Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง
รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง PDF Print E-mail
Wednesday, 21 September 2011 11:22

สรุปภาพตลาด

ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดบวกขึ้น ภาวะการซื้อขายภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบสลับกับแดนบวก อยู่ในกรอบแคบๆ ในช่วงบ่ายมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มแบงก์ และพลังงาน นำตลาด จึงทำให้ดัชนีสามารถปิดในแดนบวกได้ ตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งวานนี้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาโครงการบ้านหลังแรก สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแนวโน้มตลาด

มุมมองทางเทคนิคดัชนีตลาดหุ้นไทยพยายามยืนไม่ให้หลุดลงไปต่ำ กว่าจุดต่ำ สุดเดิมที่ 1012 จุด อย่างไรก็ตาม หากเราวิเคราะห์เครื่องมือทางเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็น Leading indicator เช่น ADLINE และดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ Blue-chip index ปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่แล้ว ขณะที่ค่าเงินบาทซึ่งเป็นตัวสะท้อนในเรื่องของกระแสเงินลงทุนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องล่าสุดอยู่ที่ 30.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นมา กลยุทธ์ทางเทคนิคยังแนะนำให้ลดพอร์ตการลงทุน ตลาดอาจรีบาวด์ขึ้นเล็กน้อยหลังจากปรับตัวลงแรงแต่เรามองว่าไม่ใช่จุดกลับตัว เป็นเพียงการรีบาวด์หลังจากปรับลงแรง และมีโอกาสสูงที่เราจะเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นได้ไม่ไกลโดยมองแนวต้านบริเวณ 1040 จุด

ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเมื่อคืนนี้ เพราะได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟด จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมระยะเวลา 2 วันซึ่งจะเสร็จสิ้นในคืนวันพุธที่ 21 ก.ย. นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข่าวรัฐบาลกรีซ สามารถประมูลขายพันธบัตรได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดเป็นไปอย่างผันผวน เพราะตลาดได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการลุกลามของปัญหาหนี้สาธารณะในยูโรโซน หลัง S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีลง 1 ขั้น คาดวันนี้ตลาดมีโอกาสปรับตัวลดลง

 

คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333

 

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด

วิกฤติหนี้ยุโรปส่งผลราคาทองร่วง ขณะดอลล์และบอนด์พุ่ง: ขณะที่วิกฤติหนี้ยุโรปทวีความรุนแรงมากขึ้น นักลงทุนหันมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐและดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ 0% ต่อ

ไปจนถึงกลางปี 2013 เป็นอย่างน้อย แทนที่จะลงทุนในทองซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด เนื่องจากความกังวลที่ว่ากรีซอาจผิดนัดชำระหนี้และภาคธนาคารของยุโรปอาจเสียเงินจำนวนมากเพราะเหตุการณ์นี้ ซึ่งการปรับพอร์ตการลงทุนด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐและดอลลาร์ เป็นความเคลื่อนไหวทางกลยุทธ์ระยะสั้น เนื่องจากสหรัฐยังคงเป็นประเทศที่มีเครดิตดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม การดิ่งลงของราคาทองอาจบ่งชี้ว่านักลงทุนที่เคยซื้อทองในช่วงแรกอาจขายทำกำไรในช่วงนี้ เนื่องจากทองเป็นสินทรัพย์เพียงไม่กี่อย่างที่สามารถขายเพื่อชดเชยยอดขาดทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น ซึ่งกลไกแบบนี้มีแนวโน้มจะช่วยหนุนดอลลาร์ในช่วงที่เกิดภาวะตึงเครียด เนื่องจากนักลงทุนที่เคยกู้เงินดอลลาร์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ต้องซื้อคืนดอลลาร์เมื่อสินทรัพย์ดังกล่าวมีมูลค่าลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาทองอาจดีดกลับหลังจากทดสอบที่ 1,700 ดอลลาร์/ออนซ์ ขณะที่นักลงทุนต้องการซื้อทองเพื่อเตรียมรับการพุ่งขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน หากนักลงทุนต้องการซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นหรือหากเฟดประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างแข็งกร้าวในวันที่ 21 ก.ย. นี้ ดอลลาร์ก็อาจร่วงลงได้อีกครั้ง แต่ก็เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีข่าวทางลบออกมาจากยุโรปและสถานการณ์ในยุโรปก็อาจเลวร้ายลงไปอีกในอนาคต ดังนั้น จึงเป็นเรื่องอันตรายมากที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูง ส่วนฟรังก์สวิสที่เคยเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีความปลอดภัยสูง แต่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ได้เข้าแทรกแซงตลาดเพื่อกดดันฟรังก์สวิสให้ร่วงลงเมื่อเทียบกับยูโร ทำให้นักลงทุนที่ต้องการถือครองสกุลเงินที่มีความปลอดภัยสูงหันไปซื้อดอลลาร์แทนฟรังก์สวิส ทั้งนี้บริษัทลูมิส เซย์ลส์ ซึ่งบริหารสินทรัพย์ 1.60 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มการถือครองสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐ โดยสัดส่วนการลงทุนในดอลลาร์เพิ่มขึ้นจาก 60% สู่ 70% และสัดส่วนการลงทุนใน

สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์ลดลงจาก 40% สู่ 30% ส่วนบริษัทเอฟเอ็กซ์ คอนเซปท์ยังคงซื้อดอลลาร์และคงคาดการณ์ในทางลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ

"แบงก์ ออฟ ไชน่า" ยุติเทรดสัญญา FX กับแบงก์ยุโรป กังวลวิกฤติหนี้ลาม: แบงก์ ออฟ ไชน่า ธนาคารขนาดใหญ่ของจีนซึ่งเข้าซื้อขายในตลาดปริวรรตเงินตรา ได้ยุติการซื้อขายสัญญาฟอร์เวิร์ดและสว็อปอัตราแลกเปลี่ยนกับธนาคารยุโรปหลายแห่ง ได้แก่ โซซิเอเต้ เจเนอราล, เครดิต อะกริโคล และบีเอ็นพี พาริบาส์ของฝรั่งเศส นอกจากนี้ แบงก์ ออฟ ไชน่า ยังยุติการซื้อขายกับยูบี เอส เอจี หลังยูบีเอสขาดทุน 2.3 พันล้านดอลลาร์จากการซื้อขายหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตของเทรดเดอร์รายหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจของแบงก์ ออฟ ไชน่า อาจบังคับใช้กับสาขาของธนาคารทุกแห่งซึ่งรวมถึงตลาดปริวรรตเงินตราในประเทศด้วย นอกจากนี้ ธนาคารอีกแห่งของจีนได้ยุติการซื้อขายสว็อปอัตราแลกเปลี่ยนหยวนกับธนาคารยุโรปเช่นกัน โดยสาเหตุสำคัญของการยกเลิกคือ มีข่าวร้ายมากมายจากยุโรป จึงเป็นไปได้ว่าจะมีธนาคารอีกหลายแห่งทำตามแบงก์ ออฟ ไชน่า อย่างไรก็ตามธนาคารจีนแห่งอื่นๆ อาทิ อินดัสเตรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชน่า, ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ และอะกริคัลเจอรัล แบงก์ ออฟ ไชน่า เปิดเผยว่าพวกเขายังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ ทั้งนี้ ธนาคารในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ได้ลดวงเงินสินเชื่อและสัดส่วนการลงทุนในธนาคารยุโรปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ต้องการเสี่ยงกับการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซหรือประเทศอื่นที่มีสถานะอ่อนแอในยุโรป โดยธนาคารในยุโรปได้ขอสินเชื่อมากขึ้นจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการระดมทุนสูงสำหรับดอลลาร์ และความวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงของคู่ค้าใน

