| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Thursday, 01 September 2011 10:38 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 2.4% มูลค่าซื้อขายกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ดีดตัวขึ้น 1-3% ขณะที่มีแรงซื้อหุ้นแบงก์ และพลังงาน อย่างโดดเด่นในภาคบ่าย ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยทำระดับปิดสูงสุดรอบเกือบ 2 สัปดาห์ปัจจัยหนุนในทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาค ที่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไม่ช้านี้รวมถึงการที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศเพิ่มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน BBL และSCB สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเมื่อวานปรับตัวขึ้นแต่อยู่ในกรอบจำกัดเนื่องจาก นักลงทุนรอดูเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดสามารถคาดการณ์ได้ว่าสหรัฐจำเป็นจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) จะเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือน ส.ค.ในวันพรุ่งนี้เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าดัชนี ISM ภาคการผลิตจะอยู่ที่ 48.5 ในเดือน ส.ค. ลดลงจาก 50.9 ในเดือน ก.ค. และหลังจากนั้นตลาดจะจับตาการประชุม FOMC อีกรอบในปลายเดือน ก.ย. ในมุมมองทางเทคนิคยังคงคาดการณ์ตลาดอยู่ในช่วงรีบาวด์บนแนวโน้มขาลง แนวต้านสำคัญจะอยู่บริเวณ 1075-1080 จุด ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยว่ายอดสั่งซื้อของโรงงานอุตสาหกรรมภายในประเทศพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือน ก.ค. และภาคเอกชนเพิ่มการจ้างงานในเดือน ส.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังคงได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟด จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมเดือนนี้ คาดตลาดอาจเคลื่อนไหวทรงตัวหลังปรับขึ้นแรงวานนี้
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด เฟดส่งสัญญาณออกมาตรการ QE3 เดือนหน้า ขณะจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ: นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ และเป็นสมาชิกสายเหยี่ยวใน FOMC ที่เน้นการต่อต้านภาวะเงินเฟ้อ แต่นายบูลลาร์ดไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ในปีนี้ กล่าวว่า เฟดอาจดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3) โดยขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจในอนาคต แต่อัตราเงินเฟ้อจำเป็นต้องปรับลงก่อนที่เฟดจะดำเนินมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเฟดจำเป็นต้องระบุว่าเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มปรับตัวตามเดิมหรือไม่ในการประชุมเดือน ก.ย. และเฟดต้องพิจารณาหาทางเลือกที่ดีที่สุดหากจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายลงไปอีก ส่วนการที่เฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มเติม เฟดควรซื้อทีละน้อยโดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในการประชุมแต่ละครั้ง ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันมากขึ้นว่าเฟดอาจผ่อนคลายนโยบายในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. หลังจากรายงานการประชุมเฟดประจำวันที่ 9 ส.ค. แสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายบางรายเรียกร้องให้เฟดดำเนินมาตรการแบบพิเศษอย่างแข็งกร้าวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางเลือกของเฟดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน: นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวว่าเศรษฐกิจทรุดตัวลงรุนแรงเกินคาดในช่วงครึ่งปีแรก และขณะนี้เฟดคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสต่อๆ ไป ส่วนอัตราเงินเฟ้ออาจกลับมาอยู่ใกล้ระดับเป้าหมายของเฟดซึ่งตั้งไว้ที่ 2% ดังนั้น นักลงทุนจึงพิจารณาว่าเฟดสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง ซึ่งน่าจะได้แก่ 1) การซื้อสินทรัพย์ครั้งใหญ่อีกรอบ วิธีนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวอย่างแข็งกร้าว และเฟดจะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง, 2) การจงใจเพิ่มสัดส่วนของพันธบัตรระยะยาวในงบดุลของเฟด เพื่อกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดลง, 3) เฟดสามารถเน้นย้ำถึงภาระผูกพันในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยเฟดอาจให้สัญญาว่าจะรักษางบดุลให้มีขนาดใหญ่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เหมือนกับที่เฟดให้สัญญาเรื่องการคงอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 9 ส.