| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Tuesday, 13 September 2011 10:47 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากวันศุกร์ โดยการปรับลดลงคาดเป้นการปรับลดงความตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ลดลง เองจากความกังวลปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ ที่คาดการณ์กันว่ามีโอกาสที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ได้ โดยกลุ่มที่ถูกขายหลักคือกลุ่มแบงค์ พลังงานและสื่อสาร สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
แนวโน้มตลาด จากรายงานแนวโน้มทิศทางกระแสเงินลงทุนของภูมิภาค พบว่าแนวโน้มกระแสเงินลงทุนที่ไหลออกชะลอตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่ากระแสเงินที่ไหลออกก็น่าชะลอต่อในสัปดาห์นี้ ถึงแม้นักลงทุนจะกังวลในเรื่องภาพเศรษฐกิจสหรัฐและปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปก็ตาม เพราะสัปดาห์หน้าจะมีการประชุม FOMC โดยเราคาดว่าปลายสัปดาห์ตลาดอาจมีการรีบาวด์จากแรงเก็งกำไรในประเด็นดังกล่าวได้ ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ หลังจากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์รายงานว่า อิตาลีกำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่จีนเพื่อขอให้จีนเข้าซื้อพันธบัตรอิตาลี ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยพยุงตลาดให้ดีดตัวขึ้นในช่วงท้าย หลังจากที่ตลาดร่วงลงอย่างหนักเกือบตลอดทั้งวัน อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลที่ว่ากรีซอาจจะเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ คาดตลาดจะรีบาวด์ได้เล็กน้อย
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด "เจอร์เก้น สตาร์ค" แยกทางธนาคารกลางยุโรป ตอกย้ำรอยร้าวในยูโรโซน: การลาออกของนายเจอร์เก้น สตาร์ค ซึ่งเป็นชาวเยอรมนี จากตำแหน่งคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อแก้ไขวิกฤติหนี้ยูโรโซน ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ กำลังเตรียมพร้อมกับความเป็นไปได้ที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ หลังจากกรีซไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านงบประมาณหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา การลาออกครั้งนี้มีแนวโน้มว่า 1) จะทำให้การจัดการกับวิกฤตการณ์รอบถัดไปยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เพราะบ่งชี้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศสมาชิกยูโรโซนและความแตกแยกทางความคิดในอีซีบี, 2) จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอีซีบีในสายตาของชาวเยอรมนีและสถาบันการเงินเยอรมนี โดยสถาบันการเงินของเยอรมนีมองว่ามาตรการซื้อพันธบัตรเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ และกระทรวงการคลังเยอรมนีมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่ากรีซจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต ดังนั้น จึงต้องสกัดกั้นการลุกลามของวิกฤติหนี้และจำกัดขอบเขตของปัญหาให้อยู่ภายในกรีซ ปัจจุบัน อีซีบีซื้อพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี สเปน กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสไปแล้วเป็นมูลค่า 1.35 แสนล้านยูโร, 3) จะทำให้การรวมตัวด้านการคลังในยูโรโซนทำได้ยากมากขึ้นในทางการเมือง ขณะที่นายกรัฐมนตรีแองเจลา เมอร์เคลของเยอรมนีเริ่มตระหนักว่าการปรับปรุงการบริหารเศรษฐกิจครั้งใหญ่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษายูโรโซนไว้, 4) อาจทำให้อีซีบีเผชิญกับความแตกแยกระหว่างยุโรปเหนือและยุโรปใต้ หรือระหว่างกลุ่มประเทศเจ้าหนี้และลูกหนี้ในยูโรโซน, 5) อาจเป็นการจำกัดความสามารถของอีซีบีในการดำเนินการอย่างจริงจังในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่วิกฤติอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น หากอีซีบีถูกจำกัดความสามารถในการซื้อพันธบัตรอิตาลีและสเปน และยูโรโซนต้องปรับโครงสร้างหนี้กรีซพร้อมกับขอลดหนี้ลง วิกฤตินี้มีโอกาสลุกลามไปยังประเทศอื่น