|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/06/53
|
|
|
|
|
Wednesday, 30 June 2010 09:21 |
|
Market Recap and Trend: SET ปรับลดลงทดสอบแนวรับ 792 จุดอีกครั้งวันนี้ ตามการปรับ ลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลก ความกังวลต่อการหยุดให้ความเชื่อเหลือสภาพคล่องของ ECB ต่อธนาคารพาณิชย์ใน ยุโรปส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงแรงในช่วงบ่ายวานนี้รวมไปถึง SET ที่ปรับตัวลดลง 0.67% ที่ 799.09 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 22,663 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อ หุ้นสุทธิ 409 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะปรับลดลงตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ ปรับลดลงแรงและราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเกือบ 3% เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเรามองแนวรับที่ บริเวณ 792 จุด ทั้งนี้ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับลดลงแรง 2.65% จากความกังวลต่อแนวโน้ม เศรษฐกิจ และความแข็งแกร่งของระบบธนาคารในยุโรปหลังจากต้องชำระคืนเงินกู้ฉุกเฉิน วงเงิน 4.42 แสนล้านยูโรในคืนวันพฤหัสบดีนี้ และดัชนีความเชี่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯปรับลดลง มากกว่าที่คาดไว้มาก ขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงเกือบ 3% จะเป็นปัจจัยหุ้นกลุ่มพลังงาน ล่าสุด ก.คลังปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 53 ขึ้นเป็น 5.5% (5.0-6.0%) จากคาดการณ์เดิมที่ คาดว่าจะขยายตัว 4.5% เนื่องจากแรงส่งจากตัวเลขเศรษฐกิจใน 1Q53 ที่ขยายตัวมากถึง 12% และตัวเลขการส่งออกที่ออกมาดีต่อเนื่องในช่วง 2Q53 สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ค. ที่จะประกาศวันนี้อาจเห็นการชะลอตัวของภาคการบริโภคและการลงทุนบ้างเมื่อเทียบกับ เดือนก่อน จาผลกระทบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา
Investment Strategy: คงแนะนำใช้กลยุทธ์ TRAILING STOP ต่อเนื่องที่บริเวณ 792 จุด... ถ้า SET ปิดต่ำกว่า TRAILING STOP แนะนำ ลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตไปก่อน เราแนะนำนักลงทุนคงกลยุทธ์ Trailing Stop ต่อเนื่อง โดยมีจุด Trailing Stop ที่ 792 จุด เหมือนเดิม โดยในกรณีที่ SET ปิดตลาดต่ำกว่าจุด Trailing Stop ที่ 792 จุด เรา แนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% จากปัจจุบันที่ 80% ของพอร์ต เพื่อจำกัด การขาดทุน (Limited Loss) หรือ ล็อกกำไร (Lock Profit) ไปก่อน ทั้งนี้การปรับตัวลดลงของ ตลาดหุ้นโลก และราคาน้ำมันจะกลับมาเป็นปัจจัยลบ (Headwind) ต่อ SET อีกครั้งในระยะสั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ SET ปรับลดลงต่ำกว่า Trailing Stop จะทำให้ Downside Risk เปิดไป ที่ระดับ 760-780 จุดในระยะสัปดาห์
Fu tures Strategy : ปิดสถานะ LONG ไปแล้วเมื่อวานที่ Trailing Stop แนะนำ Trading ในกรอบ 544- 550 จุดไปก่อน (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO : เพิ่ม PS, BEC และ KSL เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +1.3% สูงกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +0.2% (Update วันที่ 28 มิ.ย. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +1.3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน +0.2% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 1.1% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +186% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา ผลตอบแทน +13% อยู่ 152% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน สูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +4.9%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปีนี้ และ 50% ปีหน้า และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จาก โครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 2.65% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด ลดลง 3.10% กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุน ขายหุ้นอย่างหนัก หลังจากสหรัฐ จีน และญี่ปุ่นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ โดยสำนักงาน คอนเฟอเรนซ์ บอร์ด เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนเม.ย.ของจีนขยับตัวขึ้นเพียง 0.3% ซึ่งเป็นระดับที่เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 5 เดือน ซึ่งบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนผ่านพ้นจุดสูงสูงของการ ขยายตัวมาแล้ว ขณะเดียวกันรายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.