| Daily View - บล.กสิกรไทย |
|
|
|
| Monday, 12 September 2011 11:34 | |||
|
ปัญหาหนี้ยุโรปกดดันตลาดสัปดาห์นี้ ปัญหาหนี้ในยุโรปกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังจากมีการจุดประเด็นความแตกแยกในอีซีบี เรื่องวิธีการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป ซึ่งต้องจับตาว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อกรีซในการรับเงินช่วยเหลือรอบ 2 หรือไม่ นอกจากนี้ในวันที่ 15 ก.ย. จะมีการประมูลพันธบัตรอิตาลี ซึ่งแม้ว่าจะสามารถ rollover ได้ แต่ต้องจับตาดูอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตามเรายังมีข่าวดีในประเทศคือในวันอังคารที่ 13 ก.ย. ครม. จะมีการพิจารณาหลักการลดภาษีนิติบุคคลโครงการรถคันแรก บ้านหลังแรก จำนำข้าว และเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหุ้นในกลุ่ม domestic play เช่นพาณิชย์ โรงพยาบาล ยานยนต์ ผู้ประกอบการบ้าน สื่อ รวมถึงข่าวดีเรื่องการทูลเกล้ารายชื่อกสทช. เป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่ม ICT กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: เหมือนเดิมเราเชื่อว่าในช่วงเดือนก.ย. ตลาดจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway โดยมี downside ไม่ต่ำกว่า 1000 จุด และ upside อยู่ที่ไม่เกิน 1100 จุดดังนั้นที่มีการให้ลดพอร์ตไปในช่วงที่มีการ rebound ขึ้นมา ให้รอซื้อกลับเมื่อ SET ต่ำกว่า1040 อีกครั้งหนึ่ง โดยหากจะเก็งกำไร อาจลุ้นในวงเงินจำกัด โดยแนะนำหุ้นกลุ่มที่ค่อนข้างdefensive ไว้ก่อนและได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล เช่น TICON MCOT GRAMMY MAKRO HMPRO BIGC RATCH BGH KH CPNRF TFUND และหุ้นในกลุ่ม ICT ADVANC DTAC LOXLEY SAMART เป็นต้น
ปัจจัยสำคัญวันก่อนหน้า - แผนจ้างงานของโอบามามูลค่า 4.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ -เงินเฟ้อจีนเดือนส.ค. อยู่ที่ 6.2% ลดลงจาก 6.5% ในเดือนก.ค.
ปัจจัยสำคัญวันนี้ - ปัญหาหนี้ยุโรปปัจจัยสำคัญในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ -ประชุมครม.วันที่ 13 ก.ย. พิจารณาหลักการลดภาษีนิติบุคคล โครงการรถคันแรกจำนำข้าว เงินเดือนข้าราชการ ฯลฯ - ติดตามนายกฯ ทูลเกล้ารายชื่อกสทช. -US PPI และ CPI ในวันที่ 14 และ 15 ก.ย. ตามลำดับ - พันธบัตรอิตาลีถึงกำหนดชำระวงเงิน 21 พันล้านยูโร ในวันที่ 15 ก.ย. - EU Unemployment ในวันที่ 15 ก.ย. - US Jobless claim ในวันที่ 15 ก.ย. - US Industrial Production ในวันที่ 15 ก.ย. - US Consumer sentiment ในวันที่ 16 ก.ย. สรุปตลาดต่างประเทศ: DJ -303.68/-2.69% S&P -31.67/-2.67% NASDAQ - 61.15-2.42/% FTSE-125.73/-2.4% DAX-218.53/-4.04% CAC -111.24/-3.6% แม้ว่านายโอบามาจะแถลงแผนการจ้างงาน แต่นักลงทุนยังกังวลว่าแผนดังกล่าวจะผ่านสภาคองเกรสหรือไม่ ขณะที่สถานการณ์ในยุโรป ดูแย่ลงหลังจากนายเจอร์เกน สตาร์คสมาชิกคณะกรรมการบริหารอีซีบี จะลาออกจากตำแหน่ง ทำให้นักลงทุนกลัวว่าจะเกิดความแตกแยกในอีซีบีสรุปตลาด Commodity: Oil USD87.24/bbl/-1.81 Gold USD1,859.5/Once/+2.0 ความกังวลในยุโรปทำให้ USD index แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (รายละเอียดทั้งหมดอ่านหน้าหลัง)
