Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research ภาวะตลาดหุ้นรายวัน - บล.เคจีไอ
ภาวะตลาดหุ้นรายวัน - บล.เคจีไอ PDF Print E-mail
Thursday, 21 April 2011 10:36

บวกต่ออีก แต่ไม่ไล่ซื้อ ให้รอช่วงย่อ

 

          KGI ประเมิน SET วันพฤหัสฯ เปิดกระโดดขึ้นก่อนถูกขายทำกำไร  พอร์ตสั้นให้ขาย/รอ พอร์ตลงทุนถือ/ซื้อหุ้นได้ ปัจจัยภายนอกเป็นบวกอย่างมาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ยอดขายบ้านมือสองเดือน มี.ค.) และผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีออกมาแข็งแกร่ง ประกอบกับเงินดอลล่าร์ฯ อ่อนยวบ หลังจากมีรายงานประมูลพันธบัตรสเปนได้การตอบรับดี (2.1 เท่า ของปริมาณขาย เทียบกับ 1.8 เท่าในการขายครั้งก่อน) หนุนเงินยูโร ทั้งนี้การวิ่งขึ้นของตลาดหุ้นโลกและการร่วงของเงินดอลล่าร์ฯ จะดันเงินทุนไหลเข้าตลาดสินทรัพย์ในเอเชียต่อไป อย่างไรก็ดีวันนี้ SET น่าจะเผชิญแรงขายค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขึ้นใกล้แนวต้านสำคัญที่ 1,120 จุด

          สำหรับปัจจัยในประเทศ ผลประกอบการของหุ้นธนาคารค่อนข้างดี โดย KBANK* แจ้งกำไรไตรมาส 1/2554 สูงกว่าตลาดคาดเล็กน้อยขณะที่ BBL* ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แต่ภาพรวมเติบโตค่อนข้างมากทั้งสองธนาคาร และในวันสองวันนี้มีโอกาสสูงที่ ธนาคารพาณิชย์จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม กนง. ที่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เมื่อวานนี้ และน่าจะเป็นการปรับดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่าเงินฝากซึ่งจะส่งผลดีต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร

          กลยุทธ์: สำหรับพอร์ตเทรดดิ้งแนะนำขายหุ้นช่วงเปิดกระโดด กรณีขายหมดแล้วให้รอ update ตลาด เชื่อว่าจะมีปรับฐานเร็วๆ นี้ ส่วนพอร์ตระยะไตรมาสแนะถือหุ้นใหญ่/ซื้อเพิ่มในหุ้นที่ยังขึ้นน้อยและหุ้นขนาดปานกลางซึ่งน่าจะได้รับความสนใจ เช่น BANPU* (ราคาปรับตัวช้ากว่ากลุ่มมาก), HEMRAJ (กำไรปี 2555 เติบโตก้าวกระโดด), VNG (กำไรฟื้นตัว ราคาหุ้นต่ำ ปันผลสูง) และ MAJOR เป็นต้น ทั้งนี้เราคงเป้าหมายดัชนีฯ ไตรมาส 2 ที่ 1,150 จุด

 

ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ

          กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อีก 0.25% มาที่ 2.75% เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น  กนง.ระบุด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ยังคงอยู่ในขาขึ้นต่อไปเนื่องจากระดับดอกเบี้ยในปัจจุบัน ยังถือว่าต่ำกว่าระดับปกติและเพื่อส่งสัญญาณในการดูแลการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ หลังพบว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในขณะนี้ มีมากขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อนเมื่อต้นเดือนมี.ค. เนื่องจากการคาดการณ์เงินเฟ้อก็ยังปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ที่อยู่ใต้การควบคุมของทางการ จะเป็นปัจจัยเพิ่มเติมให้แรงกดดันเงินเฟ้อ อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ต่อไป การประชุม กนง.ในวันนี้ มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดย 1 เสียงดังกล่าว เห็นว่าควรชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนจากความไม่แน่นอนของผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ที่มีต่อการผลิตและการส่งออก แต่คณะกรรมการ 1 เสียง ที่เห็นว่าควรชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ ก็ยังเห็นด้วย กับการที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จะต้องอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อไป (ที่มา:Bisnews)

 

          ความเห็น: เราคาดว่า กนง. จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 3.0% ในการประชุมวันที่ 1 มิถุนายน และจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยหลังจากนั้นชั่วคราวเนื่องจากแรงกดดันต่อการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อลดลงเล็กน้อยเนื่องจากรัฐบาลอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท ต่อลิตร ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม  แต่หลังจากนั้นคาดว่ารัฐบาลจะทยอยปรับราคาขึ้น 1 บาท ต่อเดือน จะส่งผลให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระดับสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป บวกกับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงเข้าใกล้ก่อนช่วงวิกฤตปี 2540 เราคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเปลี่ยนแนวนโยบายการเงินจาก “normalizing” มาเป็น “tightening” ในช่วงวปลายปี และ จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปเป็น 3.50-3.75% ในปี 2555

          กระทรวงพาณิชย์รายงานส่งออกมี.ค.โต 30.9% ดุลการค้าเกินดุล 1.79 พันล้านดอลลาร์ มองทั้งปี 54 เพิ่มขึ้น 12%  มูลค่าส่งออกของไทยเดือน มี.ค.54 มีมูลค่า 21,259 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.9% YoY ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักเป็นเดือนที่ 17 และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มูลค่านำเข้ามีมูลค่า 19,473 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.4% YoY ทำให้ไทยเกินดุลการค้าประมาณ 1.79 พันล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวถึง 30.9% เนื่องจากสินค้าส่งออกยังขยายตัวดีในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ที่มีสัดส่วนส่งออกถึง 65% ของการส่งออกทั้งหมด ขยายตัวได้ 26.7% อาทิ สิ่งพิมพ์ ขยายตัว 99.8%, อัญมณีขยายตัว 89.0% และ เม็ดพลาสติก ขยายตัว 56.8% ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ที่มีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 20% ขยายตัวได้ 43.6% โดยสินค้าที่สำคัญ คือ ยางพารา ขยายตัว 117.7% และข้าว ขยายตัว 38.9% โดยส่งออกได้ถึง 1.18 ล้านตัน ซึ่งถ้ารวมในไตรมาสแรก คิดเป็นการส่งออกข้าวได้ถึง 2.86 ล้านตัน การส่งออกไปตลาดหลัก ยังคงขยายตัว 25.4% โดยสหภาพยุโรปขยายตัว 30.0%, ญี่ปุ่น 23.6% และสหรัฐ 22.8%  สำหรับการส่งออกไปญี่ปุ่น หลังจากได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการด้านรถยนต์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น พบว่าอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง ในเรื่องชิ้นส่วน วัตถุดิบการผลิต ที่จะต้องนำมาผลิตต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะหยุดชะงักบ้าง แต่ขณะนี้โรงงานในญี่ปุ่นก็เริ่มกลับมาเปิดโรงงานแล้วหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อกลางเดือนที่แล้ว จึงมองว่าไม่น่าจะกระทบมากนักและน่าจะเป็นผลกระทบช่วงสั้นๆ (ที่มา: Bisnews) เรายังคงเป้าการขยายตัวมูลค่าส่งออกและนำเข้า 16.6% และ 18.0% ในปี 2554 และไทยยังเกินดุลการค้า 1.173 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หรือ 3.0% เทียบกับ GDP โดยตลาดส่งออกที่สำคัญยังขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาทองคำแท่งที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นและแก่วงตัวในบางช่วงซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งให้มูลค่าส่งออกและนำเข้าแกว่งตัว ส่วนผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมยายนต์ในช่วงอีก 2-3 เดือนข้างหน้า  

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1133
mod_vvisit_counterAll days1133

We have: 1132 guests online
Your IP: 216.73.216.173
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 14, 2026

4258904