ค., 4) การใช้มาตรการแบบพิเศษ ซึ่งได้แก่ การเชื่อมโยงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเข้ากับอัตราการว่างงานหรืออัตราเงินเฟ้อที่เฉพาะเจาะจง, 5) การกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนสำหรับอัตราเงินเฟ้อและระดับราคา โดยการกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นที่ว่าเฟดจะไม่ปล่อยให้ภาวะเงินเฟ้ออยู่เหนือการควบคุม, 6) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายให้ธนาคารพาณิชย์สำหรับทุนสำรองส่วนเกินที่นำมาฝากไว้ที่เฟด ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนี้จะบังคับให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้มากขึ้น เพื่อแลกกับอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว, 7) การปรับสมดุลพอร์ทลงทุน โดยเฟดสามารถนำเงินที่ได้จากการไถ่ถอนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตราสารหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง มาใช้ในการซื้อหลักทรัพย์ระยะยาว วิธีนี้อาจทำให้เฟดซื้อสินทรัพย์ระยะยาวราว 5 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 15 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีขนาดเกือบเท่ากับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 2 (QE2) ที่มีวงเงิน 6 แสนล้านดอลลาร์และได้สิ้นสุดในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา, 8) เฟดขายหลักทรัพย์ระยะสั้นเพื่อนำเงินไปซื้อหลักทรัพย์ระยะยาว โดยทั้งสองวิธีนี้จะทำให้งบดุลของเฟดมีขนาดเท่าเดิม และ 9) เฟดอาจซื้อหลักทรัพย์ระยะยาวและดูดซับทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ในเวลาเดียวกัน เพื่อขจัดสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากการซื้อหลักทรัพย์ การทำเช่นนี้จะลดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ เพราะเฟดจะสามารถควบคุมปริมาณทุนสำรองที่อยู่ในระดับสูง สำหรับผลของมาตรการที่สำคัญคือ การที่เฟดเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรระยะยาวอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยของหลักทรัพย์ระยะยาวลดลง ซึ่งจะกระตุ้นนักลงทุนให้ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น มากขึ้น รวมทั้งจะกระตุ้นการกู้ยืม การจับจ่ายใช้สอย การลงทุน และการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะทำให้เฟดไม่ดำเนินมาตรการที่แข็งกร้าวกว่านี้คือ 1) ความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากในช่วงที่เฟดดำเนินมาตรการ QE2 นั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานได้พุ่งขึ้นทั่วโลก และเฟดถูกตำหนิว่ามีส่วนกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อ แต่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในปัจจุบันนี้อยู่ใกล้ระดับที่สร้างความพึงพอใจให้เฟด โดยอยู่ที่ 2% หรือต่ำกว่านั้นเล็กน้อย, 2) แรงกดดันทางการเมือง เฟดถูกตำหนิจากทั้งนักการเมืองสหรัฐและต่างชาติในเรื่อง QE2 โดยสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐกล่าวหาเฟดว่าทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อการกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อ และสมาชิกสภาคองเกรสได้เสนอที่จะตัดภาระหน้าที่ของเฟดเหลือเพียงการรักษาเสถียรภาพของราคา เพื่อที่เฟดจะได้ไม่ต้องมุ่งความสนใจไปยังอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และแม้เฟดสามารถรักษาความเป็นอิสระทางการเมืองไว้ได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดอาจไม่ต้องการกระตุ้นกระแสต่อต้านเฟดในสภาคองเกรสให้รุนแรงมากขึ้น, 3) ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของมาตรการ แม้ผลการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์เฟดระบุว่า การซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภท 10 ปีปรับลง 0.3-1% แต่ประเด็นนี้ยังคงมีการโต้แย้งกันอย่างมาก โดยผู้ต่อต้าน QE ระบุว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 1% ต่อปีในช่วงครึ่งปีแรก แสดงให้เห็นว่า QE มีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ แต่กลุ่มผู้สนับสนุน QE ระบุว่าหากเฟดไม่ซื้อพันธบัตร เศรษฐกิจจะยิ่งตกต่ำลงไปกว่านี้, 4) ผลกระทบที่ลดลงของมาตรการ โดยหลังจากเฟดซื้อตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจำนองไปแล้วเกือบ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไปแล้ว 9 แสนล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์หลายรายตั้งข้อสงสัยว่าการซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมจะส่งผลกระทบที่น้อยลงหรือไม่ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์กังวลว่าเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เฟดจะประสบความยากลำบากในการลดขนาดงบดุลลงจาก 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งการที่เฟดไม่สามารถถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้ทันเวลา อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นและเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ อีกทั้งการถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่มีขนาดใหญ่แบบนี้เป็นสิ่งที่เฟดไม่เคยทำมาก่อน ผู้ว่า ธปท. ระบุกรอบเงินเฟ้อปัจจุบัน ยังเหมาะสมในการดูแลเศรษฐกิจไทย: นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานในปัจจุบันยังมีความเหมาะสมในการดูแลเศรษฐกิจ หากขยับกรอบด้านบนของกรอบเงินเฟ้อขึ้นอาจเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด เพราะเท่ากับ ธปท. ยอมให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้น ต้นทุนก็ต้องสูงไปด้วย เช่น เวลาขายพันธบัตร คงไม่ใครยอมซื้อที่ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งเท่ากับว่า ธปท. จะยอมให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของธปท. กำลังหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติที่จะเห็นชอบร่วมกันสำหรับกรอบในแต่ละปี ปัจจุบัน กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานของ ธปท. อยู่ที่ 0.5-3.0% ส่วนการดำเนินมาตรการเพื่อให้ราคาน้ำมันลดลงในขณะนี้ จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากไม่ชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะมีอายุนานเพียงใด และการลดราคาน้ำมันขณะนี้จะมีผลในการลดต้นทุนผลิตเท่านั้น และยังต้องศึกษาว่าจะมีผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างไร รวมทั้งจะกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนในอนาคตหรือไม่ สำหรับการแยกบัญชีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและตั้งกองทุนความมั่งคั่งนั้น เรื่องดังกล่าวต้องศึกษาก่อนว่าจะทำได้หรือไม่ซึ่งยังไม่สามารถให้คำตอบได้ทันที แต่เรื่องนี้มีการพูดคุยกันมานานแล้ว ขณะที่ความเป็นห่วงในการออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของธนาคารพาณิชย์นั้น ความเสี่ยงเรื่องนี้จะอยู่ที่การออกตั๋วบี/อี ที่มีอายุที่ใกล้กัน ซึ่งอาจมีปัญหาสภาพคล่องเมื่อเวลาตั๋วครบกำหนด แต่ผู้บริโภคบางส่วนยอมรับได้กับความเสี่ยงดังกล่าว และเข้าใจว่าการซื้อตั๋วบี/อี จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก เศรษฐกิจ ก.ค. ชะลอตามภาคการผลิต แรงกดดันเงินเฟ้อยังเพิ่ม: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. ชะลอลงจากการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่ลดลง การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวลง มีสาเหตุจากการหดตัวของสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากคำสั่งซื้อที่ชะลอลงและการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการผลิตในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไอซีและเซมิคอนดักเตอร์ที่หดตัว ตามความต้องการในตลาดโลกและสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การหดตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราวและจะเริ่มฟื้นตัวในระยะต่อไป เนื่องจากการผลิตรถยนต์ที่เริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่ได้ใช้เต็มกำลังผลิต จึงมีโอกาสจะเร่งตัวได้อีก สำหรับการผลิตภาคเกษตรที่หดตัวลงเป็นผลจากการขอให้เกษตรกรงดทำนาปรังรอบสองในช่วงต้นปี นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรในเดือน ก.ค. ก็ลดลงจากเดือนก่อนเนื่องจากปริมาณสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้รายได้เกษตรกรลดลง 2.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการลดลงของรายได้เกษตรกร ทำให้การบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ค. ชะลอตัวลงด้วย รวมถึงประชาชนชะลอการตัดสินใจซื้อบ้านและรถยนต์ เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การบริโภคลดลงเช่นกัน ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งสะท้อนจากการคาดการณ์เงินเฟ้อและต้นทุนยังคงอยู่ในระดับสูง จากการสำรวจของ ธปท. พบว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อในเดือน ก.ค. สูงขึ้นกว่าเดือน มิ.ย. โดยอยู่ที่ 4% จาก 3.8% ส่วนการลดราคาน้ำมันลง จะมีผลต่อการลดของเงินเฟ้อหรือไม่นั้น คงต้องรอดูว่าการลดราคาน้ำมันส่งผ่านไปยังการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงใด เนื่องจากผู้ได้ประโยชน์จากการลดราคาน้ำมันขณะนี้เป็นผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ทั้งนี้ ดุลการค้าเดือน ก.ค. เกินดุล 2.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับที่เกินดุล 1.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน มิ.ย. โดยส่งออกเติบโต 36.4% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น 13.1% สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ก.ค. เกินดุล 3.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เกินดุล 2.50 พันล้านดอลลาร์ใน มิ.ย. ขณะที่ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (PCI) เดือน ก.ค. ลดลง 2.3% เมื่อเทียบรายเดือน จากที่ไม่เปลี่ยนแปลงในเดือน มิ.ย. และดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) เดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 0.10% เมื่อเทียบรายเดือน จากที่ลดลง 2.5% ในเดือน มิ.ย. สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ก.ค. ลดลง 1.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 3.82% ในเดือน มิ.ย.