ECONOMICS & POLITICS - นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ยืนยันว่าต้องการให้ ธปท. ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากขณะนี้เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดมาจากเศรษฐกิจที่มีความร้อนแรงจนเกินไป - ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 49.3 จากระดับ 56.0 และเป็นการปรับลดลงทุกภาคธุรกิจ โดยภาคค้าส่ง ดัชนีลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6จากระดับ 57.6 ภาคค้าปลีกดัชนีลดลงมาอยู่ที่ 48.7 จากระดับ 55.2 และภาคบริการดัชนีลดลงมาอยู่ที่ 49.5จากระดับ 56.2 - รมว.คลัง เปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมสร้างโมเดลในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการใช้เงินจากกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลเตรียมจ่ายเพิ่มกองทุนหมู่บ้านแห่งละ 1 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินรวม 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินตรงนี้จะนำไปแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของประชาชนในหมู่บ้าน คาดว่าน่าจะเพียงพอกับการแก้ปัญหา และวิธีนี้จะดีกว่าการขึ้นทะเบียนแก้หนี้นอกระบบที่รัฐบาลชุดที่แล้วดำเนินการไว้ - ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ครม. จะพิจารณาอนุมัติปรับรายได้ให้แก่บุคลากรภาครัฐ ได้แก่ ข้าราชการลูกจ้างประจำพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากงบประมาณรายจ่ายและทหารกองประจำการโดยในระยะสั้นจะจ่ายเป็นเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) หลังจากนั้นจะปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างของสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ซึ่งจะมีบุคลากรภาครัฐได้ประโยชน์ 649,323 คน คิดเป็นงบปี'55 ที่ 18,396 ล้านบาท จากนั้นอยู่ที่ปีละ 24,533 ล้านบาท - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลเดือนสิงหาคม 2554 ว่าจัดเก็บรายได้สุทธิ 301,187 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 52,614 ล้านบาท หรือคิดเป็น21.2% และสูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว18.7% สาเหตุสำคัญมาจากการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการกำไรสุทธิครึ่งรอบปีบัญชี 2554 (ภ.ง.ด.51) ที่ครบกำหนดชำระในเดือนสิงหาคมนี้เพิ่มขึ้นมากส่งผลให้การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงกว่าประมาณการถึง 49,285 ล้านบาท หรือ 34.6%
ประเด็นการเมือง - “ถวิล” ลั่น 12 ก.ย. ยื่นคำร้อง ก.พ.ค. ร้องเรียนโดนย้ายไม่เป็นธรรม - "ประชา" หารือ "เพรียวพันธ์" ฟื้นคุกสันติบาลคุมนักโทษการเมือง ด้านโฆษก ยุติธรรมปฏิเสธจัดรอ "ทักษิณ" - “เฉลิม” ท้า “อภิสิทธิ์” ตั้งกระทู้-ยื่นซักฟอกปมรื้อคดีที่ดินรัชดาฯ และเร่งฎีกาอภัยโทษช่วย “ทักษิณ”
INDUSTRY NEWS - กลุ่ม ICT: นายกฯ รับต้องนำรายชื่อ 11 กสทช.ขึ้นทูลเกล้าฯ แม้ดีเอสไอกำลังสอบกระบวนการสรรหาไม่ชอบเนื่องจากไม่มีอำนาจชะลอ ระบุขอความเห็นกฤษฎีกาแค่ให้รอบคอบถูกต้องตามข้อกฎหมาย ด้านเลขาฯกฤษฎีกาเผยได้รับเรื่องพร้อมทำความเห็นคืนรัฐบาลสัปดาห์หน้า - กลุ่มผู้ประกอบการบ้าน: นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากร เตรียมเสนอมาตรการบ้านหลังแรกไว้แล้ว คาดว่าจะดำเนินการได้เร็ว เพราะกฎกระทรวงการคลังที่ออกมาก่อนหน้านี้ให้สิทธิลดหย่อนเงินดาวน์ 100,000 บาท สำหรับบ้านหลังแรกของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งน่าจะนำมาใช้เทียบเคียงกันได้ โดยจะใช้กับผู้ซื้อบ้านหลังแรก วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท ด้วยการนำเงินต้นมาหักลดหย่อนภาษีใน 5 ปี วงเงิน 300,000 บาท ซึ่งจะเพิ่มขึ้นมาจากหักลดหย่อนดอกเบี้ย 150,000 บาท โดยจะให้สิทธิเฉพาะผู้ซื้อบ้านภายใน 1 ปี จะทำให้ผู้ซื้อบ้านได้สิทธิลดหย่อนภาษีบ้านทั้ง 2 ทาง - กลุ่มเกษตร (ข้าว): คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)อนุมัติหลักเกณฑ์การจำนำข้าวนาปี '54/55 โดยไม่จำกัดปริมาณ เริ่มวันที่ 7 ต.