Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 04/08/53
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 04/08/53 PDF Print E-mail
Wednesday, 04 August 2010 09:27

Market Recap and Trend: คาด SET เคลื่อนไหว sideways ในกรอบ 860-870 จุด...
หุ้นกลุ่มพลังงานยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดต่อเนื่อง
การปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลก และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นส่งผลให้ SET เปิดตลาด
ปรับขึ้นและทำจุดสูงสุดที่ 870 จุด ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรเข้ามาตลอดช่วงบ่ายส่งผลให้ SET
ปิดตลาดปรับสูงขึ้นเพียง 0.16% ที่ 864.48 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 32,720
ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่อง 1,724 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้
คาดว่าจะเคลื่อนไหวในรูปแบบ Sideways หลังจากปรับสูงขึ้นที่ระดับแนวต้านระยะสัปดาห์
บริเวณ 860-880 จุด ทั้งนี้เราคาดว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะยังเป็นกลุ่มหุ้นที่หนุนการปรับสูงขึ้นของ
SET ต่อเนื่อง หลังจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอีก 1.49% เมื่อคืนที่ผ่านมา ปิดตลาดที่
US$82.55/บาร์เรล เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฯที่ออ่ นค่าลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้น Dow
Jones ปรับลดลงเล็กน้อย 0.36% จากตัวเลขยอดขายบ้าน รวมไปถึงการใช้จ่ายและรายได้
ส่วนบุคคลออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

Investment Strategy: กลุ่มพลังงาน ชิ้นส่วนยานยนต์จะยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดต่อ
ไป...เริ่มกลับมาเก็บกำไรกลุ่มบ้านและที่ดินอีกครั้ง
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนหลักเรายังเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ Lets the profits run โดยมีจุด
Trailing Stop ต่อเนื่อง โดยเราเลื่อนจุด Trailing Stop ขึ้นมาที่ 850 จุด โดยในกรณีที่ SET
ปิดตลาดต่ำกว่า 850 จุด เราแนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% ของพอร์ต จาก
ปัจจุบันที่ 80% ของพอร์ต...สำหรับกลุ่มหุ้นลงทุนช่วงนี้หุ้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP,
GLOW) ปิโตรฯ (IVL) และชิ้นส่วนยานยนต์ (SAT, STANLY) ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่า
ตลาดต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคาร แม้จะได้รับผลดีโดยตรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี
กว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่เริ่มมีแนวโน้มอ่อนแอกว่าตลาดตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน (มีการเปลี่ยนกลุ่ม
หุ้นลงทุน หรือ Sector Rotation มากขึ้น)...ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดกลางที่เริ่มกลับมามีแนวโน้ม
แข็งแกร่งกว่าตลาดอีกครั้ง ได้แก่ กลุ่มบ้านและที่ดิน (LPN, PS, QH, AP) โดยเราให้ AP (คาด
Presale 2H53 ออกมาดี จากโครงการเปิดใหม่ทั้งแนวราบ และแนวสูง) และ QH เป็นหุ้นเด่น
ในกลุ่ม เนื่องจากมี Upside สูง ขณะที่ LPN แม้ราคาหุ้นจะเกินพื้นฐานไปแล้ว แต่อาจยังมีแรง
เก็งกำไรระยะสั้นจากผลการดำเนินงาน 1Q53 ที่คาดว่าจะออกมาดี

Futures Strategy :
ถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 580 จุดเหมือนเดิม (ดูรายละเอียดใน
Derivative Strategy)

AUTO :
เพิ่ม SCB และ TISCO เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.1% ต่ำกว่าอัตรา
ผลตอบแทน SET ที่ +1.9% (Update วันที่ 2 ส.ค. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.1% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน +1.9% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 1.8% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +207% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +22% อยู่ 151% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา PTTCH และ ADVANC เป็นหุ้น
ที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +3.3% และ 2.5% ตามลำดับ…
สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจาก
หอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว มีแนวโน้มปรับประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐาน) BBL (ได้ปรับ
ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรงผ่านการขยายตัวสินเชื่อ และรายได้ค่า
ธรรมเนียม) CPALL (การขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน)
PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปี 53 และ 50% ปี 54) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความ
ชัดเจนมาขึ้นกรณีสัมปทาน 3G และเตรียมรับปันผลระหว่างกาล 3 บาท/หุ้น) และ KEST (คาด
ว่าผลการดำเนินงาน 2Q53 จะออกมาดี ตามปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น)

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.36% ขณะที่ดัชนี S&P 500
ปิดลดลง 0.48% โดยหุ้น P&G ร่วง 3.4% และถ่วงดัชนีดาวโจนส์ลงมากที่สุด หลังรายงาน
ผลประกอบการไตรมาส 4 ต่ำกว่าคาด ประกอบกับดัชนียอดขายบ้านร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็น
ประวัติการณ์ในเดือนมิ.ย. ขณะที่การใช้จ่ายและรายได้ส่วนบุคคลของผู้บริโภคทรงตัวซึ่งเป็นหลัก
ฐานบ่งชี้เพิ่มขึ้นว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.ย.
ปิดเพิ่มขึ้น 1.21 ดอลลาร์ หรือ 1.49% มาปิดที่ 82.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับ
แรงหนุนจากการร่วงลงของดอลลาร์ และการคาดการณ์ว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐจะลดลง ทั้งนี้
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมัน
ในวันพุธนี้ โพลล์รอยเตอร์คาดว่า EIA อาจรายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล
ในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ค., สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซิน
ลดลง 400,000 บาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.5%
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอและการคาดการณ์
ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจพิจารณาอัดฉีดเงินมากขึ้นเข้าสู่เศรษฐกิจผ่านการซื้อพันธบัตร
ใหม่นั้นได้ลดความต้องการดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการที่อัตราผลตอบแทน
พันธบัตรรัฐบาลประเภท 2 ปีของสหรัฐร่วงลงสู่สถิติต่ำสุด
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 13 จุดมาที่ 1964 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร
ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม
อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง
เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12%
ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน
กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน                

Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1565
mod_vvisit_counterAll days1565

We have: 1563 guests online
Your IP: 216.73.217.60
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 22, 2026

4259176