ซึ่งหากอีซีบีถูกจำกัดความสามารถเพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถบรรลุความเห็นที่ตรงกัน อีซีบีจะเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าว และ 6) อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่ออีซีบีและยูโรโซน โดยนายปิซานี-เฟอร์รีกล่าวว่า "เราจำเป็นต้องคิดว่าสหรัฐจะมองเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งสหรัฐคงมองว่าผู้กำหนดนโยบายของอีซีบีไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันและทำงานด้วยกันได้" ผู้ตรวจการณ์ของอียู อีซีบี และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือ "ทรอยกา" อาจต้องหาทางในการอนุญาตให้จ่ายเงินช่วยเหลือสำหรับกรีซงวดถัดไปซึ่งมีมูลค่า 8 พันล้านยูโร (1.1 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือน ต.ค. เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยพยุงสถานะของกรีซได้อีก 2-3 เดือนจนกว่ารัฐสภายุโรปจะอนุมัติการมอบอำนาจใหม่ให้กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) ซึ่งได้แก่ อำนาจในการให้วงเงินสินเชื่อแก่ประเทศสมาชิกยูโรโซน การซื้อพันธบัตรในตลาดรอง และการปล่อยกู้เพื่อเพิ่มทุนแก่ธนาคารพาณิชย์ และแม้ EFSF ได้รับมอบอำนาจใหม่ในอนาคต แต่ EFSF ก็ต้องได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิกยูโรโซนทั้ง 17 ประเทศในการใช้อำนาจดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐสภาเยอรมนียังได้รับอำนาจมากขึ้นในการควบคุมการตัดสินใจในประเด็นเหล่านี้ด้วย ซึ่งหมายความว่า การแก้ไขวิกฤติหนี้ยูโรโซนจะเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองหลายประการ ขณะเดียวกัน EFSF อาจประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ในการแก้ไขวิกฤติ เพราะ EFSF มีเงินทุนที่สามารถใช้ได้ราว 3.80 แสนล้านยูโร แต่อิตาลีมียอดหนี้คงค้างจากพันธบัตรรัฐบาล 1.9 พันล้านยูโร และ 45% ในจำนวนนี้ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลเยอรมนีเสนอว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งแทนนายสตาร์คควรเป็นนายจอร์จ อาสมุสเซน รมช.คลังเยอรมนี โดยนายอาสมุสเซนมีประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤติและเน้นผลเชิงปฏิบัติ ซึ่งเขาอาจช่วยลดความขัดแย้งทางความคิดในอีซีบี แต่เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้นายมาริโอ ดรากี ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานอีซีบีแทนนายฌอง-คล็อด ทริเชต์ในวันที่ 1 พ.ย. ต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวมากขึ้นเกี่ยวกับการยุติมาตรการซื้อพันธบัตร และการยึดมั่นในวัตถุประสงค์หลักของอีซีบีในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งนายดรากีเคยกล่าวเตือนก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงอิตาลีไม่ควรคาดการณ์ว่าการซื้อพันธบัตรจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ อีซีบีเป็นสถาบันที่ช่วยให้เศรษฐกิจยูโรโซนและตลาดพันธบัตรดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤติหนี้สาธารณะ ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) ไม่มีรัฐบาลกลางและไม่มีหน่วยงานงบประมาณกลาง ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่อียูแต่ละรายมักแสดงความเห็นที่ต่างกันอย่างมาก IMF อาจต้องอัดเงินอีกกว่า 8 แสนล้านดอลล์ปล่อยกู้แก้วิกฤติ: เจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในเอกสารภายในว่า IMF อาจเผชิญภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นอย่างมาก หากสถานการณ์การเงินโลกเลวร้ายลง และหลายประเทศขอความช่วยเหลือจาก IMF โดยปริมาณเงินที่ IMF อาจต้องปล่อยกู้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายได้เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 4 นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. และขณะนี้ IMF ปล่อยกู้ราว 3.90 แสนล้านดอลลาร์ได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่องบดุล แต่หากเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมา IMF อาจต้องปล่อยกู้ราว 8.40 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 6.40 แสนล้านดอลลาร์ที่เจ้าหน้าที่ IMF เคยประเมินไว้ในเดือนมิ.