ค.นี้ ไปจนถึงวันที่ 29 ก.พ. 55 มีกรอบระยะเวลาไถ่ถอน 4 เดือน โดยกำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้า 100% 15,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 5% 14,800 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 10% 14,600 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 15% 14,200 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 25%13,800 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิ20,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมจังหวัด18,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุม 16,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียว กข6 18,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเม็ดสั้น 16,000 บาทต่อตัน ซึ่งกขช.จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาในวันที่ 13 ก.ย.นี้ - กลุ่มรับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง: พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) พิจารณาโครงการถนนไร้ฝุ่นเพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการมาให้อีกครั้งหลังจากนั้นจึงสามารถพิจารณาได้ว่าจะสามารถดำเนินโครงการในพื้นที่ไหนได้ก่อนบ้าง ยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่อไป แต่จะใช้ชื่อเดิม โครงการถนนไร้ฝุ่น หรือจะเปลี่ยนชื่อใหม่หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาอีกครั้ง - กลุ่มพลังงาน: นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้บมจ.ปตท.ไปเร่งศึกษาการออกบัตรเครดิตพลังงานให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ เพื่อให้สามารถออกบัตรเครดิตได้ภายในสิ้นปี'54 โดยช่วงแรกจะให้ปตท.เป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการแทนรัฐบาล เพราะปัจจุบันปตท.มีการจำหน่ายพลังงานได้ครอบคลุมทุกประเภทแต่ในอนาคตหากมีผู้ค้าน้ำมันเอกชนรายอื่นสนใจร่วมโครงการสามารถทำข้อตกลงกับรัฐบาลได้
EXTERNAL FACTOR - ดัชนี DJ ปิดลบ 303.68 จุด หรือ 2.69% ปิดที่ 10,992.13 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 31.67 จุด หรือ2.67% ปิดที่ 1,154.23 จุด ดัชนี Nasdaq ลดลง 61.15 จุด หรือ 2.42% ปิดที่ 2,467.99 จุด ตลาดหุ้นได้รับแรงกดดันหลังจากอีซีบีประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า นายเจอร์เกน สตาร์ค ซึ่งเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของอีซีบีและเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารอีซีบี จะลาออกจากตำแหน่งภายในสิ้นปีนี้เป็นอย่างช้า ด้วยเหตุผลส่วนตัวอย่างไรก็ตาม สื่อต่างๆตีข่าวว่าเขาลาออกเพราะต่อต้านนโยบายเข้าซื้อพันธบัตรของอีซีบี ซึ่งทำให้นักลงทุนกลัวว่าความแตกแยกในอีซีบีอาจส่งผลกระทบต่อบทบาทของอีซีบีในการกู้วิกฤตหนี้สินในยุโรป สำหรับปัจจัยในสหรัฐนั้น แม้ว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะเสนอแผนสร้างงานมูลค่า 4.