| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Wednesday, 31 August 2011 10:11 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวานนี้พยายามจะปรับขึ้นต่อเนื่องต่อจากวันจันทร์ โดยเปิดตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังตลาดหุ้น Dow Jones บวกขึ้นค่อนข้างมาก โดยมีแรงซื้อในหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ นำโดยกลุ่มพลังงาน และกลุ่มแบงค์ อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างน้อย และเปิดมาช่วงบ่ายมีแรงขายทำกำไร สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด หลังจากนี้ไปจนกว่าจะมีการประชุม FOMC อีกรอบในเดือนหน้า นักลงทุนทั่วโลกจะจับตาไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐก่อนว่ามีแนวโน้มออกมาอย่างไรบ้าง ซึ่งค่อนข้างแปลกที่เมื่อวันก่อนตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคออกมาดีกว่าคาด แต่เมื่อคืนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกับร่วงลงอย่างน่าใจหาย ยังมีตัวเลขอีก 2 ตัวในสัปดาห์นี้ที่ตลาดกำลังจับตา คือ ดัชนีวัดผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรม และตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งทั้ง 2 ตัวเลข นักเศรษฐศาสตร์คาดไปในเชิงลบ ฉะนั้นคาดได้ว่าตลาดยังจะผันผวนค่อนข้างมาก และมีโอกาสถูกขายถ้าตัวเลขดังกล่าวออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ หลังจากรายงานการประชุมของเฟด บ่งชี้ว่า คณะกรรมการเฟดได้หารือกันเกี่ยวกับขอบข่ายการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรครั้งใหม่ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดว่าเฟดอาจจะประกาศใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหม่ในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด เพราะได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอย่างมาก คาดตลาดอาจมีการอ่อนตัวลงต่อเนื่อง
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด ครม. มีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง มีแกนนำ นปช.: คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งข้าราชการการเมืองหลายตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่เป็นแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ประกอบด้วย นายอารี ไกรนรา เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย, นายยศวริศ ชูกล่อม เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.มหาดไทย, นายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล เป็นที่ปรึกษา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประแสง มงคลศิริ เป็นที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ, นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ที่ปรึกษา รมว.คมนาคม, นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร ที่ปรึกษารมช.คมนาคม, นายชาญยุทธ เฮงตระกูล เลขานุการ รมว.คมนาคม, นายสมหวัง อัสราษี เป็นที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายวิสา คัญทัพ, นางฉวีวรรณ คลังแสง, นายวิบูลย์ แช่มชื่น นายพงษ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง เป็นข้าราชการประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ธปท. มองนโยบายการเงินยังควรเน้นดูแลเงินเฟ้อ หลังรัฐมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองนโยบายการเงินยังควรเน้นการดูแลอัตราเงินเฟ้อ แต่เห็นว่านโยบายของภาครัฐที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงมา จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ผ่านมา กนง. ได้พิจารณาถึงปัจจัยเศรษฐกิจโลกด้วย ซึ่งยอมรับว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกสูงขึ้นและอาจกระทบต่อการส่งออก แต่เชื่อว่าผลกระทบคงไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจในเอเชียยังมีโอกาสจะขยายตัวต่อไปได้จากความสามารถในกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการเงินและการคลัง อย่างไรก็ดี การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลนั้น ควรคำนึงถึงงบลงทุนและวินัยการคลัง เพราะการที่ประเทศจะขยายตัวได้อย่างยั่งยืน ต้องขึ้นกับการศึกษา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มผลิตภาพของคน ไม่ใช่การนำเงินไปใส่มือประชาชนหรือทำดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ และไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการใดๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะดูแลการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทตามที่มีการกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง ระบุว่า การประชุมร่วม 4 หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจัดทำงบประมาณในวันที่ 1 ก.