|
Market Recap and Trend: SET มีแนวโน้มเคลื่อนไหว Sideways วันนี้...แต่ระยะสัปดาห์ มีลุ้นปรับสูงขึ้นไปที่ 820 จุด SET ปรับสูงขึ้นตั้งแต่เปิดตลาด และซื้อขายในแดนบวกตลอดวันปิดตลาดปรับสูงขึ้น 1.36% ที่ 804.40 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายปานกลาง 17,143 ล้านบาท โดยการปรับสูงขึ้น ของ SET เมื่อวานนี้เป็นการขึ้นกระจายในหุ้นหลายๆกลุ่ม โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาขายหุ้น สุทธิ 505 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบ Sideways ใน กรอบ 800-808 จุด ขณะที่เราคงมุมมองเชิงบวกในระยะสัปดาห์โดยมองเป้าหมายการปรับสูง ขึ้นไปที่ 820 จุดเป็นเป้าหมายแรก ทั้งนี้ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับลดลงเล็กน้อย 0.05% เมื่อ คืนที่ผ่านมา นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับลดลง US$0.61/บาร์เรล เมื่อคืนนี้ สำหรับการประชุม ครม.วันนี้จะมีการพิจารณาต่ออายุมาตรการตรึงราคา LPG, NGV, ค่า FT, ค่ารถเมล์, รถไฟ, และค่าไฟฟ้า ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะทำให้อัตราเงินเฟ้อยังไม่เพิ่มสูงขึ้น เร็วนักในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยเราคาดว่า ธปท.อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นเพียง 0.25% ในปีนี้ จาก เดิมที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้น 0.50% ภายในปีนี้
Investment Strategy: แม้ SET จะแข็งแกร่ง แต่ยังจำเป็นต้องมีจุด Trailing Stop เพื่อจำกัดจุดขาดทุนต่อเนื่อง SET มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องวันนี้ โดยมีแนวต้านทางเทคนิคที่บริเวณ 808-810 จุด ทั้งนี้เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง แต่ยังจำเป็นต้องตั้งจุด Trailing Stop ที่ 792 จุดไว้ต่อเนื่องเพื่อจำกัดจุดขาดทุน โดยในกรณีที่ SET ปิดตลาดต่ำกว่า จุด Trailing Stop ที่ 792 จุด เราแนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% จาก ปัจจุบันที่ 80% ของพอร์ต...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำ เราคงเน้นการเข้าสะสมกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ใน กลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, BANPU) ธนาคาร (BBL, KBANK, TCAP) และปิโตรเคมี (PTTCH,SCC) ต่อเนื่อง...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ PTT – ซื้อ คาดผลการดำเนินงานขยายตัวสูงเฉลี่ย 35% ในปี 53-54 ซื้อขายที่ระดับ P/E ต่ำเพียง 8.8 เท่าปีนี้ และ 6.6 เท่าปีหน้า ต่ำกว่า P/E ตลาด TCAP – ซื้อ กำไรขยายตัวสูง อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นเติบโตดี
Fu tures Strategy : LONG กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง แนะนำเปิดสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 553 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO : เพิ่ม AP, CPF, CCET, และ HANA เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +1.3% สูงกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +0.2% (Update วันที่ 28 มิ.ย. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +1.3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน +0.2% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 1.1% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +186% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา ผลตอบแทน +13% อยู่ 152% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน สูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +4.9%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปีนี้ และ 50% ปีหน้า และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จาก โครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.05% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด ลดลง 0.20% นกลุ่มพลังงานถูกเทขายหลังจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดปรับตัวลงไม่มากนักเพราะตลาดได้แรง หนุนหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงาว่า ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคเดือนพ.ค.ปรับตัวเพิ่ม ขึ้น 0.2% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 0.4% และอัตราการออมของผู้บริโภคพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิดลดลง 61 เซ็นต์ หรือ 0.77% มาปิดที่ 78.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของ สหรัฐรายงานว่า พายุอเล็กซ์ มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ-ตะวันตกเฉียงเหนือในอีกไม่กี่ วันข้างหน้า ซึ่งเส้นทางดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าว เม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติเตือนว่า พายุอเล็กซ์อาจทวีความรุนแรงกลายเป็น พายุเฮอริเคนลูกแรกในมหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้ และจะพัดขึ้นสู่พรมแดนระหว่างรัฐเท็กซัสของ สหรัฐและประเทศเม็กซิโกในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีนี้ ยุโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ นักลงทุนวิตกังวลเกี่ยวกับสถานะด้านการเงินของ ธนาคารพาณิชย์ในยุโรป เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องเร่งระดมทุนเพื่อชำระคืนหนี้มูลค่ารวม 4.42 แสนล้านยูโร หรือ 4.455 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับธนาคารกลางยุโรปในวันพฤหัสบดี นี้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้สถานะเงินทุนและสภาพคล่องของธนาคารได้รับผลกระทบ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้แรงหนุนหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการใช้ จ่ายผู้บริโภคเดือนพ.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ขณะ ที่รายได้ส่วนบุคคลเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 0.4% และอัตราการออมของผู้บริโภคพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุด ในรอบ 8 เดือน ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 19จุดมาที่ 2482 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทาน กองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
News Comment Economic News • นายสมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผย ว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพ.ค.53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่า ดัชนีผลผลิต (มูลค่าเพิ่ม) อยู่ที่ระดับ 184.94 เพิ่มขึ้น 15.9% จากระดับ 159.57 ส่วนดัชนีการส่งสินค้า อยู่ที่ ระดับ 186.29 เพิ่มขึ้น 18.4% จากระดับ 157.39 ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง อยู่ที่ระดับ 189.17 เพิ่มขึ้น 5.4% จากระดับ 179.54 ดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 117.30 เพิ่มขึ้น 8.3% จากระดับ 108.32 ดัชนีผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ ระดับ 139.53 เพิ่มขึ้น 2.9% จากระดับ 135.65 โดยอัตราการใช้กำลังการผลิต อยู่ที่ 64.0% สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลต่อการขยายตัวที่สำคัญประกอบด้วย การผลิตน้ำดื่ม, ยานยนต์, Hard disk drive, การแปรรูปสัตว์น้ำ, การผลิตเหล็ก (ที่มา-อินโฟเควสท์) • ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นในเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นในอัตราต่อปีที่ชะลอตัวที่สุด ในรอบ 4 เดือน ท่ามกลางสัญญาณที่ว่าการบริโภคที่ได้รับแรงผลักดันจากมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจอาจเบาบาง ลง ขณะที่คาดว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่นำโดย การส่งออกจะชะลอตัวลงในไตรมาสต่อๆไป ทั้งนี้กระทรวงเศรษฐกิจ, การค้าและอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือน พ.