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่นักลงทุนยังกังขาว่าแผนดังกล่าวจะผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสหรือไม่เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ส่งสัญญาณฟื้นตัวที่เด่นชัดเลย ขณะเดียวกันหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ร่วงลงกว่า 3% หลังมีรายงานว่าทางธนาคารอาจปลดพนักงานราว 40,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างองค์กรระลอกแรกแสดงให้เห็นว่าธนาคารสหรัฐที่มีสินทรัพย์สูงสุดกำลังมีปัญหาหนัก - สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น USD2.0 หรือ 0.1% ปิดที่ระดับ USD1,859.5เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนัก - ราคาน้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง USD1.81bbl หรือ 2.03% ปิดที่ USD87.24/bbl เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบเงินยูโร หลังจากที่สมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลาออกจากตำแหน่งอย่างไม่คาดฝัน ส่งผลให้นักลงทุนทวีความกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรป - ดัชนีค่าระวางเรือ ปิดที่ 1,838 เพิ่มขึ้น 56 จุด หรือ 3.14% - สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) รายงาน ผลผลิตมูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือนส.ค.ขยายตัว 13.5%YoY แต่ปรับตัวลดลง 0.5% จากเดือนก.ค. ส่งผลให้การขยายตัวของผลผลิตมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค.อยู่ที่ระดับ 14.2% ขณะที่ยอดค้าปลีกของจีนเดือนส.ค.ขยายตัว 17%YoY แตะ 1.4705 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 2.30 แสนล้านดอลลาร์ และขยายตัวขึ้น1.36%MoM โดยในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค.นั้น ยอดค้าปลีกของจีนขยายตัว 16.9%YoY แตะ 11.49 ล้านล้านหยวน - นายลอเรนซ์ เมเยอร์ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะถดถอยมากขึ้นนั้น ยิ่งหมายความว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ควรจะต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากเงินเฟ้อไปเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะช่วยหนุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น - กรมศุลกากรจีนเปิดเผย ยอดส่งออกจีนขยายตัว 24.5%YoY ในเดือนสิงหาคม สู่ระดับ 1.7331 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนยอดนำเข้าทะยาน 30.2%YoY แตะที่ 1.5556 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม สำหรับยอดเกินดุลการค้าในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 1.775 หมื่นล้านดอลลาร์ลดลงจากระดับ 3.148 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม - ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นหดตัวลง 2.1% ต่อปีในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการหดตัวลงมากกว่าที่ได้ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ว่าหดตัวเพียง 1.3%
TODAY’S REPORTS - Commerce sector: มูลค่าแตะจุดสูงสุดแต่ยังคงเป็น Safe havens เรายังคงคำแนะนำ Overweightราคาหุ้นกลุ่ม Commerce ปรับตัวขึ้นสูงขึ้น 34%YTD และสูงกว่า SET index ซึ่งปรับตัวขึ้นเพียง 4%YTD โดยเรามองว่าแม้ราคา ณ ระดับปัจจุบันของกลุ่มจะแพงมาก โดยซื้อขายกันที่ PER 27 เท่า และ 22 เท่า ในปี 54 และ 55 แต่เราเชื่อว่าหุ้นในกลุ่ม Commerce จะยังคง Outperform ต่อไปในระยะกลาง เนื่องจากปัจจัยบวก อาทิ ความเชื่อมั่นผุ้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น อัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งสำหรับงวด 2H54 ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 24%YoY ขณะที่กำไรทั้งปี 55 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 21%YoY