| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Friday, 16 September 2011 10:59 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดบวก 1.3% หลังภาคบ่ายมีแรงซื้อหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ นำโดยกลุ่มแบงก์ พลังงาน และเทคโนโลยี ตามด้วยวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรโดยคาดหวังในด้านบวกต่อการแก้ปัญหาหนี้ในกลุ่มประเทศยุโรป สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
แนวโน้มตลาด แม้จะมีข่าวดีเข้ามาช่วยหนุนตลาดจากฝั่งยุโรป แต่ดูเหมือนแรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังต่อเนื่อง และส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเรื่อยๆ ฉะนั้นจึงทำให้นักลงทุนยังค่อนข้างกังวล หลังจากนี้ตลาดน่าจะโฟกัสไปที่การประชุม FOMC สัปดาห์หน้าว่าเฟดจะมีมาตรการช่วยเหลืออะไรที่มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยหลักคงอยู่ที่จำนวนเงินที่จะเข้ามาอุดหนุน และความรวดเร็วในการปฏิบัติ ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ หลังจากธนาคารกลางยุโรป พร้อมด้วยธนาคารกลางชั้นนำอีก 4 แห่งของโลก รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางอังกฤษ ประกาศว่าจะจัดหาเงินกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ในยูโรโซน ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะตึงตัวในภาคธนาคารของยุโรป อันเป็นผลมาจากวิกฤติหนี้สาธารณะ คาดวันนี้ตลาดน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด อียูเตือนเกิดภาวะสินเชื่อหดตัว-วิกฤติลามสู่ภาคธนาคาร: รายงานที่จัดเตรียมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนได้แจ้งเตือนรัฐมนตรีคลังยูโรโซนว่ายูโรโซนเผชิญกับ "ความเสี่ยงของวงจรอุบาทว์ที่ครอบคลุมหนี้สินรัฐบาล การระดมทุนภาคธนาคาร และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ติดลบ” และ “ตลาดพันธบัตรรัฐบาลเผชิญกับความตึงเครียดมากขึ้น และความเสี่ยงในการระดมทุนของภาคธนาคารเพิ่มขึ้นในฤดูร้อนที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ได้ลุกลามไปยังตลาดและประเทศต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบ" ดังนั้น "การเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนทรัพย์ของธนาคารเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ" ซึ่งถ้อยแถลงนี้สอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ต้องการให้ดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มทุนให้ธนาคารพาณิชย์ยุโรป ขณะเดียวกัน บีเอ็นพี พาริบาส์ประกาศแผนขายสินทรัพย์ 7 หมื่นล้านยูโรเพื่อช่วยลดความกังวลของนักลงทุนในเรื่องสัดส่วนเงินกู้และการระดมทุน และนักลงทุนมองว่าการออกพันธบัตรร่วมกันถือเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ตลาดว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งในยูโรโซนจะช่วยรับผิดชอบประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอ อย่างไรก็ดี เยอรมนีและยุโรปเหนือต่อต้านมาตรการนี้อย่างจริงจัง ซึ่งทำให้การออกพันธบัตรยูโรโซนไม่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ขณะที่การออกพันธบัตรยูโรโซนร่วมกันจำเป็นต้องอาศัยการสอดส่องดูแลนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของประเทศสมาชิกในแบบที่เป็นการก้าวก่ายกิจการภายในมากยิ่งขึ้น และประเด็นนี้จำเป็นต้องได้รับการอภิปรายกันอย่างเต็มที่ในประเทศสมาชิกยูโรโซนแต่ละประเทศ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อินเดียกล่าวว่ารัฐมนตรีคลังของบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ หรือกลุ่มประเทศ BRICS จะหารือเรื่องข้อเสนอของบราซิลในการเพิ่มปริมาณการถือครองพันธบัตรยูโรโซนในการประชุมกันวันที่ 22 ก.