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: LH คำแนะนำ: ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย (บาท): 7.50 เราคาดว่าจะรายงานกำไรหลักปี 2554 ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2548 ที่ทำสถิติสูงสุดเดิม บริษัทตั้งใจที่จะขายการลงทุนในเซอร์วิสอพาร์ทเม้นเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ในไตรมาส 4/54 หรือไตรมาส 1/55 มีกำไรจากการลงทุนจากการถือหุ้นใน LHBANK และ HMPRO ที่ยังไม่ได้ถูกรับรู้ มูลค่าถูกโดย PER สุทธิอยู่ที่เพียง 12.8 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2548-53 ที่ 17.3 เท่า
นักวิเคราะห์: นฤมล เอกสมุทร Tel. (662) 618-1345
หุ้น: TUF คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 78.00 ราคาวัตถุดิบผันผวนน้อยลงในครึ่งหลังของปี ได้รับประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) เข้ามาเต็มปีในปีหน้า รายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ได้แก่อาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯจะเป็นปัจจัยใหม่ที่หนุนการเติบโตของยอดขายในอีก 1-3 ปีข้างหน้า
นักวิเคราะห์: ประสิทธ์ สุจิรวรกุล Tel. (662) 618-1342
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: BANPU Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย 656/660 Stop loss < 624 Reason: รีบาวด์หลังจากปรับลงแรงสูงถึง 20% ใกล้เคียงกับรอบที่แล้ว ลุ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน 632 มองดีดขึ้นโดยมีแนวต้านระยะสั้นบริเวณ 656-660
Security: ITD Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย 4.7/4.8 Stop loss < 4.46 Reason: ราคาหุ้นฟื้นตัวเมื่อทดสอบแนวใกล้แนวรับรับสำคัญ 4.4 บ. มีลุ้นรีบาวด์กลับขึ้นไปบริเวณแนวต้านเดิม 4.7-4.8
Security: TISCO Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย 43/44 Stop loss < 40 Reason: ทะลุเส้นค่าเฉลี่ยหลักขึ้นมาได้พร้อมกับวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยคัญ
Security: LH Position: ขายที่แนวต้าน 7 บ. Reason: โมเมนตัมการขึ้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เกิดสัญญาณ Bearish divergence เตือนว่าหุ้นอยู่ในช่วงปลายทางขาขึ้น แนะนำขายที่แนวต้าน 7 บ.
Security: AOT Position: ขายที่แนวต้าน 48-49 Reason: ราคาหุ้นถูกขายทำกำไรหลังจากไม่สามารถทะลุยอดเดิมที่ 49 และวอลุ่มที่หนาแน่นและปิดต่ำ
Security: PS Position: ขายที่แนวต้าน 19.3-19.6 Reason: หุ้นยังคลแกว่งตัวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยหลักและส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาด แนวต้าน 19.3-19.6 คาดว่าผ่านได้ยากเนื่องจากวอลุ่มเบาบาง
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 1 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 1123 |
![]() | All days | 1123 |
Comments