ตลอดจนโอกาสในการปรับประมาณการกำไรขึ้นเนื่องจากค่าจ้างที่สูงขึ้นของกลุ่มรากหญ้าซึ่งจะช่วยหนุนกำลังซื้อให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เราจึงยังคงคำแนะนำ Overweight สำหรับกลุ่ม Commerce และให้ MAKRO (แนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 285 บาท) กับ BIGC (แนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 150 บาท) เป็น Top pick ของกลุ่ม ขณะที่หุ้นตัวอื่น เราให้คำแนะนำ Buy สำหรับ CPALL ราคาพื้นฐาน 56 บาท แนะนำ Outperform สำหรับ HMPRO ราคาพื้นฐาน 11.2 บาท และแนะนำ Neutral สำหรับ ROBINS ราคาพื้นฐาน 40 บาท - LPN: เรายังคงคำแนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 14.25 บาท เราคาดว่า LPN จะสามารถสร้างยอด Pre-sales ของปี 54 ได้ตามเป้าหมายที่ 14 พันล้านบาท หลังจาก LPN เตรียมเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 4/54 จำนวน 3 โครงการ คือ Lumpini Place Jomtien มูลค่า 3.6 พันล้านบาท จำนวน 2,000 ยูนิต (เปิดตัววันที่ 22 ต.ค. นี้) และอีก 2 โครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ มูลค่า 1 พันล้านบาท โดย เราคาดว่ากำไรงวด 3Q54 ของ LPN จะทำจุดสูงสุดใหม่ ที่ 650 ล้านบาท เนื่องจากมีการโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการขนาดใหญ่เข้ามาในงวดดังกล่าว ขณะที่กำไรงวด 4Q54 ของ LPN เราคาดว่าจะชะลอลง แต่เชื่อว่า LPN จะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายของปี 54 ที่ 12 พันล้านบาท เรายังคงประมาณการกำไรของ LPN เท่าเดิมและยังคงคำแนะนำ Buy ราคาพื้นฐาน 14.25 บาท - Residential sector: นโยบายลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก เรายังคงคำแนะนำ Overweightนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่าเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาแนวทางการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับโครงการบ้านหลังแรก โดยจะให้ผู้ซื้อบ้านหลังแรก มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 แสนบาท โดยให้ทยอยหักลดหย่อนเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งกรมสรรพากรคาดว่ารายได้จะหายไปไม่เกิน 1 พันล้านบาท ซึ่งเราได้ทำการวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวแล้ว พบว่า นโยบายนี้จะช่วยประหยัดรายจ่าย 2-4.3% ของ มูลค่าบ้าน หรือคิดเป็น 6,000-12,000 บาท/ปี อย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ซื้อที่อยู่ในเกณฑ์เสียภาษีที่ 30% จะได้รับประโยชน์จากการประหยัดได้ 3-12.9% ของมูลค่าบ้าน ขณะที่ผู้ประกอบการบ้านจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากกำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านที่เพิ่มขึ้น 2-12.9% และคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ผุ้ประกอบการบ้านสามารถปรับเพิ่มราคาขายขึ้นได้ นอกจากนี้เรายังคาดว่าผู้ประกอบการบ้านจะได้รับประโยชน์จากนโยบายต่อไปของรัฐบาล คือ การให้กู้ซื้อบ้านด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะช่วยหนุนยอด Pre-sales และ กำไรให้แก่ผู้ประกอบการบ้านในอนาคต เรายังคงคำแนะนำ Overweight สำหรับกลุ่ม Residential และจากข่าวนี้เราคาดว่า LPN PS และ SPALI จะได้รับประโยชน์สูงสุดในกลุ่ม (Top pick ของกลุ่ม ได้แก่ AP, SPALI และ LH)
ALTERNATIVE INVESTMENT STRATEGY สุชีล นารูลา ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ; Tel +662 696-0021)