ตลาดเงินกู้อินเตอร์แบงก์

จีนผิดหวังยุโรปไม่รับรองสถานะเศรษฐกิจตลาด: จีนรู้สึกผิดหวังที่สหภาพยุโรปไม่รับรองจีนในสถานะเศรษฐกิจตลาด (market economy) เนื่องจากหากจีนได้รับการรับรองสถานะดังกล่าว จะทำให้เป็นเรื่องยากขึ้นที่ประเทศอื่นจะใช้มาตรการคว่ำบาตรการค้าต่อสินค้าจีน แต่โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า สิ่งนี้จะไม่ขัดขวางจีนจากการสนับสนุนยุโรป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ได้ระบุว่าจีนอาจนำทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่มีอยู่ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ไปลงทุนในสัดส่วนที่มากขึ้นในยุโรป และเขาเรียกร้องให้ประเทศในยุโรปรับรองจีนในสถานะเศรษฐกิจตลาด ซึ่งความเห็นของนายเหวินถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่านายเหวินนำเรื่องการสนับสนุนยุโรปของจีนไปผูกกับการสนับสนุนของยุโรปในการรับรองสถานะเศรษฐกิจตลาดของจีน

ตั้งแต่ต้น ก.ย. เงินออกจากตลาดบอนด์ 2 หมื่นล้านบาทและตลาดหุ้น 1 หมื่นล้านบาท:ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่า ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. นี้ มีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ยังถือว่าเป็นการอ่อนค่าน้อยกว่าหลายๆ สกุลเงินในภูมิภาค

สศค. คาดเศรษฐกิจปีนี้โตใกล้ 4% แม้ส่งออกมีแนวโน้มชะลอ-ถูกกระทบจากน้ำท่วม:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดเศรษฐกิจปี 54 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในระดับใกล้เคียง 4% โดยมีแรงส่งจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ยังขยายตัวได้ดี แม้การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและภาวะน้ำท่วมในไตรมาส 3 แต่มาตรการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้มุ่งเน้นเพิ่มรายได้และอำนาจซื้อให้ประชาชนและส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งจะทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

ขยายตัว และเพิ่มสัดส่วนของอุปสงค์ในประเทศต่อจีดีพีให้มากขึ้น สำหรับการส่งออกในครึ่งหลังปี54 ยังคงขยายตัวได้ดีจากการเร่งส่งออกไปยังญี่ปุ่นในครึ่งปีหลังที่ฟื้นตัวขึ้นหลังผ่านเหตุการณ์ภัยพิบัติเมื่อเดือน มี.ค. โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรและการส่งออก ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 55 สศค. คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวดีซึ่งเป็นผลจากนโยบายเพิ่มรายได้และกระตุ้นการลงทุนของรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก การปรับเพิ่มรายได้การปรับลดภาษีนิติบุคคล มาตรการรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรก ขณะเดียวกัน คาดว่าการส่งออกน่าจะขยายตัวต่อไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักแม้การเติบโตมีอัตราที่ชะลอลงบ้าง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้จะไม่กระทบกรอบความยั่งยืนทางการคลังโดย สศค. เชื่อว่าระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เนื่องจากมาตรการลงทุนส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะยาว ทำให้ผลกระทบต่องบประมาณในแต่ละปีไม่สูงมากนัก และบางโครงการมีเป็นโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPPs) จึงใช้งบประมาณไม่มาก ขณะที่มาตรการด้านเศรษฐกิจที่จะดำเนินการนั้น จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปซึ่งจะช่วยให้การจัดเก็บรายได้ดีขึ้น สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 3.5% มีแนวโน้มใกล้เข้าสู่ระดับปกติแล้ว โดยเชื่อว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปีนี้น่าจะอยู่ที่ 3.5% ตามที่ สศค. คาดไว้ ขณะที่มาตรการลดค่าครองชีพประชาชนและมาตรการลดเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ส่วนแนวโน้มเงินบาทในครึ่งหลังปี 54 นั้นจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับค่าเงินในปัจจุบัน โดย สศค. คาดว่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปี 54 น่าจะอยู่ใกล้เคียงระดับ 30.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐและหนี้สาธารณะยุโรป จะส่งผลต่อความผันผวนของการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ และเงินบาทอาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มการเกินดุลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ต้นปีนี้เงินบาทอ่อนค่ามาแล้ว 1% และเป็น 1 ใน 3 สกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่าในปีนี้ ขณะที่สกุลเงินที่เหลือในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สศค. คาดการณ์จีดีพีปี 54 ว่าจะขยายตัว 4.5% โดยมีกรอบการคาดการณ์ในช่วง 4-5% และจะทบทวนคาดการณ์จีดีพีครั้งใหม่ในสิ้นเดือน ก.ย. นี้ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 54 จะอยู่ที่ 3.5% โดยมีช่วงการคาดการณ์ระหว่าง 3.25-3.75% ขณะที่ กนง. จะประชุมในวันที่ 19 ต.ค. ส่วนหนี้สาธารณะคงค้างของไทย ณ สิ้นเดือน ก.ค. 54 อยู่ที่ 4.280 ล้านล้านบาท หรือ 40.57% ของจีดีพี โดยลดลงจาก 40.66% ของจีดีพีเมื่อสิ้น มิ.ย.