ย. ส่วนกรณีที่ไม่เลวร้ายที่สุดคือ ผู้กำหนดนโยบายสามารถควบคุมวิกฤติหนี้ได้อย่างรวดเร็ว IMF อาจปล่อยกู้เพียง 3.60 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทุนทรัพย์ของ IMF ในปัจจุบันมีมากพอสำหรับเงินส่วนนี้ ขณะเดียวกัน รายงานฉบับต่อๆ ไปของ IMF จะเน้นย้ำเรื่อง "ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมากต่อเสถียรภาพทางการเงิน" โดยขณะที่วิกฤติหนี้ยุโรปเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลก และยุโรปอาจไม่สามารถรับมือกับการโจมตีจากตลาดได้นั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีอีกหลายประเทศขอความช่วยเหลือจาก IMF นอกจากนี้ "ภาวะตึงเครียดในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและ/หรือระบบการเงินในระยะนี้ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้มีการขอให้ IMF เตรียมวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการปล่อยกู้ในอนาคต และวงเงินเพิ่มเติมเพื่อเป็นการระวังป้องกันด้วย" รวมทั้ง "ในสถานการณ์ที่เปราะบางในปัจจุบันนี้นั้น ความสามารถในการปล่อยกู้ที่ลดลงอย่างรุนแรงของ IMF อาจทำให้ตลาดไร้เสถียรภาพมากขึ้น และสิ่งนี้บ่งชี้ว่าการรักษาระดับความสามารถในการปล่อยกู้ของ IMF อาจเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้สกัดกั้นวิกฤตการณ์" และนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ IMF เคยกล่าวว่า "ในอนาคตอันไม่ไกลเกินไป IMF อาจต้องพิจารณาหาทุนทรัพย์เพิ่มเติม" อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดในขณะนี้ สิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาในขณะนี้คือ วิธีที่ IMF สามารถกู้เงินจากตลาดการเงินได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งประเทศสมาชิกคณะกรรมการ IMF เพิ่งประชุมกันเพื่อหารือถึงทางเลือกต่างๆ ในการใช้เงิน 2.8 พันล้านดอลลาร์ที่ได้จากการขายทอง 403.3 ตันของ IMF โดยทางเลือกที่ได้รับการพิจารณาในขณะนี้รวมถึงการเก็บเงินดังกล่าวไว้ในกองทุนสำรอง และการนำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือประเทศยากจนที่เผชิญกับวิกฤตการณ์ นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่า "เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม" กรีซอาจต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิก IMF บางประเทศซึ่งรวมถึงบราซิล แสดงความกังวลต่อการที่ IMF จ่ายเงินช่วยเหลือกรีซ ทั้งๆ ที่กรีซไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการคลังที่ตั้งไว้ภายใต้โครงการของสหภาพยุโรป (อียู) และ IMF และประเทศสมาชิก IMF ยังระบุอีกว่าการที่อียูเป็นผู้นำในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินวงเงิน 1.10 แสนล้านยูโรสำหรับกรีซ ทำให้ IMF มีอำนาจน้อยลงในการบังคับให้กรีซปรับปรุงด้านการคลัง ทั้งนี้ รายงานของ IMF ฉบับนี้สนับสนุนให้มีการใช้กองทุนกู้วิกฤติ IMF ซึ่งมีชื่อว่า New Arrangements to Borrow โดยครอบคลุมตั้งแต่ 1 ต.ค. 2011-31 มี.ค. 2012 กองทุนกู้วิกฤตินี้ได้รับการขยายขนาดขึ้นจากเดิม 10 เท่าในปี 2010 เพื่อขานรับเสียงเรียกร้องของกลุ่มจี-20 ในปี 2009 ที่ต้องการให้เพิ่มทุนทรัพย์ในการปล่อยกู้ของ IMF ขึ้น 3 เท่า กรีซมีเงินสดเพียงพอบริหารประเทศถึงเดือน ต.ค. เท่านั้น: นายฟิลิปปอส ซาชินิดิส รมช.คลังของกรีซ เปิดเผยว่า กรีซมีเงินสดเพียงพอสำหรับการบริหารประเทศได้ถึงเดือน ต.ค. เท่านั้น และกรีซกำลังพยายามที่จะรับประกันว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารงานได้โดยไม่มีปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินเดือนข้าราชการและบำเหน็จบำนาญได้นานเพียงใด และยังบ่งชี้ถึงความจำเป็นของกรีซที่ต้องได้รับเงินช่วยเหลืองวดต่อไปจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะเดียวกัน กรีซประกาศมาตรการใหม่ในการจัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีอัตราภาษีที่ 0.5-10 ยูโร/ตารางเมตร เพื่อระดมทุน 2 พันล้านยูโร และบรรลุเป้าหมายในการลดยอดขาดดุลงบประมาณประจำปีนี้ซึ่งมีวงเงินราว 8.1% ของจีดีพี