ของสหรัฐร่วงลงมา อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน จากเดือนพ.ค.ที่ระดับ 62.7 จุด นอกจาก นี้ ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยว่าอัตราว่างงานเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.2% จากเดือนเม.ย.ที่ระดับ 5.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนโดยเฉลี่ย ของญี่ปุ่นในเดือนพ.ค. ปรับตัวลดลง 0.7% จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 280,714 เยน ซึ่งเป็นการ ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ส่วนรายได้ต่อเดือนในภาคครัวเรือนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 421,413 เยนลดลง 2.4% ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิดลดลง 2.31 ดอลลาร์ หรือ 3.00% มาปิดที่ 75.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น รายงานข้อมูลที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง ซึ่งทำให้นักลงทุน ส่วนใหญ่กังวลว่าจะทำให้ดีมานด์พลังงานลดลงด้วย ยุโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ นักลงทุนยังวิตกกังวลกับข่าวที่ว่าระบบการเงินของยุโรป กำลังขาดสภาพคล่องอยู่กว่า 1 แสนล้านยูโร เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ในยุโรปต้องเร่งระดมเงิน เพื่อชำระคืนเงินกู้ฉุกเฉินให้กับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มูลค่า 4.42 แสนล้านยูโร (5.455 แสน ล้านดอลลาร์) ภายในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้สกุลเงินยูโรถูกเทขายอย่างหนัก ขณะที่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อเทียบกับเงินเยน หลังจากหน่วยงานของสหรัฐเปิดเผยดัชนีความ เชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงเกินคาดในเดือนพ.ค. ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 35 จุดมาที่ 2447 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทาน กองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
News Comment Economic News • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ปรับประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 53 คาดว่าจะเติบโต 5-6% จากเดิมคาดเติบโต 4-5% จากปีก่อน พร้อมกับปรับ เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป(CPI) ปีนี้มาอยู่ที่ 3.5% จากเดิมที่คาดว่าอยู่ที่ 4% จากผลของการ ต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน ขณะที่ตัวเลข GDP ในช่วงไตรมาส 2/53 นี้คาดว่า จะเติบโตราว 5.6% ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ สศค.ระบุว่าการปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยสนับ สนุนคือเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/53 ขยายตัวสูงถึง 12% ต่อปี ประกอบกับการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกที่เร็วกว่าที่คาด โดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าใหม่ในเอเชียที่ส่งผลให้การส่งออกในปี 53 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราสูง นอกจากนั้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งการบริโภคภาค เอกชนและการลงทุนภาคเอกชน ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปีก่อน อย่างไรก็ตาม สศค. ระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงที่เหลือของปี จากวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปที่อาจส่งต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ ไทยที่พึ่งพาการส่งออกในระดับสูง และสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศ รวมทั้งปัญหาภัยแล้งที่อาจกระทบให้การใช้จ่ายภาคเอกชนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ดังนั้น ภาครัฐจึง ยังจำเป็นต้องฟื้นฟูการใช้จ่ายภายในประเทศให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และสร้างสมดุลของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ส่วนเหตุผลที่ สศค.ปรับประมาณการณ์เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้เหลือ 3.5% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 4% นั้น เนื่อง จากคาดว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนไปจนถึงสิ้นปี 53 และคาดการณ์ ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 78.5 ดอลลาร์/บาร์เรล จากเดิมที่คาดไว้ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะช่วยทำให้เงินเฟ้อไม่สูงมาก (อินโฟเควสท์)