 

ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336

 

รายงานวันนี้

หุ้น: BBL           คำแนะนำ: ซื้อ           ราคาเป้าหมาย (บาท): 221.00

BBL รายงานสินเชื่อ ณ สิ้นเดือน ส.ค. ขยายตัว 1.3% MoM และ 9.4% YTD เป็น 1.25 ล้านล้านบาท

สินเชื่อ 8 เดือนขยายตัว 9.4% โดยมากกว่าที่ธนาคารตั้งเป้าไว้ทั้งปี 2554 ที่ 6-8%

เราเชื่อว่า BBL จะเป็นธนาคารหลักที่ได้รับประโยชน์จากวงจรขาขึ้นของการลงทุนและนโยบายหนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ

เราปรับราคาเป้าหมายไปยังปี 2555 ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 221.00 บาท

 

นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341

 

กลุ่ม: ICT          คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน           ราคาเป้าหมาย (บาท): -

ยังคงคำแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนโดยจะมีปัจจัยหนุนดังนี้

การประมูล 3 จีบนคลื่น 2.1 GHz

การลดภาษีนิติบุคคล

 

นักวิเคราะห์: ประสิทธ์ สุจิรวรกุล Tel. (662) 618-1342

 

หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม

 

Technical Analysis

Security: AOT

Position: ขาย

Reason: ปรับตัวลงต่ำกว่าเส้น ค่าเฉลี่ย 50 วัน ส่งผลให้แนวโน้มระยะกลางเปลี่ยนเป็นรูปแบบขาลง

 

Security: SCC

Position: ขาย

Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและลงใกล้ทดสอบจุดต่ำสุดเดิม 300 หากลงไปต่ำกว่าแนวรับเดิมคาดว่าหุ้นจะปรับลงแรง

 

Security: JAS

Position: ขาย

Reason: แนวโน้มระยะยาวอยู่ในทิศทางขาลง หลังจากหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ขณะที่วอลุ่มฝั่งขายหนาแน่นหลังจากราคาหุ้นปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่

 

Security: ADVANC

Position: ซื้อ

เป้าหมาย: 126/128

Stop loss < 121

Reason: มีลุ้นปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ เนื่องจากเป็นหุ้นที่ out perform market

 

Security: DTAC

Position: ซื้อ

เป้าหมาย: 78/79

Stop loss < 73.5

Reason: กลุ่มสื่อสารและเป็นหุ้นนำตลาด สามารถทนแรงเสียดทายได้ดีในภาวะที่ตลาดหุ้นขาลง

 

Security: TASCO

Position: ซื้อ

เป้าหมาย: 55/56

Stop loss < 50

Reason: สัญญาณทะลุกรอบแนวต้านระยะสั้น 50 พร้อมกับวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นตาม จึงมีลุ้นการดีดขึ้นทดสอบแนวต้านเดิม 55-56

 

โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 21 ก.ย. 2554

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1177
mod_vvisit_counterAll days1177

We have: 1175 guests, 1 members online
Your IP: 216.73.216.28
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 28, 2026

4324944