รวมทั้งสร้างความพอใจให้เจ้าหนี้ต่างชาติ โดยหวังได้รับเงินกู้งวดใหม่วงเงิน 8 พันล้านยูโร นอกจากนี้ รัฐบาลกรีซได้ประกาศมาตรการ "labor reserve" สำหรับภาครัฐซึ่งจะใช้ปลดข้าราชการในอนาคต แทนที่จะให้ข้าราชการได้เงินเดือนจากรัฐบาลตลอดชีวิตเหมือนแต่ก่อน อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ ในยุโรปแสดงความกังวลมากขึ้นต่อสมาชิกภาพของกรีซในยูโรโซน ขณะที่นายกรัฐมนตรีจอร์จ ปาปันเดรอู ของกรีซ ปฏิเสธข่าวลือที่ว่ากรีซอาจถอนตัวออกจากยูโรโซน เนื่องจากการทำเช่นนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องแบบโดมิโน่ ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของยูโรโซน คาดธนาคารอังกฤษมีค่าใช้จ่าย 4-7 พันล้านปอนด์ในการปฏิบัติตามแผนปฏิรูป: คณะกรรมการอิสระด้านการธนาคารของอังกฤษ (ICB) ออกรายงานระบุว่าภาคธนาคารอังกฤษควรคุ้มครองกิจการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยไม่ให้ได้รับผลกระทบจากกิจการวาณิชธนกิจที่มีความเสี่ยงสูง และควรเพิ่มระดับเงินกองทุนเพื่อคุ้มครองผู้เสียภาษีจากวิกฤตการณ์ในอนาคต โดบธนาคารต่างๆ ควรถือครองเงินกองทุนหลักอย่างน้อย 10% ในกิจการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อย และควรมีเงินกองทุนสำหรับรองรับการขาดทุนในเบื้องต้นราว 17-20% ซึ่งข้อเสนอของ ICB ครั้งนี้อาจทำให้ภาคธนาคารอังกฤษมีค่าใช้จ่ายราว 4-7 พันล้านปอนด์/ปีสำหรับธนาคารอังกฤษ นอกจากนี้ ICB ต้องการให้ธนาคารอังกฤษแยกกิจการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้ว ส่วนการนำข้อเสนอนี้มาบังคับใช้ควรขยายเวลาออกไปแต่ควรจะแล้วเสร็จภายในปี 2019 ทั้งนี้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ 4 แห่งของอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยบาร์เคลย์ส HSBC ลอยด์ส และ RBS พยายามต่อต้านการออกกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดและเป็นที่คาดกันว่าธนาคารกลุ่มนี้จะพยายามล้อบบี้ต่อไปหลังจาก ICB เปิดเผยรายงานดังกล่าว คาดสเปน-อิตาลีจ่อคิวขอความช่วยเหลือทางการเงินตามกรีซ: นายโจควิน อัลมูเนีย กรรมาธิการด้านการแข่งขันของยุโรป เปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้ที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายครั้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในช่วงภาวะถดถอยในปี 2008-2009 แม้การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการให้ความช่วยเหลือทางการเงินผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและผลกระทบต่อธนาคารและระบบการเงิน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าสเปนและอิตาลีอาจถูกสถานการณ์บังคับให้ขอความช่วยเหลือทางการเงินตามโปรตุเกส ไอร์แลนด์ และกรีซ ถ้าความวิตกเกี่ยวกับยูโรโซนทำให้ราคาพันธบัตรของประเทศพุ่งสู่ระดับที่ไม่ยั่งยืน จีนเผยยอดเกินดุลการค้าลดลงในเดือน ส.ค. ขณะส่งออกชะลอตัวแต่นำเข้าเพิ่ม: สำนักงานศุลกากรจีนรายงานว่าการส่งออกเดือน ส.ค. มีมูลค่า 1.733 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24.5% เมื่อเทียบรายปี เทียบกับที่เพิ่มขึ้น 20.4% ในเดือน ก.ค. แต่การส่งออกเทียบรายเดือนชะลอตัวลงเล็กน้อยในเดือน ส.ค. ซึ่งความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ในสหรัฐและยุโรปทำให้เกิดความวิตกว่าเศรษฐกิจโลกจะตกต่ำอีกครั้ง ส่วนการนำเข้าเดือน ส.ค. พุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.556 แสนล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้นกว่า 30.2% เมื่อเทียบรายปี ทำให้จีนมียอดเกินดุลการค้า 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน ส.ค. ลดลง 43% จากเดือน ก.ค.และเป็นครั้งแรกที่ยอดเกินดุลการค้าลดลงในรอบ 6 เดือน ซึ่งยอดเกินดุลการค้าของจีนที่ลดลงอย่างมากในเดือน ส.ค. จากการส่งออกที่ร่วงลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ก.