|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 29/07/53
|
|
|
|
|
Thursday, 29 July 2010 10:40 |
|
กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีเหนือ 850 จุด เป็นจังหวะของการปรับพอร์ตการลงทุน โดยให้ทยอยลดหุ้นที่ out-perform ตลาด มาเข้าหุ้นที่ under-peform ตลาด ได้แก่ Global plays (TTA, PTTEP, BANPU, LANNA) หรือ หุ้น Domestic Plays ที่มีฐานะเงินสดสุทธิได้แก่ ค้าส่ง-ค้า ปลีก (MAKRO, BIGC) หรือที่ laggard (ERAWAN, BGH, MINT) โดยให้ถือหุ้นสัดส่วน 30% ของเงินลงทุน ที่เหลือ 70% ให้ถือเป็นเงินสด ตลาดยังแกว่งตัวขึ้น แต่เป็นช่วงเวลาของการปรับพอร์ต ตลาดหุ้นไทยในปีนี้นับว่าสดใสอย่างมาก และสามารถชนะตลาดหุ้นเพื่อนบ้านทุกแห่ง โดยในช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 16% โดยแพ้ตลาด อินโดนีเซีย เพียงตลาดเดียวซึ่งให้ผลตอบแทน 20% ขณะที่ผลตอบแทนตลาดเพื่อนบ้านอยู่ใน ระดับ 5-6% เท่านั้น และในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 4% ทั้งนี้หุ้นที่ให้ผลตอบแทนชนะตลาดได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (+14.82%) สื่อสาร (9.65%) กระดาษ (8.48%) รถยนต์ (8.38%) เงินทุนหลักทรัพย์ (6.94%) ธนาคารพาณิชย์ (6.92%) อาหาร (6.64%) โรงแรม (5.27%) และอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่เหลือปรับตัวขึ้น เท่ากับหรือน้อยกว่าตลาด ได้แก่ ค้าส่ง-ค้าปลีก ปิโตรเคมี และพลังงาน เป็นต้น ทั้งนี้การที่ตลาด หุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาในปัจจุบันพบว่ามีค่า PER 14 เท่า ซึ่งหากยังรักษาระดับ PER ต่อเนื่องได้ คาดว่าจะทำให้ดัชนีมีโอกาสแตะเป้าหมายที่ 855 จุด สิ้น ก.ย. 2553 และ 880 จุด ในสิ้นปี 2553 (ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากำไรต่อหุ้นของตลาดหุ้นไทย จะอยู่ที่ 13% พร้อมกับมี Fund Flow เข้าตลาดหุ้นไทยบ้าง แม้ในช่วงนี้จะยังมีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ก็ตาม) อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปคาดว่าดัชนีจะมี upside ไม่มากคือราว 3% จนถึงสิ้นปี ทำให้ความเสี่ยงต่อการที่ดัชนี หุ้นไทยจะปรับฐานนับจากนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นนักลงทุนระยะสั้นถึงปานกลาง ที่ มีกำไรจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัย ASP แนะนำให้ทยอยปรับพอร์ตการลงทุน โดยให้ ขายหุ้นที่ out perform และให้เปลี่ยนมาเลือกลงทุนในหุ้นที่ยัง under perform ตลาด หรือ ราคาหุ้นยังขยับขึ้นได้ไม่มากนัก เพราะมีปัจจัยกดดันภายนอก หรือปัญหาการเมืองในประเทศ ไทย ที่กดดันตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกอย่างได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เราควรกลับมามองหาหุ้นที่เคยถูกกดดันหนัก ๆ ในช่วงที่ผ่านมา และเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อน ภาวะเลวร้ายไปแล้ว เช่น หุ้นเรือเทกอง หุ้นพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นปิโตรเลี่ยม (น้ำมัน และถ่าน หิน) และหุ้นโรงแรม รวมถึงหุ้นโรงพยาบาล หุ้น Global Plays จะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง คือ TTA, PTTEP, BANPU, LANNA สถานการณ์โลกภายนอกดูเหมือนจะผ่อนคลายลง หลังจากทำการทดสอบความแข็ง แรงของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป (Stress Test) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ผ่านพ้นไปด้วยนี้ ซึ่งน่าช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในวงกว้างว่า ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปส่วนใหญ่มีฐานะ การเงินเข้มแข็ง