|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/06/53
|
|
|
|
|
Wednesday, 23 June 2010 11:57 |
|
Market Recap and Trend: SET อาจเริ่มพักฐานบ้างหลังปรับขึ้นแรงเมื่อวานนี้โดยมีแนวรับ ที่บริเวณ 800 จุด SET เคลื่อนไหวแคบๆ ในกรอบเมื่อวานนี้หลังจากปรับสูงขึ้นแรงก่อนหน้า ปิดตลาด ปรับลดลง 0.25% ที่ 804.13 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นต่อเนื่อง 22,476 ล้านบาท โดย นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 334 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะพักฐานตาม ตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้น Dow Jones และราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเมื่อคืนที่ผ่านมา สำหรับตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนที่ผ่านมาปรับลดลงแรง 1.43% หลังจากตัวเลขยอดขาย บ้านแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สำหรับการประชุม FOMC ในวันที่ 22-23 มิ.ย.นี้ คาดว่า FED จะยังคงอัตราดอกเบี้ยใกล้ระดับ 0% ต่อไป ขณะที่ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงอีกครั้งแสดงให้เห็นถึง ความกังวลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจยุโรป ขณะที่ FITCH มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ของธนาคารขนาดใหญ่ในยุโรป อย่าง BNP ทั้งนี้เรามองแนวรับทางเทคนิคที่บริเวณ 800 จุด เป็นแนวรับแรก และแนวรับถัดไปที่ 792 จุด
Investment Strategy: แม้จะมีการพักฐานระยะสั้นๆ บ้าง แต่ยังมองเป้าหมายระยะสัปดาห์ที่ 820 จุดต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความเสี่ยงการพักฐานระยะสั้นที่บริเวณ 800 +/- จุด เราคงให้เป้าหมายการ ปรับสูงขึ้นระยะสัปดาห์ที่ 820 จุดต่อเนื่อง จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดย ธปท.มี โอกาสปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขึ้นจาก 4.3-5.8% เป็น 4.3-6.3% ในการประชุมวันที่ 23 ก.ค.นี้...ทั้งนี้เรามองว่าการปรับลดลงของ SET ในระยะสั้น จะเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้น อีกครั้งบริเวณแนวรับ 792-800 จุด ขณะที่เราคงแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของ พอร์ตต่อไป สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดกลาง แนะนำเก็งกำไร CK ที่คาดว่าจะมีการเปิดซองรถไฟฟ้าสัญญา 1 และ 2 ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่ง CK เป็นตัวเก็งที่จะ ชนะประมูลสัญญาใดสัญญาหนึ่ง ทั้งนี้เราให้มูลค่าพื้นฐาน CK ที่ 6.92 บาท CK – คาดชนะประมูลรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน สัญญา 1 หรือ 2 ซึ่งคาดว่าจะเปิดซองภายใน สัปดาห์หน้า โดยเราให้มูลค่าพื้นฐาน CK ที่ 6.90 บาท KCE – คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดี ตามความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น
Futures Strategy : สถานะ LONG ได้เปรียบต่อเนื่อง แนะนำ ถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 556 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivatives Strategy)
AUTO : เพิ่ม MAKRO เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ต่ำกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +2.9% (Update วันที่ 21 มิ.ย. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน -2.9% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 0.5% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +182% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา ผลตอบแทน +13% อยู่ 150% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน สูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +5.5%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปีนี้ และ 50% ปีหน้า และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จากโครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1.43% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด ลดลง 1.61% ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซา ขณะที่หุ้นธุรกิจสร้างบ้านถูกเทขายอย่างหนัก หลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่ายอดขายบ้านมือ สองเดือนพ.ค.