ค.จากปีก่อนซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ เดือนม.ค.หลังปรับตัวขึ้น 4.9% ในเดือนเม.ย. ซึ่ง เป็นการเพิ่มขึ้นต่อปีสูงสุด นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 1997 นอกจากนี้ ข้อมูลยังบ่งชี้ด้วยว่า ยอดขาย ผลิตภัณฑ์ปรับตัวได้ดีเพราะการอุดหนุน ของรัฐบาลกำลังเริ่มที่จะชะลอลง ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ เพิ่มขึ้น 13.3% ในเดือนพ.ค.จากปีก่อน แต่ชะลอตัว ลงหลังเพิ่มขึ้น 19.5% ในช่วง 2 เดือนก่อน หน้า ขณะที่ยอดขายเครื่องจักรและ อุปกรณ์ซึ่งรวมถึงทีวีจอแบนมีการขยายตัวชะลอลงสู่ 5.8% จาก 13.8% ในเดือน เม.ย. ขณะเดียวกัน ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยได้แรงหนุนจาก มาตรการอุดหนุน ของรัฐบาลสำหรับการซื้อรถยนต์, สินค้าอิเล็กทรอนิคและสินค้าคงทนอื่นๆ แต่ นักวิเคราะห์เตือนว่าแรงหนุนนี้กำลังเริ่มที่จะจางหายไป ขณะที่มาตรการอุดหนุนดังกล่าวจะสิ้นสุด ลงในช่วงต่อไปของปีนี้ ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (ที่มา-อินโฟเควสท์)
Company News KSL: ผลผลิตน้ำตาลทั้งอุตสาหกรรมอาจลดลง 15%YoY (เก็งกำไร /มูลค่าพื้นฐาน 13 บาทใน ปี 54) สำนักข่าว Bloomberg อ้างความเห็นนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการ อ้อยและน้ำตาลทราย ต่อปริมาณอ้อยในฤดูเก็บเกี่ยวปี 53/54 (พ.ย. 53 – ต.ค. 54) ซึ่งคาดถึง กรณีเลวร้าย อาจมีผลผลิตอ้อยลดเหลือเพียง 60 ล้านตัน ทำให้ปริมาณผลผลิตน้ำตาลปี 54 ลด เหลือเพียง 6 ล้านตัน ต่ำกว่าประมาณการที่ทำไว้ในเดือนพ.ค.ที่ 6.2-7.0 ล้านตัน และลดลงจาก 6.9 ล้านตันในฤดูเก็บเกี่ยวปี 52/53 หรือลดลงราว 15% โดยสาเหตหลักมาจากปรากฎการณ์ เอ ลนิโน (El Nino) ที่ส่งผลให้เกิดทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมตามมา ซึ่งกระทบต่อผลผลิตอ้อย (ปี นี้ฤดูฝนจะมาช้ากว่าปกติจากเดือนมิ.ย. ไปเป็นต้นเดือนส.ค. ทำให้ฤดูมรสุมที่จะเกิดประมาณ เดือนก.ย.-ต.คของทุกปี จะช่วยซ้ำเติมให้เกิดน้ำท่วมผลผลิตบางส่วนให้เกิดความเสียหาย
ความเห็นนักวิเคราะห์ การเข้าพบผู้บริหาร KSL ในสัปดาห์ก่อน ได้คาดการณ์ว่าโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศปีนี้อาจ มีการเปิดหีบเร็วกว่าปกติ (ปกติเปิดหีบเดือนพ.ย.) ส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ขณะ เดียวกันปริมาณผลผลิตที่เกิดขึ้นจริงยังคงคาดการณ์ได้ยาก อย่างเร็วน่าจะประเมินได้ในช่วง ม.ค. 54 หลังการเปิดหีบอ้อยไปแล้ว อย่างไรก็ตามหากปริมาณผลผลิตอ้อยของทั้งอุตสาหกรรมลด ลงดังข่าว เราเชื่อว่าจะกระทบต่อ KSL ไม่มากเนื่องจากการเปิดใช้โรงงานที่บ่อพลอยในฤดูหีบ อ้อยที่จะถึงนี้ จะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำตาลเพิ่มถึง 23% จากปัจจุบัน และน่าจะทำให้ผลผลิต น้ำตาลโดยรวมในปีบัญชี 54 (พ.ย.53-ต.ค. 54) เพิ่มขึ้น ขณะที่เราตั้งสมมติฐานปริมาณขาย น้ำตาลของ KSL ให้โตเพียง 6% ซึ่งค่อนข้างอนุรักษ์เพื่อสะท้อนความผันผวนของปริมาณผลผลิต อ้อยไว้แล้ว เราคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” สะท้อนโอกาสผลการดำเนินงานช่วง 2H53 ที่เติบโต ต่ำ, ปริมาณผลผลิตอ้อยปี 54 ที่ยังคงคาดการณ์ได้ยาก รวมถึง Upside จากมูลค่าพื้นฐานที่ต่ำ เพียง 6.5% และคงมูลค่าพื้นฐานที่ 13 บาท โดยใช้มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นปี 54 อิงกับ P/BV เป้าหมายระดับ 1.7 เท่าซึ่งเป็นค่ากลางที่ซื้อขายในช่วง 12 เดือน)
