งหมดของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่ GaveKal-Dragonomics ซึ่งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจมหภาคของจีนคาดว่ายอดหนี้รวมอยู่ที่ 49% และบาร์เคลย์ระบุว่าอยู่ที่ 62% แต่ตามความเป็นจริง ตัวเลขคาดการณ์ของฟิทช์ก็อาจจะดีเกินไป โดยผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบบัญชีแห่งชาติ (NAO) ซึ่งเผยแพร่ผลสำรวจหนี้ท้องถิ่นในปี 2554 คาดการณ์ว่าหนี้ค้างชำระของรัฐบาลท้องถิ่นในขณะนี้อยู่ที่ 15-18 ล้านล้านหยวน ซึ่งเท่ากับ 29-35% ของจีดีพี ณ สิ้นปี 2555 ตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวสูงกว่าของฟิทช์ ซึ่งคาดไว้ที่ 12.85 ล้านล้านหยวน ขณะที่นายเซียง ฮวยเฉิง อดีตรมว.คลังกล่าวในการประชุมในสัปดาห์ที่แล้วว่าหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นอาจมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ล้านล้านหยวน

          -  สำนักงานสถิติของจีนรายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงแตะ 7.7% ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน หลังจากที่ขยายตัว 7.9% ในไตรมาส 4 ปี 2555 แต่ยังคงสูงกว่าเป้าตลอดปีที่ 7.5% ทั้งนี้การขยายตัวของจีนในปี 2555 ชะลอลงแตะ 7.8% ซึ่งเป็นระดับอ่อนแรงที่สุดนับแต่ปี 2542

          -  สำนักงานสถิติของจีนรายงานว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือนมีนาคมขยายตัว 8.9% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ไตรมาสที่ 1 ปีนี้ขยายตัว 9.5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ส่วนยอดค้าปลีกของจีนในไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัว 12.4% เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 20.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน

 

ญี่ปุ่น

          -  นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวว่า บีโอเจได้ดำเนินขั้นตอนที่จำเป็นไปแล้วทุกขั้นตอนในการบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% ภายในเวลา 2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ดีนโยบายของบีโอเจไม่สามารถจำกัดไว้เพียงแค่ในกรอบเวลานี้เพราะว่าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างไม่คาดฝันขึ้นได้ นายคุโรดะยอมรับว่ามาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของบีโอเจอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตร แต่เขากล่าวเสริมว่าบีโอเจมีความเชื่อมั่นว่า บีโอเจจะสามารถเข้าซื้อพันธบัตรทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติตามเป้าหมายใหม่ของบีโอเจได้อย่างราบรื่น

 

อินเดีย

          -  ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของอินเดียในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดหมายหลังทางการอินเดียปรับนโยบายมากระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นและธนาคารกลางอินเดียลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่สุดในช่วงทศวรรษ โดยสำนักงานสถิติของอินเดียรายงานว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมของอินเดียเดือนกุมภาพันธ์ขยายตัว 0.6% จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากเดือนมกราคมขยายตัว 2.4% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.3%

สิงคโปร์

          -  ธนาคารกลางสิงคโปร์คงมาตรการอัตราแลกเปลี่ยนไว้เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อมากกว่าปัญหาจากการที่เศรษฐกิจไตรมาสก่อนหดตัว โดยธนาคารกลางสิงคโปร์จะบริหารค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ให้ค่อยๆแข็งขึ้นเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและจะคงช่วงความกว้างของอัตราแลกเปลี่ยนที่ซื้อขายไว้เท่าเดิมด้วย ทั้งนี้สิงคโปร์ใช้นโยบายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนในการบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อของประเทศให้อยู่ในระดับที่ควบคุม ขณะที่วันนี้กระทรวงการค้าของสิงคโปร์รายงานว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ไตรมาสแรกปีนี้หดตัว 1.4%(ต่อปี ) จากไตรมาสก่อนหน้า หลังจากไตรมาสที่ 4 ปีก่อนขยายตัว 3.3% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.7%

 

เกาหลีใต้

          -  กระทรวงคลังเกาหลีใต้ได้ออกแถลงการณ์เรื่องงบประมาณเสริมที่จะใช้สนับสนุนกลุ่มผู้ส่งออกที่ได้รับแรงกดดันจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวมากที่สุดในปีที่แล้ว โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งเป้ากระตุ้นการขยายตัวให้เพิ่มขึ้น 0.3% และสร้างงาน 40,000 ตำแหน่ง โดยงบ 3 ล้านล้านวอนจะถูกนำมาใช้ในการสร้างงานและบริการด้านการฝึกอบรม แผนการใหม่ของรัฐบาลอาจจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและความเชื่อมั่น เนื่องจากเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณของการอ่อนตัว ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือก็ขู่ที่จะโจมตีสหรัฐฯและเกาหลีใต้

 

ไทย:

          -  ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปี 2556 เพิ่มเป็น 5.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 4.9% ส่วนปี 57 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% สูงขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ในระดับ 4.8% ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานรวมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐภายใต้โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โดย ธปท.ประเมินว่าในปี 56 จะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนราว 1.7 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท พร้อมระบุ หากสามารถเบิกจ่ายได้สูงขึ้นกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดการณ์ล่าสุด อย่างไรก็ดี ในปี 56 ผลบวกจากปัจจัยข้างต้นถูกทอนลงด้วยแนวโน้มอุปสงค์ในช่วงต้นปีที่อาจขยายตัวต่ำกว่าที่คาด พร้อมระบุ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวและไม่แตกต่างจากครั้งก่อนมากนัก ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อโน้มไปทางด้านสูงเล็กน้อย โดยในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวและปัจจัยการผลิตในประเทศตึงตัวขึ้นโดยเฉพาะในตลาดแรงงานการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าอาจเพิ่มขึ้นบ้างเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

 

Money Market

          -  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์-อังคาร (12-16 เม.ย.) ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันศุกร์สวนทางกับค่าเงินของเอเซียส่วนใหญ่ที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งสอดคล้องกับการที่วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียอื่นๆส่วนใหญ่ลดลง ทั้งนี้วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปี 2556 เพิ่มเป็น 5.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 4.9% ส่วนปี 2557 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% สูงขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ในระดับ 4.8% อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทอ่อนลงในช่วงตลาดสหรัฐฯ โดยในวันจันทร์ค่าเงินบาทยังคงอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯจากการที่ความต้องการถือสกุลเงินความเสี่ยงต่ำเข่นเยนและดอลลาร์สหรัฐฯมีมากขึ้น อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทในวันอังคารแข็งขึ้นเนื่องจากแรงขายดอลลาร์สหรัฐฯและเยนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้น

          -  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์-อังคาร (12-16 เม.ย.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันศุกร์ทั้งนี้ปัจจัยเรื่องการประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปที่ดับลินเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำมีมากขึ้นในวันนี้ ทั้งนี้ค่าเงินเยนยังคงแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันจันทร์ โดยปัจจัยจากการที่จีดีพีจีนไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงและต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ส่งผลให้ความต้องการถือสกุลเงินความเสี่ยงต่ำมีมากขึ้น อย่างไรก็ดีในวันอังคารค่าเงินเยนอ่อนลงเนื่องจากนักลงทุนเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้น

          -  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์-อังคาร (12-16 เม.ย.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันศุกร์ก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป โดยนักลงทุนกังวลเรื่องวิกฤติหนี้ในยุโรปมากขึ้น โดยที่ประชุมจะมีการพูดกันเกี่ยวกับ ไซปรัส กรีซ และ สโลเวเนีย ทั้งนี้ค่าเงินยูโรยังคงอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันจันทร์จากการที่นักลงทุนถือสกุลเงินความเสี่ยงต่ำมากขึ้น อย่างไรก็ดีคาเงินยูโรแข็งขึ้นในวันอังคารจากการที่นักลงทุนขายเยนและดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้น

 

Capital Market

          -  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์-อังคาร ( 12-16 เม.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดลดลงในวันศุกร์จากการที่ตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯเดือนมีนาคมหดตัวลงอย่างไม่คาดหมาย สำหรับในวันจันทร์ดัชนีดาวโจนส์ลดลงถึง 1.79%จากการที่เศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้าและต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ สำหรับในวันอังคารดัชนีดาวโจนส์สูงขึ้นจากการที่รายงานผลประกอบการบริษัทในตลาดหุ้นออกมาในทางบวก

          -  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันศุกร์-อังคาร (12-16 เม.ย.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 0.47% ในวันศุกร์ซึ่งคาดว่าเป็นการขายหุ้นออกมาหลังจากดัชนีฯเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่องโดยนับจากวันพฤหัสที่ 4 เมษายนถึงพฤหัสที่ 11 เมษายนดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 9.6% จากผลของการดำเนินมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น สำหรับดัชนีเซี่ยงไอ้คอมโพสิตวันศุกร์ปิดตลาดลดลง 0.58% โดยดัชนีถูกกดดันจากการลดลงของหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์ สำหรับในวันจันทร์ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมได้รับปัจจัยลบจากการที่ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกปีนี้ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ โดยสำนักงานสถิติของจีนรายงานว่าเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกขยายตัว 7.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ และต่ำกว่าไตรมาสที่ 4 ปีก่อนที่ขยายตัว 7.9% โดยปิดตลาดวันจันทร์ดัชนีนิกเกอิ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งลดลง 1.55%,1.12% และ 1.43% ตามลำดับ สำหรับในวันอังคารดัชนีตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมยังได้ปัจจับลบจากการที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่าที่คาดโดยดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 0.41% ดัชนีฮั่งเส็งลดลง 0.46% สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเพิ่มขึ้น 0.59%จากการที่นักลงทุนมองว่าทางการจีนอาจยังไม่ออกมาตรการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว

          -  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันศุกร์ (12 เม.ย.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้สวนทางกับดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเซีย โดยมีแรงซื้อเข้ามามากในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยในช่วงบ่ายดัชนียังคงทรงตัวอยู่ในแดนบวกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 10.51 จุด

 

          โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 17 เมษายน 2556

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday946
mod_vvisit_counterAll days946

We have: 944 guests online
Your IP: 216.73.217.99
Mozilla 5.0, 
Today: May 14, 2026

4745456