Gold Futures: แนะนำให้ถือ Long เพื่อขึ้นไปแบ่งทำกำไรที่ 28,500 โดยใช้ 25,200 เป็น Stop loss จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองโลก (RTXGL) แนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังอยู่ในทิศทางซิกแซกขึ้น ส่วนระยะสั้นกำลังแกว่งเพื่อตั้งหลักและอาจแกว่งจนถึงต้นสัปดาห์นี้ โดยมีแนวต้านที่ $1,880 ซึ่งถ้าสามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้ มีโอกาสรีบาวด์กลับขึ้นไปทดสอบที่ $1,920, $1,950 และ $2,003 หรือสูงกว่านั้น สำหรับกรณีที่ราคาทองโลกแกว่งและหลุด $1,827 ลงมา มีโอกาสแกว่งลงต่อไปเพื่อทดสอบ $1,810-1,800 และ/หรือ $1,785 สำหรับ Gold Futures (GFV11) ทาง Technical กำลังยืนตั้งหลักขึ้นมา โดยถ้าสามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 27,260 และ 27,540 ขึ้นมาได้ มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบที 27,700 และ 28,500 แต่ถ้าหลุด 26,750 ลงมา อาจแกว่งลงต่อไปที่ 25,800-25,600 และ 24,670 หรือต่ำกว่านั้น แนะนำให้ถือทนแกว่ง Long GFV11 เพื่อรอจังหวะขึ้นไปแบ่งทำกำไรที่ 28,500 และให้ Stop ถ้าระหว่างวันหลุด 25,200 ลงมา
SET50 Futures: เราแนะนำ 2 กลยุทธ์ จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ S50U11 กำลังถอยลงมาจากแนวต้านบริเวณ 748-750 และถ้าหลุด 735 ลงมามีโอกาสถอยลงไปทดสอบที่ 729 และ/หรือ 717 หรือต่ำกว่านั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ยังคงแนะนำให้ทำในวงจำกัด
กลยุทธ์การลงทุน : 1) กรณี Long แนะนำให้รอดูจังหวะไปก่อน โดยรอจังหวะเปิด Long กรณีที่ S50U11 ลงมาบริเวณ 717 และใช้ 717 เป็น Stop loss 2) กรณี Short แนะนำให้ถือ Short ที่เหลืออยู่ และเปิด Short เพื่อถัวได้ ถ้าหลุด 735 ลงมา เพื่อรอจังหวะลงไปทยอยแบ่งทำกำไรที่ 729 และ 717 โดยแนะนำให้ Stop loss ครึ่งหนึ่ง ถ้าทะลุ 742 ขึ้นมา (S50U11 มีแนวต้าน 742, 746 และ 750 แนวรับ 735, 729 และ 717)
MARKET EVENT
Thai Event - 19-20/09/11 กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนส.ค. - 30/09/11 ธปท.รายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค. - สัปดาห์ที่ 2 เดือนก.ย . ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค - สัปดาห์ที่ 3 เดือนก.ย. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, ยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ - สัปดาห์ที่ 4 เดือนก.ย. สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)แถลงดัชนีอุตสาหกรรมประจำเดือนและรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง - 01/10/11 กระทรวงพาณิชย์รายงานเงินเฟ้อเดือนก.ย.
World Event - 13/09/11 US : Import and Export Prices - 14/09/11 EU : Industrial Production* - 14/09/11 US : Producer Price Index* - 14/09/11 US : Retail Sales* - 14/09/11 US : Business Inventories - 15/09/11 EU : CPI* - 15/09/11 EU : Employment* - 15/09/11 US : Consumer Price Index* - 15/09/11 US : Empire State Mfg Survey - 15/09/11 US : Jobless Claims* - 15/09/11 US : Industrial Production* - 15/09/11 US : Philadelphia Fed Survey* - 16/09/11 EU : Trade Balance* - 16/09/11 US : Consumer Sentiment
กวี ชูกิจเกษม This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0030 วิชญะ วงศ์ภาณุวิชญ์ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0038
โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 12 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 1048 |
![]() | All days | 1048 |
Comments