LH: แนวโน้ม Presale เดือนมิ.ย. ดีขึ้น (แนะนำซื้อ /มูลค่าพื้นฐาน 6.50 บาทในปี 54) ภายหลังที่ปัจจัยลบความรุนแรงทางการเมืองได้ยุติลง บริษัทมีแนวโน้มเปิดโครงการใหม่ เชิงรุกมากขึ้นในเดือน มิ.ย. 53 ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเปิดขายบ้านสไตล์ใหม่ “I*MODERN” และ ประสบความสำเร็จในระดับที่ช่วยให้ยอด Pre-Sale โครงการแนวราบในเดือน มิ.ย. 53 กลับเข้า สู่ระดับปกติ และการเปิดโครงการใหม่ใน 2H53 จะเป็นแนวทางเชิงรุกต่อเนื่องทั้งรูปแบบ โครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมทั้งในกรุงเทพฯและแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัด ดังนั้น แนวโน้มทั้งยอด Pre-Sale และการรับรู้รายได้จะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2H53 โดยเฉพาะใน 4Q53 ที่เริ่มต้นรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม The Room สุขุมวิท 62 ราคาหุ้น LH ปัจจุบันถือว่ามีระดับ P/E ที่ต่ำกว่าในอดีต ดังนั้นเราคงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าพื้นฐาน 6.50 บาท
BBL: คาดการณ์ผลดำเนินงาน 2Q53 เติบโต 32%YoY (แนะนำซื้อ /มูลค่าพื้นฐาน 144 บาท) จากการเข้าพบเจ้าหน้าที่ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของธนาคารในวันจันทร์ที่ 28 มิ.ย. เรา คาดการณ์ BBL จะมีกำไรสุทธิ 2Q53 ที่ 6.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 32%YoY จาก 1. แม้อัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (loan yield) จะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่สูง ขึ้น แต่ความสามารถการบริหารต้นทุนการเงินส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้น แต่ NIM มีแนวโน้มลดลงราว 10 bps YoY เป็น 2.9% 2. รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามปริมาณสินเชื่อ ธุรกิจ Trade finance และธุรกิจ การขายประกันชีวิตผ่านธนาคาร (Bancassurance) 3. คาดธนาคารมีกำไรพิเศษจากเงินลงทุนราว 2 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จากการขายหุ้น ACL ให้ธนาคารอินดัสเตรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงค์ ออฟ ไชนา (ภายใต้สมมติฐาน BBL มีต้นทุนหุ้น ACL ที่ราคา 6 บาท/หุ้น BBL ขายหุ้น ACL จำนวน 306.26 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 11.50 บาท ทำให้จะมีกำไรจากการขายหุ้น ACL ราว 1.7 พันล้านบาท)
ADVANC: คาดการณ์ผลดำเนินงาน 2Q53 เติบโต 13%YoY (แนะนำซื้อ /มูลค่าพื้นฐาน 94 บาท) เราคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมค่าตัดจำหน่ายจาก DPC ประมาณ 200 ล้านบาท)ใน 2Q53 ที่ 4,685 ล้านบาท ชะลอตัว 10% QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งมีวันหยุดยาว ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ปริมาณการใช้งานต่อเลขหมาย (MOU) ปรับลดลง รวมถึงผลกระทบจาก ประเด็นทางการเมือง ซึ่งมีผลให้รายได้จากการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศ (IR) ปรับลด ลง 20%YoY ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป อย่างไรก็ตามคาดกำไรยังเติบโต 13% YoY ซึ่งรับผลบวกจาก 1. ผลบวกจากกระแสความนิยมของตลาด Smart Phone หนุนให้รายได้จากการให้ บริการด้านอมูลเติบโตต่อเนื่อง 20%YoY 2. ค่าใช้จ่ายในการขาย (SG&A/Sales) ลดลง 1.5%YoY ตามนโยบายในการควบคุม ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและพนักงานเราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยผลประกอบการที่ยังคงเติบโตต่อ เนื่อง บริษัทมีสถานะทางการเงินที่โดดเด่นสุดในกลุ่ม ทำให้มีความพร้อมสุดในการประมูลใบ อนุญาติ 3G และบริษัทมีจุดเด่นด้านปันผล ซี่งเราประเมินปันผลในปี 53 ว่าบริษัทยังคงจ่ายปันผล ในอัตราเดิมที่ 6.30 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 7.5% จากราคาปัจจุบัน ในขณะที่มูลค่าที่เหมาะ สม อิงวิธี DCF ที่ส่วนลด 12% ไม่รวม 3G ที่ 94 บาท
|
Comments