ย. นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ปรับเพิ่มกรอบงบประมาณรายได้ของปีงบประมาณ 55 เป็น 2.05 ล้านล้านบาท และเพิ่มกรอบงบประมาณ รายจ่ายเป็น 2.4 ล้านล้านบาท เพื่อรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาท สำหรับ 4 หน่วยงานที่จะมีการประชุมดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) และ ธปท. สศค. คาดจีดีพี Q3 โตกว่าQ1-Q2 น้ำมันลงช่วยลดเงินเฟ้อ ก.ย. ราว 0.5%: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า จีดีพีของไทยในไตรมาส 3/54 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จะเติบโตมากกว่า 2 ไตรมาสแรก ที่ไตรมาส 1 โต 3.2% และไตรมาส 2 โต 2.6% เพราะฐานของไตรมาส 3 ปีที่แล้วต่ำ และการผลิตที่ drop ลงในไตรมาส 2 จะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 3 โดยเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. ขยายตัวได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะแรงส่งจากภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ โดยขยายตัวได้ถึง 38.3% และมีมูลค่าส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก จะเริ่มกระทบต่อการส่งออกของไทยมากขึ้น นอกจากนี้ การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าตามกระแสเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาในเอเชียเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการบริโภคและการลงทุน ผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะสามารถขยายตัวได้มากกว่าครึ่งปีแรก ขณะเดียวกัน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อไม่ได้เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในขณะนี้ เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงเชื่อว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงไปค่อนข้างมากในเดือนต่อๆ ไป และคาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ย. ลดลงได้ 0.5% ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็นขยายตัว 3.5-4.0% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.5-4.5% เนื่องจากความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณปี 55 และความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนและอยู่ในระดับสูง ขณะที่ สศค. จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจปี 54 ครั้งใหม่ ในช่วงสิ้นเดือน ก.ย. นี้ จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตได้ 4-5% หรือมีค่ากลางที่ 4.5% IMF ลดคาดการณ์จีดีพีสหรัฐ-ยูโรโซนปีนี้-ปีหน้า แนะผ่อนคลายนโยบายต่อไป: กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ขณะที่ระบุว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) "ควรจะมีความพร้อมในการนำมาตรการพิเศษชุดใหม่มาใช้ในการพยุงเศรษฐกิจ" และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องพร้อมจะผ่อนคลายนโยบายลง โดย IMF ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐประจำปี 2011 ลงสู่ 1.6% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.5 % และปี 2012 ลงสู่ 2% จากเดิมที่ 2.7% ขณะเดียวกัน IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนลงสู่ 1.9% สำหรับปี 2011 จากเดิมที่ 2% และปี 2012 ลงสู่ 1.4% จากเดิมที่ 1.7% พร้อมระบุว่าขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดน้อยลงในยูโรโซน อีซีบีควรหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และอีซีบียังมีโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินลงได้อีก หากเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อไป และอีซีบีควรจะ "เข้าแทรกแซงอย่างแข็งแกร่งในตลาดพันธบัตรรัฐบาลต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสภาพคล่องล้นตลาด" อย่างไรก็ตาม IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจเยอรมนีไว้ที่ระดับเดิมสำหรับปีนี้โดยคาดว่าเศรษฐกิจอาจเติบโต 3.2% แต่ปรับลดคาดการณ์ปี 2012 ลงสู่ 1.6% จากเดิมที่ 2% และ IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของฝรั่งเศสลง 0.3% สู่ 1.8% สำหรับปีนี้ และปรับลดลง 0.3% สู่ 1.6% สำหรับปี 2012 รวมทั้งปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสเปนลงสู่ 0.7% สำหรับปีนี้ จากเดิมที่ 0.8% และปี 2012 ลงสู่ 1.3%จากเดิมที่ 1.6% นอกจากนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงเล็กน้อย โดยปรับลดลงสู่ 4.2% สำหรับปี 2011 จากเดิมที่ 4.3% และปี 2012 ลงสู่ 4.3% จาก 4.5% อย่างไรก็ดี IMF ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งนี้ IMF จะเปิดเผยร่างเอกสารแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในวันที่ 20 ก.