Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 24/06/53
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 24/06/53 PDF Print E-mail
Thursday, 24 June 2010 09:23

Market Recap and Trend: การปรับลดลงของราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน
ต่อเนื่องวันนี้
แม้ว่า SET จะเปิดตลาดปรับลดลงตามตลาดหุ้นต่างประเทศแต่ด้วยแรงซื้อหุ้นที่มีเข้า
มาในช่วงบ่ายจากการฟื้นตัของตลาดหุ้น Dow Jones Futures ส่งผลให้ SET ปรับสูงขึ้น
0.30% ปิดตลาดที่ 806.52 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นต่อเนื่อง 22,972 ล้านบาท โดย
นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 346 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะถูกกดันจากการ
ปรับลดลงของราคาน้ำมันเกือบ 2% เมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่
เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เมื่อคืนนี้ มองกรอบการเคลื่อนไหวที่ 800-807 จุด โดยตลาดหุ้น
Dow Jones ปิดตลาดทรงตัวจากวันก่อนหน้า โดยตัวเลขยอดขายบ้านใหม่ปรับลดลงต่ำกว่าที่
ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่ FED มีมุมมองที่ไม่ดีนักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และมีมติคงอัตรา
ดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25% เหมือนเดิม โดยจากโพลล์ล่าสุดคาดการณ์ว่า FED จะปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยในช่วง 1Q54 ซึ่งช้ากว่าประมาณการเดิมที่คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 4Q53

Investment Strategy: แนะนำถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง...เก็งกำไรกลุ่มหุ้น
ขนาดกลาง ทยอยสะสมกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่
เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง โดยคงเป้าหมายการปรับ
สูงขึ้นระยะสัปดาห์ที่บริเวณ 820 จุด ต่อเนื่อง และให้เป้าหมาย SET อิงวิธี Bottom Up ที่ 920
จุด ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้เราแนะนำนักลงทุนเข้า Trading กลุ่มหุ้นขนาดกลางที่คาดว่า
ผลการดำเนินงาน 2Q53 จะออกมาดี และทยอยสะสมกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ในช่วงที่ราคาอ่อนตัว
เพื่อลงทุนระยะสัปดาห์ไปที่ 820 จุด โดยเน้นหุ้นในกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, BANPU)
ธนาคาร (BBL, KBANK, TCAP) และปิโตรเคมี (PTTCH, SCC) เป็นหลัก...สำหรับกลุ่มหุ้น
ขนาดกลางแนะนำวันนี้ ได้แก่
CK – เก็งกำไรต่อเนื่อง คาดชนะประมูลรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน สัญญา 1 หรือ 2 ซึ่งคาดว่า
จะเปิดซองภายในสัปดาห์หน้า โดยเราให้มูลค่าพื้นฐาน CK ที่ 6.90 บาท
HANA – คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดี ตามการฟื้นตัวของธุรกิจผลิตชิ้นส่วน
อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก มีโอกาสปรับประมาณการขึ้นหลังประกาศงบ 2Q53

Fu tures Strategy :
สถานะ LONG ได้เปรียบต่อเนื่อง แนะนำ ถือ สถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่
556 จุด (ถ้าปิดไปแล้วเมื่อวาน แนะนำ Wait & See ไปก่อน)

AUTO :
เพิ่ม KSL และ DELTA เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ต่ำกว่าอัตรา
ผลตอบแทน SET ที่ +2.9% (Update วันที่ 21 มิ.ย. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน -2.9% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 0.5% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +182% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา
ผลตอบแทน +13% อยู่ 150% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน
สูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +5.5%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย
สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี
ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ
บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก
เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง
100% ปีนี้ และ 50% ปีหน้า และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จาก
โครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.05% ขณะที่ดัชนี
S&P 500 ปิดลดลง 0.30% ได้ปัจจัยบวกจากการที่เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น
(fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25% โดยมีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวขึ้น
นอกจากนี้ เฟดส่งสัญญาณว่าอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลต่อการแสดง
ความคิดเห็นของเฟดที่ว่า วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมี
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น พร้อมกับชี้ว่าสภาวะในตลาดการเงินกำลังส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัว
ของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการปล่อยกู้ของภาคธนาคารหดตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิดลดลง
1.50 ดอลลาร์ มาปิดที่ 76.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นักลงทุนเทขายสัญญาน้ำมันดิบหลังจาก
สำนักงานสารนิเทศด้านพลังงาน (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่
18 มิ.ย. พุ่งขึ้น 2 ล้านบาร์เรล ประกอบกับปัจจัยลบจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอด
ขายบ้านใหม่ประจำเดือนพ.ค.ร่วงลง 32.7% มาอยู่ที่ระดับ 300,000 ยูนิต/ปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด
เป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาดูท่าทีของรัฐบาลสหรัฐที่พยายามบังคับใช้กฎหมาย
ห้ามขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง โดยนายโรเบิร์ต กิบส์ โฆษกทำเนียบขาวเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐ
เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลในเมืองนิวออร์ลีนส์ เพื่อขอให้ศาลบังคับใช้กฎหมายห้ามขุดเจาะน้ำมัน
ในพื้นที่น้ำลึกเป็นเวลา 6 เดือน
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ดอลลาร์ร่วงลงหลังจากเฟดตัดสินใจคงอัตรา
ดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25% ในการประชุมครั้งล่าสุดพร้อมกับส่ง
สัญญาณว่าอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนกังวลว่า
การคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำไว้นานเกินไปอาจทำให้สินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์มีมูลค่า
น้อยลงและไม่น่าดึงดูดใจ
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 32 จุดมาที่ 2515 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร
ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม
อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง
เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12%
ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวนกอง
เรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน

News Comment
Economic News
• คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย
ระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0 - 0.25% โดยมีเป้าหมายที่จะพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัว
ขึ้น และส่งสัญญาณว่าอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ จาก
ข้อมูลที่คณะกรรมการเฟดได้รับเมื่อไม่นานมานี้ บ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ 'ยังคง
ดำเนินต่อไป' ขณะที่ตลาดแรงงานค่อยๆปรับตัวดีขึ้น ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มที่จะอยู่
ในระดับต่ำต่อไป ในส่วนของตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนนั้น ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ถูก
จำกัดด้วยอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลมีการขยายตัวปานกลาง และการ
ปล่อยกู้ของภาคธนาคารยังคงปรับตัวลดลง นอกจากนี้เฟดยังกล่าวด้วยว่า วิกฤตหนี้สาธารณะของ
ยุโรปส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น พร้อมกับชี้ว่าสภาวะในตลาด
การเงินกำลังส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการปล่อยกู้ของภาค
ธนาคารหดตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เฟดคาดว่าราคาสินค้าเริ่มมี
เสถียรภาพเนื่องจากอัตราการนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ (resource utilization) ปรับ
ตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งทำให้เฟดเชื่อมั่นว่าแม้เศรษฐกิจฟื้นตัว หรือ เริ่มมีเสถียรภาพ แต่
ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ราคาพลังงานและสินค้า
โภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆปรับตัวลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มลดลง (ที่มา: อินโฟเควสท์)
• ธ.กลางจีนทำตามคำมั่นปรับค่าหยวน กำหนดค่ากลางการค้าเงินที่แข็งค่าขึ้น โดยได้
กำหนดอัตราค่ากลางในการซื้อขายเงินหยวนอย่างเป็นทางการ ที่ระดับ 6.7980 หยวน ต่อ
1US$ หรือแข็งขึ้น 0.43 เปอร์เซนต์ เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันจันทร์ (21 มิ.ย.) 6.875
หยวน ต่อ 1US$ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 5 ปี (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์)