ย. นี้ ขณะที่ทั้งจีนและสหรัฐกังวลว่ารัฐบาลยูโรโซนอาจสูญเสียความสามารถในการควบคุมวิกฤติหนี้สิน อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังของกรีซตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ เนื่องจากกลุ่ม BRICS แทบไม่เคยสนใจจะซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นของกรีซมาก่อนแม้ได้รับคำเชิญให้เข้าซื้อก็ตาม ขณะที่นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่าของจีนกล่าวว่า รัฐบาลจีนเต็มใจจะช่วยเหลือคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ก็ระบุว่ายุโรปจำเป็นต้องสกัดกั้นวิกฤตการณ์ไม่ให้ขยายตัว และสื่อมวลชนของรัฐบาลจีนระบุว่าอียูควรตอบแทนความช่วยเหลือของจีนในการแก้ไขวิกฤติหนี้สินด้วยการมอบสถานะเศรษฐกิจตลาดให้จีน เพราะสถานะดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองจีนจากมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดของยุโรป IMF ชี้สเปนและอิตาลีจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติ: นายอาร์ริโก ซาดุน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า สเปนและอิตาลีใช้ความพยายามอย่างมากในการแก้ปัญหาหนี้และการเงินของรัฐบาล แต่สองประเทศนี้จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ขณะที่มาตรการรัดเข็มขัดของอิตาลีเป็นสิ่งที่ทำได้ยากแต่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งนี้ รัฐสภาอิตาลีให้การอนุมัติขั้นสุดท้ายต่อมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อสกัดวิกฤติหนี้ในอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซน โดยหนี้สาธารณะของอิตาลีสูงถึง 120% ของจีดีพี และนักวิเคราะห์บางรายคาดว่าเศรษฐกิจอิตาลีอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า ดังนั้น ปัญหาของอิตาลีจึงอาจทำให้ยูโรโซนล่มสลายได้ โดยมาตรการรัดเข็มขัดวงเงิน 5.4 หมื่นล้านยูโร (7.38 หมื่นล้านดอลลาร์) ประกอบด้วย การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% แผนการปรับขึ้นอายุการเกษียณสำหรับผู้หญิง และการเก็บภาษีพิเศษจากบริษัทพลังงาน รวมทั้งการปรับลดงบประมาณรายจ่าย ขณะที่จุดสนใจในขณะนี้มุ่งไปยังประเด็นที่ว่ารัฐบาลอิตาลีจะสามารถปฏิรูปได้ตามสัญญาหรือไม่ และรัฐบาลต้องออกมาตรการรัดเข็มขัดเพิ่มเติมหรือไม่ซึ่งเจ้าหน้าที่อิตาลีเคยกล่าวว่าอาจมีการออกมาตรการเพิ่มเติม โดยทางเลือกที่เป็นไปได้จะรวมถึงการขายทรัพย์สินของรัฐบาล และการปฏิรูปโครงสร้างในระยะยาวเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของกรีซพุ่งขึ้นเข้าใกล้ระดับที่ไม่สามารถจัดการได้ นอกจากนี้ คนรุ่นหนุ่มสาวของอิตาลีเกือบ 1 ใน 3 อยู่ในสถานะว่างงาน และตลาดแรงงานของอิตาลีได้รับแรงกดดันจากกฎหมายที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ปลดพนักงานออกนอกจากการปลดลูกจ้างชั่วคราว นอกจากนี้ ระบบราชการของอิตาลียังขาดประสิทธิภาพอย่างมากและมีค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเบอร์ลุสโคนีมีสถานะที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ และเขาพยายามชักจูงจีนให้ซื้อพันธบัตรอิตาลี ซึ่งนายจาน อันโตนิโอ สเตลลา ระบุว่า "ความหวังที่ว่าจีนจะช่วยต่อลมหายใจให้อิตาลีด้วยการซื้อพันธบัตรถือเป็นความอับอายครั้งประวัติศาสตร์" ก่อนหน้านี้นายเบอร์ลุสโคนีมักแสดงความเห็นในทางบวกอยู่เสมอ แต่ปัจจุบันนี้เขากล่าวว่าอิตาลีอาจตกอยู่ในสถานะเดียวกับกรีซหากอิตาลีไม่ออกมาตรการรัดเข็มขัด เอกชนเข้าร่วมโครงการสว็อปบอนด์กรีซกว่า 80%: เอกชนผู้ถือครองพันธบัตรกรีซกว่า 82% แสดงความสนใจจะเข้าร่วมในโครงการแลกเปลี่ยนพันธบัตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบสองสำหรับกรีซ อย่างไรก็ตาม อัตราการเข้าร่วมที่ 82% นี้ครอบคลุมเพียงแค่ธนาคารแต่ไม่รวมถึงกองทุนเงินบำเหน็จบำนาญและกองทุนรวม ทั้งนี้ ภายใต้มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่ผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ตกลงกันไว้ในเดือน ก.ค. นั้น นักลงทุนเอกชนจะร่วมแบ่งปันภาระในการให้ความช่วยเหลือโดยพวกเขาจะนำพันธบัตรรัฐบาลกรีซที่ถือครองไว้มาแลกเปลี่ยนกับตราสารหนี้ที่มีกำหนดไถ่ถอนยาวนานกว่าและมีอัตราผลตอบแทนหน้าตั๋วต่ำกว่า เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วมีโอกาสถดถอยรอบสอง: ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 250 คนในอเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น บ่งชี้ถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นที่ธนาคารกลางต่างๆ จำเป็นต้องออกมาตรการที่เหลืออยู่เพื่อสกัดกั้นภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรอบสองในสหรัฐ ยูโรโซนและอังกฤษได้เพิ่มขึ้นสู่ราว 1 ใน 3 โดย "ปัญหาหนี้ยุโรปเป็นความเสี่ยงมากที่สุดต่อเศรษฐกิจมหภาค" นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่นจนกว่าจะถึงปี 2013 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นอนาคตที่ไกลเกินไปที่จะคาดการณ์ ด้วยความถูกต้อง ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันมองเอเชียมีความสำคัญมากกว่ายุโรป: ผลสำรวจ Transatlantic Trends พบว่าชาวอเมริกัน 51% รู้สึกว่าประเทศในเอเชียมีความสำคัญกับพวกเขามากกว่าประเทศในสหภาพยุโรป ขณะที่มีเพียง 38% คิดในทางตรงข้าม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองว่าจีนและญี่ปุ่นมีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของประเทศมากกว่า และผลสำรวจฉบับล่าสุดนี้ตรงข้ามกับผลสำรวจในปี 2004 ที่ถามคำถามเดียวกัน ซึ่งครั้งนั้นชาวอเมริกัน 54% กล่าวว่ายุโรปมีความสำคัญมากกว่าต่อผลประโยชน์ที่ "สำคัญ" ของประเทศ ขณะที่มีเพียง 29% ระบุว่าเอเชียมีความสำคัญกว่า อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกัน 63% มองว่าจีนเป็นภัยคุกคาม และมีเพียง 31% มองว่าเป็นโอกาส แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งเยอรมนีและอังกฤษระบุว่าจีนเป็นโอกาส สำหรับนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้รับความนิยมมากกว่าในยุโรป โดยเขาได้คะแนนนิยม 75% ในยูโรป ซึ่งมากกว่าในสหรัฐที่เขาได้คะแนนนิยม 54% ธปท. ระบุความเสี่ยงเงินเฟ้อยังมี แต่มองความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น: นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ความเสี่ยงจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงมีอยู่โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตของผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งอาจมีผลต่อการตั้งราคาสินค้าและต้นทุนผลิตให้สูงได้ แต่ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่างประเทศมีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องพิจารณาถึงความสมดุล อย่างไรก็ตาม อัตรานโยบายดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องอยู่ในระดับศูนย์หรือเป็นบวก เพียงแต่หากอยู่ในระดับที่ติดลบมากๆ นานเกินไป จะทำให้เศรษฐกิจขาดความสมดุล ดังนั้น จึงเป็นการตัดสินใจของ กนง. ที่จะดูว่าความสมดุลของเศรษฐกิจว่าจะอยู่ในจุดใด ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. ที่ผ่านมา เป็นการทำเพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น และไม่ได้ใช้ดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันของเงินเฟ้อจากด้านอุปทานเพียงอย่างเดียว ซึ่งแรงกดดันของเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกิดจาก 3 ทางคือ อุปทาน เช่น ราคาน้ำมันซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดดันด้านอุปสงค์ทั้งการบริโภคในประเทศที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอุปสงค์จากต่างประเทศที่มาจากการส่งออก ขณะที่ด้านสุดท้ายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50% ในปัจจุบัน "อยู่ในลักษณะที่มีเสถียรภาพ"
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: DRT คำแนะนำ: ถือ ราคาเป้าหมาย (บาท): 6.30 แม้ว่าเรายังกังวลเกี่ยวกับการห้ามใช้ chrysotile แต่เราเชื่อว่าต้นทุนการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่ายอดขาย asbestos จะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เราคาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 9 ปี ที่ 15.6% เราปรับราคาเป้าหมายไปยังปี 2555 ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 6.30 บาท
นักวิเคราะห์: ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
กลุ่ม: อาหาร คำแนะนำ: NEUTRAL ราคาเป้าหมาย (บาท): - เรายังคงมุมมองว่ากลุ่มอาหารจะได้รับแรงกกดดันไปอย่างน้อย 3 เดือนเนื่องจากอุปทานไก่ดิบที่เพิ่มขึ้น คาดว่าราคาส่งออกไก่จะปรับตัวลดลงอย่างน้อย 15% ในไตรมาส 4/54 ผลลบจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมีผลมากกว่าการปรับลดภาษีนิติบุคคล มีผลเชิงบวกเล็กน้อยจากการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยกเลิกการนำเข้าไก่ดิบจากไทย
นักวิเคราะห์: ประสิทธ์ สุจิรวรกุล Tel. (662) 618-1342
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: ADVANC Position: ซื้อ เป้าหมาย: 126/128 Stop loss < 120.5 Reason: ฟื้นตัวหลังจากลงทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน 121 บ. ลุ้นทะลุขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ โดยมองแนวต้าน 126 และ 128
Security: STANLY Position: ซื้อ เป้าหมาย: 176/178 Stop loss < 170.5 Reason: ทะลุแนวต้านระยะสั้น 172 และวอลุ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มองเป้าหมาย 176-178
Security: BTS Position: ซื้อ เป้าหมาย: 0.74/0.76 Stop loss < 0.65 Reason: วอลุ่มเทรดสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต ขณะที่ราคาหุ้นสร้างฐานนานกว่า 2 สัปดาห์ มองเป้าหมาย 0.74-0.76
Security: INTUCH Position: ซื้อ เป้าหมาย: 41/42 Stop loss < 37.25 Reason: ฟื้นตัวหลังจากลงทดสอบเส้นแนวรับสำคัญ 37 บ. ลุ้นดีดขึ้นทดสอบจุดยอดเดิม 41-42
Security: CPALL Position: ขาย Reason: รีบาวด์หลังจากปรับลงแรง แนวต้าน 50.5 บ.ขึ้นไปคาดว่าผ่านได้ยากเนื่องจากปริมาณหุ้นสะสมมากในอดีต
Security: AOT Position: ขาย Reason: ส่งสัญญาณเตือนว่าหุ้นอยู่ในช่วงปลายทางขาขึ้นจากลักษณะ Bearish divergence หากหลุดแนวรับสำคัญ 46 คาดว่าหุ้นจะปรับตัวลงแรง
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 16 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 1542 |
![]() | All days | 1542 |
Comments