ย. "คาลเปอร์ส" ฟ้องบริษัทเรทติ้ง หลังขาดทุนเหตุให้เครดิตตราสารหนี้สูงเกินจริง: ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้รอมชอมคดีกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือคาลเปอร์ส ในคดีที่คาลเปอร์สกล่าวหาฟิทช์และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งอื่นๆ ว่า ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงเกินจริงให้แก่กองทุนเพื่อการลงทุนในตราสารปรับโครงสร้าง (SIV) โดยคาลเปอร์สได้ซื้อตราสารหนี้มูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ที่จำหน่ายโดยบริษัทเชย์น ไฟแนนซ์, ซิกมา ไฟแนนซ์ อิงค์ และสแตนฟิลด์ วิคตอเรีย ฟันดิง ซึ่งต่างก็เป็น SIV ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA ทั้งนี้ คาลเปอร์ส ซึ่งเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้ฟ้องร้องฟิทช์ มูดี้ส์ และ S&P ในเดือน ก.ค. 2009 โดยกล่าวหาว่าการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ทำให้คาลเปอร์สต้องเสียเงินถึง 1 พันล้านดอลลาร์ คดีของคาลเปอร์สครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ตราสารปรับโครงสร้าง ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีความซับซ้อนสูง และอาจมีตราสาร CDO และสัญญาจำนองของลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพร์ม) เป็นองค์ประกอบ โดยธนาคารจะนำตราสารเหล่านี้มารวบรวมเข้าด้วยกันเป็นตราสารปรับโครงสร้างและนำออกขายต่อนักลงทุน ธนาคารกลางอินเดียเตรียมให้ใบอนุญาตตั้งธนาคารครั้งแรกในรอบ 8 ปี: ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ประกาศว่า จะอนุญาตให้บริษัทเอกชนที่ไม่มีการลงทุนมากในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง หรือโบรกเกอร์ สามารถยื่นขอใบอนุญาตเพื่อตั้งธนาคารได้ โดยบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จนาน 10 ปีเป็นอย่างต่ำ จะมีสิทธิตั้งธนาคารได้ อย่างไรก็ดี บริษัทที่มีรายได้ 10% หรือมากกว่าจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง หรือโบรกเกอร์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะไม่มีสิทธิยื่นขอใบอนุญาตธนาคารใหม่ สำหรับกฎอื่นๆ ได้แก่ การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ 5 พันล้านรูปี (109 ล้านดอลลาร์) และชาวต่างชาติจะไม่สามารถถือหุ้นในธนาคารที่ตั้งใหม่เกิน 49% ในช่วง 5 ปีแรก ขณะที่เพดานการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติสำหรับธนาคารเอกชนในปัจจุบันอยู่ที่ 74% ทั้งนี้ อินเดียไม่ได้ออกใบอนุญาตธนาคารใหม่มาตั้งแต่ปี 2004 และรัฐบาลต้องการเพิ่มจำนวนธนาคารเพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการทางธนาคารในประเทศซึ่งครัวเรือนมากกว่าครึ่งอยู่นอกระบบธนาคารอย่างเป็นทางการ และก่อนหน้านี้ RBI เสนอว่าธนาคารใหม่ควรมีการตั้งขึ้นภายใต้บริษัทโฮลดิ้งซึ่งจะจดทะเบียนเป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารกับ RBI โดยธนาคารดังกล่าวรวมทั้งสถาบันการเงินอื่นทั้งหมดจะถูกขึ้นทะเบียน
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: TISCO คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 51.50 ผู้บริหารตั้งเป้าสินเชื่อขยายตัว 15-20% ในปี 2554 หนุนโดยสินเชื่อบริษัทและสินเชื่อเช่าซื้อ ยังสามารถควบคุมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ในครึ่งหลังของปี คุณภาพสินทรัพย์ดีเยี่ยม มีอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. ต่ำที่สุดในกลุ่ม
นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341
กลุ่ม: ปิโตรเคมี คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ราคาเป้าหมาย (บาท): - ส่วนต่างเอธิลีนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนต่างโพรลิลีนปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนต่าง HDPE ปรับตัวลดลง ในขณะที่ส่วนต่าง MEG ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนต่างพีวีซียังทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน
นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: KBANK Position: ขาย Reason: ปรับลงทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน 122 หากหลุดจะส่งผลให้แนวโน้มระยะยาวเปลี่ยนเป็นลง
Security: CPF Position: ขาย Reason: คงเล่นต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน 31 หากหลุดแนวรับสำคัญ 28 จะส่งผลให้หุ้นปรับลงแรง
Security: JAS Position: ขาย Reason: รีบาวด์หลังจากลงแรง ขณะที่ราคาหุ้นหลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว 200 วัน ส่งผลให้แนวโน้มเปลี่ยนเป็นขาลง แนะนำขายทำกำไร
Security: AP Position: ขาย Reason: ปรับลงทดสอบแนวรับสำคัญ 5.9 และทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน 5.9 หากหลุดจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง
Security: BAY Position: ขาย Reason: ราคาหุ้นไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน 25.5 ได้ ส่งให้เกิดภาพรีบาวด์บนแนวโน้มขาลงและมีแนวโน้มปรับลงต่อเนื่อง
Security: KTB Position: ขาย Reason: มีความเสี่ยงของการปรับลงหลังจากไม่สามารถปิดเหนือแนวต้านสำคัญที่ 19 บ. ได้และหากหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน 18 บ. จะส่งผลให้หุ้นปรับตัวลงแรง
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 31 ส.ค. 2554
|






![]() | Today | 972 |
![]() | All days | 972 |
Comments