Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 16/08/53
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 16/08/53 PDF Print E-mail
Monday, 16 August 2010 10:27

Market Recap and Trend: การปรับลดลงแรงของตลาดหุ้นต่างประเทศจะเป็นปัจจัยกดดัน
SET วันนี้ มีโอกาสปิดตลาดต่ำกว่า Trailing Stop สูงขึ้นมาก
แม้ว่า SET จะปิดตลาดทรงตัวจากวันก่อนหน้าที่ 862.16 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย
หนาแน่น 25,248 ล้านบาท แต่โมเมนตัมตลาดโดยรวมยังอ่อนแอต่อเนื่อง โดยนักลงทุนต่าง
ชาติกลับมาขายหุ้นสุทธิ 488 ล้านบาท สำหรับแนวโน้มของ SET วันนี้ คาดว่าจะถูกกดดันจาก
การปรับลดลงของตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปรับ
ลดลงของตลาดหุ้น Dow Jones จากความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้
ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ US$75/บาร์เรล จะเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง
PTT, PTTEP, TOP, และ PTTAR…ทั้งนี้แม้ว่าเราจะยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้ม SET
ในระยะกลาง-ยาว โดยมีเป้าหมายการปรับสูงขึ้นอิงวิธี Bottom-Up ที่บริเวณ 920 จุด แต่ใน
ระยะสั้น SET มีโอกาสสูงที่จะเริ่มเข้าสู่แนวโน้มการพักฐานหลังจากที่ปรับสูงขึ้นมากกว่า 20%
ในช่วง 2.5 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรณีที่ SET ปรับลดลงต่ำกว่า Trailing Stop ที่ 860
จุด

Investment Strategy: คงกลยุทธ์ Trailing Stop โดยคงจุด Trailing Stop ไว้ที่ 860 จุด
ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน
แม้ว่า SET จะปรับลดลงต่ำกว่า Trailing Stop ที่บริเวณ 860 จุดในช่วงระหว่างวัน
แต่สามารถปิดตลาดเหนือระดับ 860 จุด ทำให้นักลงทุนอาจ “ถือหุ้นต่อ” ในสัดส่วน 80% ของ
พอร์ต อย่างไรก็ตามเนื่องจากแนวโน้ม SET ที่คาดว่าจะอ่อนแอลงจากแนวโน้มการพักฐานของ
ตลาดหุ้นโลก ทำให้เราคงแนะนำกลยุทธ์ Trailing Stop ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยคงจุด
Trailing Stop ไว้ที่ 860 จุด ทั้งนี้ในกรณีที่ SET ปิดตลาดต่ำกว่า Trailing Stop (มีโอกาสปรับ
ลดลงต่ำกว่า Trailing Stop สูง) เราแนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% จาก
ปัจจุบันที่ 80% เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการพักฐานไปก่อน ทั้งนี้ในกรณีที่ SET ปรับลดลงต่ำ
กว่า 860 จุด จะมีความเสี่ยงด้านขาลง (Downside Risk) ที่บริเวณ 840 จุด และ 810 จุด ตาม
ลำดับ...สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
• CPALL – ทยอยสะสม หุ้นกลุ่ม Defensive จะมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาด
• BLA – เก็งกำไร ได้รับผลดีจากแผนเพิ่มวงเงินประกันชีวิตเพื่อนำไปหักภาษีจาก 1
แสนบาท เป็น 2 แสนบาน

Futures Strategy :
แนะนำเปิดสถานะ Short โดยมี Trailing Stop ที่ 582 จุด (ดูรายละเอียดใน
Derivative Strategy)