ค. และการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก แสดงว่าเศรษฐกิจจีนกำลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และอุปสงค์ในประเทศยังคงมีความยืดหยุ่น ธนาคารกลางจีนจะดำเนินนโยบายรอบคอบขณะเงินเฟ้อยังสูงเกินไป: ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ระดับสูงเกินไป และการรักษาเสถียรภาพระดับราคาโดยรวมยังคงเป็นความสำคัญสูงสุดของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค PBOC ยืนยันว่าจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่รอบคอบและรักษาการขยายตัวด้านปริมาณเงินและสินเชื่อที่เหมาะสม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางรายกล่าวว่าจีนอาจผ่อนคลายนโยบายในไม่ช้านี้ขณะที่วิกฤติหนี้ยุโรปที่เลวร้ายลง และภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐจะลดอุปสงค์สำหรับสินค้าของจีน ทั้งนี้ PBOC ได้ใช้เครื่องมืออื่นๆ รวมถึงการเข้ากำกับตลาด การเพิ่ม RRR สำหรับธนาคารบางกลุ่ม และการขยายฐานการคำนวณเงินฝากเพื่อสกัดกั้นปริมาณเงินซึ่งจะลดความสามารถของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ โดยปริมาณเงิน M2 ชะลอตัวลงสู่ 13.5% ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2004 และแม้การขยายตัวของปริมาณเงิน M2 ดูเหมือนต่ำกว่าที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ภาวการณ์เงินที่แท้จริงสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและรวดเร็วของจีน เนื่องจากธนาคารต่างๆ ของจีนนำปริมาณเงินออกจากงบดุลบัญชีผ่านทางผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่ง ขณะเดียวกัน แหล่งระดมทุนทางเลือก อาทิ พันธบัตรและหุ้น ได้สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยการปล่อยกู้ของธนาคารคิดเป็นสัดส่วนเพียง 56% ของการระดมทุนทางสังคมโดยรวมต่อเศรษฐกิจ สภาทองคำโลกคาดอุปสงค์ทองเพิ่มขึ้นในสิ้นปีนี้: สภาทองคำโลก (WGC) คาดว่าอุปสงค์ทองซึ่งลดลงในไตรมาส 2 ของปีนี้ จะเพิ่มขึ้นในปลายปีนี้จากแรงซื้ออัญมณีในอินเดียและจีน และการฟื้นตัวขึ้นของอุปสงค์การลงทุน โดยความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้นักลงทุนซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและกระตุ้นการลงทุนในทองแท่งและเหรียญทองในตลาดตะวันตกในไตรมาส 3 ด้วย รวมทั้งผู้บริโภคในเอเชียยังคงซื้ออัญมณี อุปสงค์ทองแท่งและเหรียญทองมีการขยายตัวในตลาดเอเชีย เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อและข้อเสนอที่มีจำกัดสำหรับเครื่องมือการลงทุนทางเลือก ทำให้ผู้บริโภคในอินเดียและจีนซื้อผลิตภัณฑ์ทองเหล่านี้ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ซึ่งซื้อทอง 198 ตันเพื่อเพิ่มทองคำสำรองในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้นั้น ยังคงซื้อในไตรมาส 3 และคาดว่าจะซื้อต่อไปในปีนี้ ขณะที่อิตาลีและประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่มีหนี้สินจำนวนมากอาจไม่ขายทองคำสำรองของธนาคารกลางเพื่อเพิ่มงบประมาณ เนื่องจากทองคำสำรองมีจำนวนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับภาระหนี้จำนวนมหาศาล และการดำเนินการดังกล่าวต้องแก้กฎหมายของประเทศ ทั้งนี้ อุปสงค์ทองโดยรวมลดลง 17% ในเดือน เม.ย.-มิ.ย. สู่ระดับ 919.8 ตัน เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของอุปสงค์การลงทุน ซึ่งหักล้างการฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ ของแรงซื้ออัญมณี นักเศรษฐศาสตร์ 50.7% ไม่เห็นด้วย ตั้งกองทุนมั่งคั่งฯ ในขณะนี้: ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ พบว่า 50.7% ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง "กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ" ในขณะนี้ หลังมองศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุน แต่หากมีการตั้งกองทุนฯ เพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ 50.8% เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตาม ระบบการเมืองและระบบราชการไทยในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการตั้งกองทุน รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่หรือ 52.2% ก็ไม่เห็นด้วยกับการบริหารจัดการทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปัจจุบันที่เน้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ได้เสนอแนะประเด็นและข้อคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติว่า