แม้ภายใต้สมมติฐานภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาสินทรัพย์ และพันธบัตร ตกต่ำก็ ตาม ทำให้กลไกการออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำเงินมาเพิ่มสภาพคล่องและใช้จ่ายตามนโยบาย งบประมาณขาดดุลของประเทศในกลุ่มยุโรป ยังเดินหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ โดยไม่สะดุด นับเป็นเรื่องที่ดีต่อตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ภาพใหญ่ดูดีขึ้น แต่ในเรื่องของผลประกอบการรายตัว หรือรายบริษัทในสหภาพยุโรป เชื่อว่าในงวด 2H53 ยังจะ ออกมาย่ำแย่ จากความต้องการในยุโรปโดยรวมที่หดตัว ด้วยเหตุผลของการตัดลดงบประมาณ แต่เชื่อว่าทุกอย่างได้สะท้อนในราคาหุ้นรายตัวในช่วงที่ผ่านมาแล้ว ความกังวลของโลกที่ลดลง สะท้อนให้เห็นได้จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่น่าจะมีแนวโน้มแกว่ง ตัวออกด้านข้างในระยะสั้น คือภายใน 1-2 เดือนนี้ แต่ในระยะกลางและยาว หรือในงวดไตรมาส สุดท้ายของปีนี้ น่าจะมีแนวโน้มขยับตัวขึ้นได้ ดังนั้น ในช่วงเวลานี้นักลงทุนระยะกลาง ถึงยาวจึง ควรทยอยเก็บหุ้น PTTEP เป็นบริษัทแรก ตามมาด้วย BANPU, LANNA นอกจากนี้ พบว่า ดัชนี BDI เดินหน้าปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดของรอบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 9 วันแล้วมาปิดที่ 1,901 จุด เพิ่มขึ้น 11.8% จากจุดต่ำสุด ขณะที่ราคานำเข้าสินแร่เหล็กของจีนล่าสุดได้ปรับตัวขึ้นเป็น สัปดาห์แรกราว 3.4% เช่นกัน หลังจากได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องติดต่อกันถึง 12 สัปดาห์ ส่งผลให้ ฝ่ายวิจัยเชื่อจีนกำลังกลับมาทยอยนำเข้าสินแร่เหล็กอีกครั้ง ทำให้ดัชนี BDI มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น มาทดสอบที่บริเวณ 2-2.5 พันจุด จึงแนะนำให้สะสมหุ้น Global plays อีกบริษัท คือ TTA
เข้าฤดูกาลท่องเที่ยว แนะนำ ERAWAN, MINT และ BGH กลุ่มโรงแรม นับว่าได้รับแรงกดดันอย่างมาก จากปัญหาการเมืองในประเทศในช่วงที่ ผ่านมา และน่าจะส่งทำให้ผลประกอบการในงวด 2Q53 ที่จะทยอยประกาศออกมาในเดือนนี้ ประสบภาวะตกต่ำ หรือบางแห่งถึงขั้นขาดทุน โดยเฉพาะ ERAWAN วันนี้นักวิเคราะห์ ASP ได้ออกรายงาน Preview Earnings งวด 2Q53 ซึ่งคาดว่าจะขาดทุน 190 ล้านบาท แต่อย่างไร ก็ตาม น่า ERAWAN น่าจะเริ่มกลับมามีกำไรอีกครั้งในงวด 6 เดือนหลังของปีนี้ เพราะนอก เหนือจากการเมืองที่คลี่คลายแล้ว ในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ยังเข้าสู่ช่วง high season นักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวน่าจะดีต่อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าจะมีผลประกอบการ ฟื้นตัวลักษณะคล้ายคลึงกันคือ CENTEL และ MINT แต่อย่างไรก็ตาม ในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว พบ ว่าทั้ง ERWAN และ MINT ราคาหุ้นยังไม่ไปไหน ในช่วงนี้จึงน่าจะเลือกลงทุนในหุ้นที่ under perform คือ ERAWAN และ MINT ส่วนกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าผลประกอบการจะสดใสในไตร มาส 3 เช่นเดียวกัน เนื่องจากเข้าสู่ช่วงท่องเที่ยว คือกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ เน้นให้บริการผู้ป่วยต่างชาติเป็นหลักคือ BGH, BH ทั้งนี้คาดว่า ผลประกอบการในงวด 3Q53 จะฟื้นตัวจากงวด 2Q53 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในงวด 2Q53 เพราะได้รับผลกระทบจาก ปัญหาทางการเมือง อย่างไรก็ตามคาดว่าหุ้นโรงพยาบาลที่คาดว่าจะ outperform ตลาดนับจาก นี้คือ BGH ซึ่งคาดหมายว่ากำไรปี 2553 จะโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม
|
Comments