Company News Banpu: จีนออกมาตรการควบคุมราคาขายถ่านหินในประเทศ (ซื้อ /มูลค่าพื้นฐาน 707 บาท) รัฐบาลจีนมีแผนที่จะออกมาตรการควบคุมราคาขายถ่านหินภายในประเทศ โดยการ กำหนดราคาเพดานสูงสุด (Ceiling price) ด้วยการอิงราคาขายในตลาดในขณะนั้นโดยการ กำหนดเป็นช่วงเวลา เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อใน ประเทศ ทั้งนี้ตั้งแต่ปลายปี 52 เป็นต้นมา ราคาขายถ่านหินในประเทศจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่องตามความต้องการใช้งานที่สูงขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ปริมาณการผลิตถ่าน หินของเหมืองต่างๆ ถูกจำกัดจากนโยบายการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาล เป็นผลให้ราคา ขายถ่านหินในประเทศ (เมือง Datong, ค่าความร้อน 6,000 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม) ปรับขึ้นจาก RMB608/ตัน ใน 3Q52 เป็น RMB780/ตัน ในปัจจุบัน ความเห็น: เราประเมินผลกระทบของมาตรการควบคุมราคาขายถ่านหินในประเทศจีนมี จำกัดต่อ BANPU เนื่องจากปริมาณขายถ่านหินของเหมืองในประเทศจีนคิดเป็นเพียง 13% ของปริมาณขายปี 53 ในทางกลับกัน หากนโยบายดังกล่าวเป็นรูปธรรมคาดว่าจะเป็นผลบวกต่อ ธุรกิจโรงไฟฟ้าของ BANPU ด้วย ในเบื้องต้นหากสมมติฐานระดับราคาที่ใช้เป็นเกณฑ์ไว้ที่ RMB650/ตัน (อ้างอิงจากมาตรการควบคุมราคาที่รัฐบาลจีนเคยใช้เมื่อปี 51) พบว่ากำไรสุทธิปี 53 จะลดลงจากประมาณการเดิมเพียง 6.1% คงคำแนะนำ ซื้อ (บทวิเคราะห์ฯ BANPU ฉบับ เต็มวันนี้)
KBANK: คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q53 เติบโต 26%YoY (ซื้อ /มูลค่าพื้นฐาน 103 บาท) จากการเข้าพบผู้บริหารของธนาคาร (29 มิ.ย.) คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q53 ที่ 4.68 พัน ล้านบาทเพิ่มขึ้น 26%YoY จาก i) รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการเงินลดลง และผลตอบแทน จากพอร์ตลงทุนเพิ่มขึ้น ii) รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวตามปริมาณสินเชื่อ ธุรกิจ Trade finance และรายได้ จากธุรกิจบัตรที่ขยายตัวตามธุรกรรมการเงิน iii) รายได้จากค่าเบี้ยประกันภัยรับสุทธิเพิ่มขึ้น KBANK เปลี่ยนการบันทึกรายได้จากธุรกิจ ประกันชีวิตในค่าเบี้ยประกันภัยรับสุทธิใน 2Q53 (หลังจากซื้อหุ้นเพิ่มใน MTGH จาก 10% เป็น 51% ใน 4Q52) จากเดิมที่รับรู้รายได้ในรายการรายได้ค่าธรรมเนียมใน 2Q52 ค่าใช้จ่าย สำรองหนี้ฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 29%YoY ที่ 1.8 พันล้านบาท ผลบวกจากคุณภาพ สินเชื่อที่แข็งแกร่ง และ Coverage ratio สูงที่ 96.6% ใน 1Q53 (บทวิเคราะห์ฯ KBANK ฉบับเต็มวันนี้)
PS : แรงดีไม่มีตก ยอดขาย Q2 สูงสุด 11 พันล้านบาท นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ผู้บริหารบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ใน 2Q53 บริษัทสามารถทำยอด Pre-Sale ได้สูงถึง 11 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็น สถิติสูงสุดครั้งใหม่อีกครั้งตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมา 17 ปี และน่าจะเป็นสถิติสูงสุดในกลุ่มพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ (ที่มา: ข่าวหุ้น)
ความเห็นและคำแนะนำ: ตัวเลขยอด Pre-Sale ใน 2Q53 ของ PS ที่สูงประมาณ 11 พันล้านบาทถือว่าเป็น New High อีกครั้งของบริษัท และเติบโตในอัตราที่สูง 120%YoY และ 28%QoQ แม้ว่า อุตสาหกรรมได้รับผลลบจากภาวะทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 ทั้งนี้เกิดจาก ความต่อเนื่องในการเปิดโครงการใหม่ได้ตามแผนงานที่บริษัทกำหนดไว้ เราสังเกตุว่า ภาพรวม อุตสาหกรรมใน 2Q53 มีการปรับตัวในแง่ของอุปทาน โดยเฉพาะในภาวะความวุ่นวายทางการ เมือง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตัดสินใจชะลอการเปิดโครงการใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้ มูลค่าการเปิดโครงการใหม่ลดลงมาจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. 53 เพียง 4.2 พันล้านบาทและฟื้นตัว ขึ้นในเดือน พ.ค. 53 มาที่ 9.9 พันล้านบาท แต่ผู้ประกอบการบางรายที่มีความมั่นใจในศักยภาพ ของโครงการและตัดสินใจเปิดโครงการตามแผนงาน ยกตัวอย่างเช่น คอนโดมิเนียม The Seed Atom ของ PS ซึ่งเป็นโครงการหลักที่สนับสนุนอัตราเติบโตของยอด Pre-Sale ใน 2Q53 ได้รับการตอบรับที่ดี และ LPN สามารถปิดการขายได้ภายในหนึ่งวันสำหรับโครงการ คอนโดมิเนียมทั้งหมด 3 แห่งที่เปิดขายตั้งแต่ปลาย 1Q53 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ ลุมพินี เพลส รัชโยธิน, ลุมพินี เพลส พระราม 4-กล้วยน้ำไท และ ลุมพินี คอนโดทาวน์ รามอินทรา-นวมินทร์ (อาคาร D) สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการใช้ความระมัดระวังในการเปิด โครงการใหม่ในขณะที่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเลือกซื้อเฉพาะโครงการที่น่าสนใจเท่านั้น ดังนั้นตัวเลข ยอด Pre-Sale ใน 2Q53 ที่แข็งแกร่งเกิดจากความสามารถของ PS ในการเลือกทำเล โครงการและการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าพื้นฐาน 19.90 บาท
|
Comments