ให้ตั้งคณะทำงานที่เป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองและจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาในประเด็นต่างๆ และเงื่อนไขที่สำคัญในการตั้งกองทุน คือ ความพร้อมของฝ่ายการเมืองที่ต้องไม่มีการคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน และต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน รวมทั้งแหล่งที่มาของการตั้งกองทุนควรมาจากแหล่งอื่นๆ มากกว่าจะมาจากทุนสำรองระหว่างประเทศ เช่น การระดมทุนจากประชาชนและเงินกำไรจากรัฐวิสาหกิจ
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: TISCO คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 51.50 สินเชื่อสุทธิในเดือน ส.ค. อยู่ที่ 174 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 1.6% MoM, 31.1% YoY และ 18.5% YTD สินเชื่อเช่าซื้อฟื้นตัวเนื่องจากการผลิตรถยนต์กลับสู่ระดับปกตินับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2554 เราคาดว่าจะรายงานกำไรสุทธิดีในไตรมาส 3/54 หนุนโดยสินเชื่อเช่าซื้ออีกทั้งการตั้งสำรองหนี้ยังลดลง
นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341
กลุ่ม: ICT คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ราคาเป้าหมาย (บาท): - มีการประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 12 ก.ย. เพื่อเลือกประธานกรรมการและสองรองประธาน กสทช. ข่าวดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อกลุ่มไอซีที เรายังคงมุมมองเดิมว่ารายชื่อกสทช. ทั้ง 11 รายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4/54
นักวิเคราะห์: ประสิทธ์ สุจิรวรกุล Tel. (662) 618-1342
กลุ่ม: ปิโตรเคมี คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ราคาเป้าหมาย (บาท): - เรามองว่าตลาดกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน ไฮซีซั่นที่กำลังจะเข้ามาถึงจะเป็นปัจจัยหนุนในระยะอันใกล้นี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลเชิงลบต่ออุปสงค์จริงแต่ไม่น่าจะมากเท่าปี 2551 เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิโดยรวมปีนี้ลง 4% และปีหน้าลง 7% เพื่อสะท้อนการปรับลดสมมติฐานส่วนต่างราคา Ethylene, HDPE, LLDPE, LDPE, Benzene และ PTA
นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343
กลุ่ม: ปิโตรเคมี คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ราคาเป้าหมาย (บาท): - ส่วนต่างโอเลฟินส์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ส่วนต่าง HDPE ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน ในขณะที่ส่วนต่าง MEG ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนต่างพีวีซีปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: SCB Position: ขาย Reason: ปรับตัวลงหลุดแนวรับสำคัญ 115 ส่งผลให้แนวโน้มระยะสั้นเปลี่ยนเป็นลง
Security: KBANK Position: ขาย Reason: หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเป็นวันแรก ส่งผลให้แนวโน้มระยะยาวเปลี่ยนเป็นลง
Security: PTTEP Position: ขาย Reason: อ่อนตัวลงทดสอบจุดต่ำสุดเดิม 160 แต่วอลุ่มเบาบางมองว่าเป็นแรงซื้อประคองตัวเพื่อไม่ให้หุ้นหลุดแนวรับสำคัญ เพราะหากลงไปต่ำกว่า 160 จะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง
Security: SCC Position: ขาย Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและปรับลงทำจุดต่ำสุดใหม่ตามคาด แนะนำขายหรือหลีกเลี่ยง
Security: ADVANC Position: ซื้อ เป้าหมาย 125/126 Stop loss < 119 Reason: แนะนำซื้อ เนื่องจากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 119 มองการดีดตัวขึ้นไปที่แนวต้านเดิม 125
Security: INTUCH Position: ซื้อ เป้าหมาย 40/42 Stop loss < 36.5 Reason: หุ้นสามารถฟื้นตัวบนเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน 37 บ. ส่งผลให้แนวโน้มระยะกลางยังคงรูปแบบขาขึ้น
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 13 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 912 |
![]() | All days | 912 |
Comments