การปรับขึ้นค่าเงินหยวน
ทางการจีนประกาศเพิ่มความยืดหยุ่นค่าเงินหยวนที่ระดับ 6.8275 หยวนต่อ US$ โดยให้
ค่าเงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวในแต่ละวันได้ไม่เกินกรอบบวกหรือลบ 0.5 % เมื่อเทียบกับเงิน
US$ จากค่ากลางดังกล่าว และไม่เกินกรอบบวกหรือลบ 0.3 % เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร เยน
ดอลลาร์ฮ่องกง และเงินปอนด์ (สกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่เงินดอลลาร์) และจะดูแลการปรับเพิ่มค่าเงิน
หยวนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การปรับเพิ่มค่าเงินหยวนแบบฉับพลัน (No One-Off
Revaluation) เพื่อลดแรงกดดันจากชาติสมาชิก จี-20 ทั้งแอฟริกาใต้ บราซิล สหรัฐฯและ
สหภาพยุโรป ที่อาจใช้เวลาในการประชุมกลุ่มจี -20 (วันที่ 26-27 มิถุนายน) เรียกร้องให้จีนปรับ
เปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินใหม่
• การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นผลบวกต่อประเทศจีน ในการช่วยลดแรงกดดันต่อการ
เร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีอัตราการเติบโตและมีการเกินดุลบัญชีเดิน
สะพัดในระดับที่สูง การเพิ่มความยืดหยุ่นของเงินหยวนจะเป็นการสะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจของ
จีนที่มากขึ้น
• ค่าเงินหยวนแข็งค่าส่งผลด้านบวกต่อเศรษฐกิจโลก ธปท. มองว่าการปรับค่าเงินหยวน
ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จะช่วยภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีขึ้น
เนื่องจากผู้ประกอบการหลายประเทศ สามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายยังจีนได้มากขึ้น ซึ่งจีน
เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ อยู่ในช่วงของการพัฒนาจึงมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อ
การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ขณะที่ภาคการส่งออกของไทยก็จะได้ประโยชน์ด้วย จากปัจจุบันมี
สัดส่วนการส่งออกไปจีนประมาณ 12% ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด
• ผลบวกต่อภาคท่องเที่ยวไทย หากหยวนแข็งค่าเทียบกับบาทนอกจากจะส่งผลบวกต่อ
ภาคส่งออกไปจีนแล้วยังส่งผลบวกต่อภาคท่องเที่ยวไทย เนื่องจากจีนมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวมายัง
ไทยสูงถึง 7% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดและมีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นในแต่ละปี
• สศช. ให้คำแนะนำ นักลงทุนไทยควรเข้าไปมีส่วนร่วมการลงทุนในประเทศจีนมากขึ้น
การยืดหยุ่นค่าเงินหยวนจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในจีนมากขึ้น ส่งผลดีให้เกิดการจ้าง
งานในประเทศจีน เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจจีนในระยะยาวและค่าเงินหยวนจะมีความเป็นสากล '
• ตลาดคาดการณ์เงินหยวนมีโอกาสแข็งค่า 2-3% ในปี 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งการแข็งค่า
จะส่งผลดีต่อสกุลเงินในภูมิภาคให้แข็งค่าขึ้นตาม โดยเฉพาะ สิงคโปร์ดอลล่าร์ ริงกิต วอน รวมถึง
ค่าเงินบาทรวมถึงปัจจัยบวกต่อการลงทุนของสินทรัพย์ในเอเชีย ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เช่น ถ่านหิน น้ำมัน เหล็ก รวมถึงสินค้าเกษตร
• แนวโน้มกระแสเงินทุนจะไหลเข้าสู่จีนและเอชีย เปิดโอกาสการเก็งกำไรในค่าเงินและ
ตลาดทุนเป็นการคาดหวังผลตอบแทนในทั้งรูปแบบลงทุนในหุ้นและการแข็งค่าของเงินหยวน ใน
ด้านปัญหากระแสทุนที่ไหลเข้าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสกุลเงินในภูมิภาคที่อาจถูกใช้เป็นสกุล
ที่ 3 เพื่อใช้เก็งกำไรในค่าเงินหยวน และค่าเงินบาทอาจมีแนวโน้มผันผวนทางแข็งค่าได้ในระยะ
สั้นจากนี้