AUTO :
SENTIMENT หุ้นหลายๆ ตัวอ่อนแอลงต่อเนื่อง

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน -0.2% ดีกว่าอัตราผลตอบแทน
SET ที่ -1.5% (Update วันที่ 16 ส.ค. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน -0.2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน -1.5% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 1.3% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +209% ดีกว่าตลาดที่ให้
อัตราผลตอบแทน +22.9% อยู่ 151% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา CPALL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบ
แทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +1.6%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว มีแนวโน้มปรับประมาณ
การกำไร และมูลค่าพื้นฐาน) BBL (ได้ปรับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรงผ่าน
การขยายตัวสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL (การขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่ง
ผลดีต่อผลการดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมาขึ้นกรณีสัมปทาน 3G
และเตรียมรับปันผลระหว่างกาล 3 บาท/หุ้น) ขณะที่นำ PTTCH ออกจากพอร์ตไปก่อน เนื่องจาก
เป็นหุ้นที่มี Beta สูงทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลดลงในช่วงการพักฐานของ SET สูง

News Comment
AUTOMOTIVE : ยอดจำหน่ายรถยนต์ กรกฎาคม เติบโตเพิ่มขึ้น 52.2%
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า
มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2553 มีปริมาณการ
ขายทั้งสิ้น 65,672 คัน เพิ่มขึ้น 52.2% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 28,780 คัน เพิ่มขึ้น 64.1%
รถเพื่อการพาณิชย์ 36,892 คัน เพิ่มขึ้น 44.0% รวมทั้ง รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้
จำนวน 31,115 คัน เพิ่มขึ้น 39.8% ทั้งนี้ ตลาดรถยนต์เดือนกรกฎาคม มีปริมาณการขาย
65,672 คัน เพิ่มขึ้น 52.2% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี
ที่ผ่านมา สะท้อนถึงเศรษฐกิจของประเทศที่มีทิศทางดีขึ้น โดยตลาดรถยนต์นั่งมีปริมาณการขาย
28,780 คัน เพิ่มขึ้น 64.1% เป็นผลมาจากความนิยมต่อเนื่องในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ส่ง
ผลให้อัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์นั่งโดยเฉลี่ยของปี2553 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 60 ด้าน
ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีปริมาณการขาย 36,892 คัน เพิ่มขึ้น 44.0% ส่วนหนึ่งเป็นผล
มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประกอบกับการส่งเสริมการขายที่สอดคล้องกับความต้องการของ
ผู้บริโภค

ความเห็นและคำแนะนำ :
ประเด็นข่าวดังกล่าวถือเป็นประเด็นบวกต่อเนืองของกลุ่มยานยนต์ แสดงถึงแนวโน้ม
การฟื้นตัวที่ชัดเจนของอุตสาหกรรม ในด้านแนวโน้มผลประกอบการใน 2Q53 ที่ทยอยประกาศ
ออกมาคาดว่าจะเติบโตดีต่อเนื่อง YoY ตามยอดผลิตที่เติบโตดี หากพิจารณาจากตัวเลขยอด
ผลิต ใน 2Q53 ที่เติบโตถึง 103%YoY ในขณะที่แนวโน้มในครึ่งปีหลังคาดว่ายังเติบโตต่อโดย
สภาอุตสาหกรรมคาดว่ายอดผลิตรถยังโตจาก 1H53 ในอัตรา 5-10% โดยทั้งปีคาดว่ายอดผลิต
รถยนต์ของประเทศจะเติบโต 56% เป็น 1.56 ล้านคัน ด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัว
แข็งแกร่งในปี 53 ซึ่งคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มจะเติบโต 65%YoY (ไม่รวม YNP) โดย
STANLY มีความโดดเด่นผู้ประกอบการรายอื่นๆ ด้วยเป็นผู้นำตลาดโคมไฟรถยนต์และ
จักรยานยนต์ มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และประสิทธิภาพในการทำกำไรดีกว่ากลุ่ม ส่วน
SAT ในปี 53 นอกจากจะเติบโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังรับประโยชน์จากออร์เดอร์ใหม่ที่
เพิ่มขึ้นจากลูกค้าคูโบต้าช่วยหนุนให้ผลประกอบการเติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม ” แนะนำ “ซื้อ”
STANLY (มูลค่าพื้นฐาน 192 บาท) และ SAT (มูลค่าพื้นฐาน 24.40 บาท)                



Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday940
mod_vvisit_counterAll days940

We have: 940 guests online
Your IP: 216.73.216.180
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 14, 2026

4258880