ดิ่งลง 2.2% สู่ระดับ 5.66 ล้านยูนิต/ปี บ่งชี้ว่ากลุ่มผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐยัง คงมีท่าทีระมัดระวังแม้รัฐบาลประกาศใช้นโยบายสร้างแรงจูงใจ รวมถึงการลดหย่อนภาษีก็ตาม ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงหลังจากมีรายงานว่า คณะทำงานของประธานาธิบดีบารัค โอ บามา พยายามบังคับใช้กฎหมายห้ามขุดเจาะน้ำมันบริเวณเขตน้ำลึกนอกชายฝั่งเม็กซิโก หลัง จากเหตุการณ์ระเบิดที่แท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัทบีพีส่งผลให้เกิดน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ จนทำให้บี พีเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากทั้งในด้านงบประมาณรายจ่ายและการแก้ไขปัญหาน้ำมันรั่ว โดยจนถึงขณะนี้บริษัทบีพีสูญเงินไปแล้ว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากเหตุน้ำมันรั่วไหลในอ่าว เม็กซิโก ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.ค. ปิดลดลง 61 เซนต์ หรือ 0.78% มาปิดที่ 77.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้รับแรงกดดันจากกระแสตอบ รับข่าวธนาคารกลางจีนยืดหยุ่นค่าเงินหยวนเริ่มแผ่วลง ขณะที่นักลงทุนมองว่าการยืดหยุ่นค่าเงิน หยวนที่อาจนำไปสู่การปรับขึ้นค่าเงินหยวนในวันข้างหน้านั้น จะส่งผลให้ยอดส่งออกของจีนลดน้อย ลง และทำให้ราคาน้ำมันดิบในจีนพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของจีนด้วย นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ ของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่ายอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ค.ดิ่งลง 2.2% สู่ระดับ 5.66 ล้านยูนิต/ ปี ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเยน เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเปราะบางใน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิด เผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนพ.ค.ดิ่งลง 2.2% สู่ระดับ 5.66 ล้านยูนิต/ปี ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 54 จุดมาที่ 2547 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
News Comment AP : เล็งปรับยอดขายเกิน 2 หมื่นล้านบาท นายวิทการ จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์การตลาด เปิดเผยว่า บริษัทอาจจะปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายปีนี้สูงขึ้นจากเดิมตั้งไว้ประมาณ 20 พันล้านบาท เนื่อง จากครึ่งปีหลังของปีนี้บริษัทมีแผนที่จะเปิดโครงการแนวราบใหม่เพิ่มขึ้นและเชื่อว่ากำลังซื้อของ ลูกค้ายังสูงอยู่ (ที่มา : ข่าวหุ้น)
ความเห็นและคำแนะนำ : เราประเมินว่า แนวโน้มของผู้บริหารที่อาจจะปรับเป้ายอดขายปีนี้เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากการ ขายโครงการแนวราบที่ดีขึ้นในช่วง 2Q53 โดยเฉพาะภายหลังที่การชุมนุมทางการเมืองได้ยุติ ลง โดยที่ยอด Pre-Sale นับตั้งแต่ต้นไตรมาส 2Q53 จนถึงปัจจุบันของบริษัท เท่ากับ 2.1 พัน ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 1.6 พันล้านบาทและโครงการคอนโดมิเนียม 500 ล้านบาท ซึ่งเรามองว่ายอด Pre-Sale โครงการแนวราบใน 2Q53 ถือว่ากลับมาสู่ยอด Pre-Sale ในระดับ ปกติซึ่งอยู่ที่ 1.5-1.6 พันล้านบาทต่อไตรมาส และเป็นตัวเลขที่ดีกว่า 1Q53 เท่ากับ 1 พันล้าน บาท สาเหตุหลักเกิดจากการเปิดโครงการแนวราบใหม่เพิ่มมากขึ้นตามแผนงานที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ต้นปีและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าโครงการ ดังนั้นหากการขายโครงการแนวราบใน ช่วง 3Q53 จนถึงต้น 4Q53 ยังดีต่อเนื่องจาก 2Q53 แนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการ ผลประกอบการปี 53 ของบริษัทมีความเป็นไปได้เนื่องจากการรับรู้รายได้จากโครงการแนวราบมี ระยะเวลาที่สั้นเพียง 4-6 เดือน คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าพื้นฐาน 7.20 บาท
News Brief SITHAI คาดปีนี้กำไรสุทธิสูงกว่าปีก่อน,รุกผลิตสินค้ามาร์จิ้นสูง SITHAI คาดกำไรสุทธิปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว แม้มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานพลาสติก เมื่อกลาง เดือนมิ.ย. ขณะที่รุกผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีมาร์จิ้นสูง และ ยังมีความต้อง การใช้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ผู้บริหารคาดผลประกอบการไตรมาส 2/53 อาจขาดทุนสุทธิ หลังรับรู้ความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ โรงงานดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท แต่เมื่อได้รับ เงินประกันในช่วงครึ่งปีหลังก็จะผลักดันผลประกอบการให้เติบโตได้ในปีนี้ ขณะเดียวกันคาด ว่ายอดขายปีนี้เติบโต 17-18% มาที่ 5.64 พันล้านบาท จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ฝาปิด ขวดน้ำ ขณะที่สินค้าบรรจุภัณฑ์และแท่นรองสินค้า(pallet) รวมถึง ผลิตภัณฑ์เมลามีนเติบโต มาก โดยเฉพาะในอาเซียน จนทำให้ผลิตไม่ทันกับคำสั่งซื้อ ส่วนหนึ่ง เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ เติบโตและได้รับประโยชน์ภาษีจากเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) (รอยเตอร์)
|
Comments