Industry News
ฟอร์ดทุ่ม2หมื่นล้านยึดไทยฐานผลิต
“ฟอร์ด” เดินหน้าแผนลงทุนขยายสายการผลิตรถยนต์ในไทยอีก 2 หมื่นล้านบาทใช้เป็น
ฐานผลิตป้อนตลาดเอเชีย รองรับความต้องการที่สูงขึ้นนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้า
ไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยภายหลังนายโจเซฟ อาร์ ไฮนริกส์ ประธานฟอร์ดเอเชีย-แปซิฟิก และ
แอฟริกา และ รองประธานอาวุโส บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าพบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วานนี้ (23 มิ.ย.) ว่า ผู้บริหารฟอร์ด มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์
จากสหรัฐ ยังมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย แม้ว่าจะกังวลต่อปัญหาการเมืองและปัญหามาบ
ตาพุดก็ตาม โดยยืนยันลงทุนตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อผลิตรถยนต์แบบใหม่ที่ไม่เคยผลิตมาก่อน
ความเห็น: ประเด็นข่าวดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นบวกต่อเนื่องของกลุ่มชิ้นส่วนยาน
ยนต์ แสดงถึงแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรม สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่คาดว่าจะได้
รับประโยชน์ ได้แก่ SAT STANLY TSC มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม AAT(Ford Mazda)
ประมาณ 6-7%)รองลงมาคือ AH มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม AAT ประมาณ 5%)
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการใน 2Q53 คาดว่าชะลอตัว QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลซึ่ง
เป็น Low season แต่เทียบ YoY คาดยังเติบโตดีต่อเนื่อง หากพิจารณาจากตัวเลขยอดผลิตใน
เดือนเมษายน – พ.ค ที่เติบโตถึง 105%YoY มองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองไม่มี
ผลกระทบอย่างมีนัย เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ประกาศหยุดการผลิต
เพียงแค่ 2 วันในช่วงเดือน พ.ค. และจากยอดผลิตที่ฟื้นตัวโดดเด่นใน 5 เดือน ถึง 97% ทำให้
ทางสภาอุตสาหกรรมมีการปรับเป้าผลิตรถยนต์ในปีนี้จากเดิมที่ ที่ 1.4 ล้านคันเป็น 1.6 ล้านคัน
หรือเติบโตถึง 60%YoY ซึ่งสูงกว่าประมาณการอนุรักษ์นิยมของเราที่1.4ล้านคัน ซึ่งมีโอกาสที่
เราจะปรับเพิ่มประมาณการ ซึ่ง ตลาดรถกระบะและรถจักรยานยนต์ ได้รับผลบวกจากราคา
สินค้าเกษตรในปี 53 ที่สภาหอการค้าไทยประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15%YoY ช่วยเพิ่มกำลัง
ซื้อผู้บริโภคและหนุนยอดขาย ในขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลคาดว่าจะได้แรงหนุน
จากกระแสรถประหยัดพลังงาน เริ่มมีการผลิต โมเดลใหม่ได้แก่ B-Car ของ MAZDA และ
Eco-Car ของลูกค้านิสสัน ทั้งนี้จากยอดผลิตที่ฟื้นตัวโดดเด่นใน 5 เดือนแรก
คงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” ด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัวแข็ง
แกร่งในปี 53 ซึ่งคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มจะเติบโต 65%YoY (ไม่รวม YNP) แนะ
นำ “ซื้อ” STANLY (มูลค่าพื้นฐาน 161.20 บาท) และ SAT (มูลค่าพื้นฐาน 21.40 บาท) ส่วน
AH เราแนะนำเก็งกำไร (มูลค่าพื้นฐาน 10.80 บาท)

Company News
KSL: ราคาโมลาสปรับสูงขึ้นกระทบปริมาณการผลิตเอทานอล (คงคำแนะนำ เก็งกำไร
มูลค่าพื้นฐาน 13.00 บาท)
ราคาวัตถุดิบโมลาสได้ปรับขึ้น 56%YoY ในช่วง 1H53 และยังไม่มีแนวโน้มชะลอตัว
จึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเอทานอลให้สูงกว่าราคาขาย ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการผลิต ขณะที่
ราคาขายเอทานอลกลับเริ่มทรงตัวที่ประมาณ 23 บาทต่อลิตรเนื่องจากตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ ซึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมันที่มีอำนาจในการต่อรองสูง ขณะที่ปริมาณการใช้เอทานอลถูกจำกัดด้วย
จำนวนปั๊มน้ำมันที่ไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ในระยะ 12 เดือน ข้างหน้าเรา
มองว่ามีโอกาสสูงที่ KSL เลือกที่จะขายโมลาสมากกว่าการนำมาผลิตเป็นเอทานอลเนื่องจากให้
ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้เราตัดสินใจปรับลดสมมติฐานปริมาณการขายเอทานอลปี 53-54 ลง
43-44% จากสมมติฐานเดิม โดยคาดว่าธุรกิจเอทานอลจะมีกำไรเพียง 5 ล้านบาทใน 2H53
เทียบกับ 65 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก
เราปรับลดประมาณการกำไรปี 53-54 ลง 10-14% สะท้อนราคาวัตถุดิบโมลาสที่ปรับ
สูงขึ้นจนกระทบต่อต้นทุนการผลิตเอทานอลซึ่งจะกดดันต่อกำไรสุทธิใน 2H53 รวมถึงกระทบกับ
แผนการขยายกำลังการผลิตเอทานอลในปี 54 อย่างไรก็ตามเราคาดว่าผลการดำเนินงานผ่านจุด
ต่ำสุดไปแล้วใน 2Q53 ที่ผ่านมา และมีโอกาสกลับมาเติบโตก้าวกระโดดในปี 54 หลังการเปิดใช้
โรงงานน้ำตาลที่บ่อพลอย จึงคงคำแนะนำ “เก็งกำไร”                






Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1027
mod_vvisit_counterAll days1027

We have: 1024 guests online
Your IP: 216.73.216.242
Mozilla 5.0, 
Today: Jul 03, 2026

4349560