| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Tuesday, 27 September 2011 11:01 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดลบ 5.65% ปรับตัวดีขึ้น หลังระหว่างวันร่วงลงไปถึง 9.42% โดยมีแรงเทขายนำหุ้นในกลุ่มพลังงาน แบงก์ และเทคโนโลยี ตามด้วยกลุ่มปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหาร หุ้นไทยช่วงท้ายตลาดฟื้นตัวดีขึ้นบ้าง ตามตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวในทิศทางดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความคาดหวัง เรื่องการช่วยเหลือหนี้ในกลุ่มประเทศยุโรป สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
แนวโน้มตลาด เครื่องมือทางเทคนิคเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ Oversold เรามองภาพตลาดบริเวณ 900 จุดจะเป็นที่น่าจะเห็นการรีบาวด์เกิดขึ้นเนื่อง ดัชนีตลาดและหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรง ส่งผลให้เครื่องมือทางเทคนิคอยู่ในภาวะ Oversold ดังนั้นจึงมีโอกาสของการรีบาวด์ขึ้นแรงได้เช่นกัน ดัชนีตลาดปรับตัวลงมาทั้งสิ้น 20% ขณะที่เครื่องมือทางเทคนิค Trend line และ Fibonacci ให้แนวรับใกล้เคียงกันที่ 850-900 นอกจากนั้นตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐ เริ่มฟื้นตัวหลังจากปรับตัวลงแรง ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 2.5% เมื่อคืนนี้ หลังจากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปกำลังหารือกันเกี่ยวกับการเพิ่มขนาดและศักยภาพด้านการปล่อยกู้ของกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) และข่าวที่ว่ารัฐบาลเยอรมนีเรียกร้องให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับภาระหนี้ของกรีซมากขึ้น ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่าผู้นำยุโรปจะสามารถควบคุมการลุกลามของปัญหาหนี้สาธารณะได้ คาดตลาดอาจมีรีบาวด์ได้ในวันนี้
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด ตลาดหุ้นยุโรปปรับขึ้นแรง หวังอีซีบีลดดอกเบี้ยรุนแรง: ตลาดหุ้นยุโรปปิดพุ่งขึ้นตามหุ้นกลุ่มธนาคารและประกัน ซึ่งได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางและนักการเมืองจะดำเนินมาตรการใหม่ในการสกัดกั้นผลกระทบหากกรีซผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต โดยมีข่าวลือที่ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงเกินคาดในเดือน ต.ค. และอาจมีการดำเนินมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ข่าวลือเรื่องอัตราดอกเบี้ยอาจไม่เป็นความจริง และยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเรื่องมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง นอกจากนี้ ซีเอ็นบีซีรายงานว่ามีการพิจารณาแผนออกพันธบัตรและใช้เงินซื้อหนี้ของประเทศยุโรปที่ประสบปัญหา ภาคธนาคารทั่วโลกเตรียมรับมือการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ: ภาคธนาคารกำลังปรับตัวรับการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ และตั้งความหวังว่ายุโรปจะสามารถจัดวางระบบคุ้มครองภาคธนาคารได้อย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้การผิดนัดชำระหนี้ของกรีซลุกลามไปสู่ประเทศอื่นในยูโรโซน เนื่องจากหากวิกฤตินี้ลุกลาม ก็อาจส่งผลกระทบร้ายแรงเท่ากับการล้มละลายของวาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส ในปี 2008 โดยนายวิกรม บัณฑิต ซีอีโอของซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า "ระบบธนาคารยุโรปจะได้รับผลกระทบทางการเงินโดยตรงในระดับที่จัดการได้ง่าย แต่ผลกระทบทางอ้อมของเรื่องนี้คือ ผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุปสงค์" และ "ข้อเท็จจริงคือว่า ทุกคนควรคาดการณ์ว่าจีดีพีจะได้รับผลกระทบ หากอุปสงค์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและภาคธุรกิจได้รับผลกระทบตามไปด้วย" ซึ่งสิ่งที่ตลาดกังวลมากที่สุดคือ กรีซอาจผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 3.4 แสนล้านยูโร ซึ่งจะทำให้มีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซนในวงกว้างและวิกฤติการเงินขยายตัวออกไป โดยนายแอนเดรอัส ชมิทซ์ ประธานสมาคมธนาคาร BdB ของเยอรมนีกล่าวว่าการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซเพียงประเทศเดียวเป็นสิ่งที่จัดการได้ แม้ธนาคารต้องลดมูลค่าพันธบัตรกรีซลงมากกว่า 21% ที่ได้กันสำรองไว้แล้ว แต่ "หากกระแสการล้มละลายเกิดขึ้นทั่วยุโรป สถานการณ์จะต่างออกไป โดยธนาคารหลายแห่งจะประสบปัญหาและปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในยุโรปเท่านั้น" และเจ้าหน้าที่ธนาคารบางรายกล่าวเป็นการส่วนตัวว่า การผิดนัดชำระหนี้กรีซอาจทำให้มีการปรับลดมูลค่าพันธบัตรลง 60-80% ทำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเต็มใจจะเจรจาต่อรองครั้งใหม่เพื่อทำ "ข้อตกลงที่ดีกว่า" ข้อตกลงเดิมหากช่วยลดความเสี่ยงในการล้มละลายของกรีซ นอกจากนี้ IMF ประเมินว่าการลุกลามของปัญหาอาจทำให้ธนาคารยุโรปเผชิญความเสี่ยงมูลค่า 3 แสนล้านยูโร และภาคธนาคารควรเพิ่มทุนกันชน ขณะที่ผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ควรพร้อมให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อสกัดกั้นการลุกลาม อย่างไรก็ดี การเพิ่มทุนในภาคธนาคารเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก โดยนักการทูตทางการเงินคนหนึ่งกล่าวว่าหากผู้นำยุโรปต้องการสร้างเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้เกิดตลาดการเงินชะงักงันเหมือนช่วงวิกฤติเลห์แมน ผู้นำยุโรปต้องประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีขนาดใหญ่จนสร้างความตกใจให้ตลาด เนื่องจากมีเพียงการประกาศมาตรการขนาดใหญ่มากเท่านั้นที่จะทำให้ตลาดการเงินเชื่อมั่นว่า ผู้นำยุโรปจะคุ้มครองตลาด ช่วยเหลือธนาคารที่มีความสามารถการชำระหนี้ให้รอดพ้นจากการล้มละลาย และสกัดกั้นการลุกลามได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยุโรปได้หารือเกี่ยวกับวิธีเสริมความแข็งแกร่งให้กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) ที่มีขนาด 4.4 แสนล้านยูโรด้วยโดยอาจเพิ่มเงินทุนให้ EFSF สู่ระดับ 1-2 ล้านล้านยูโร ธปท. เผยบาทยังเคลื่อนไหวตามภูมิภาค พร้อมเข้าดูแลหากผันผวนหนัก: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผย ค่าเงินบาทในช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวตามสกุลเงินในภูมิภาค ขณะที่ ธปท. พร้อมเข้าดูแลหากเงินบาทผันผวนมาก และ ธปท. จะติดตามดูว่าการอ่อนค่าของเงินบาทจะกระทบอัตราเงินเฟ้อในประเทศมากน้อยเพียงใด ขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่าเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงนี้จะไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันปรับลงเช่นกัน "กิตติรัตน์" เผยยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาช่วงนี้ แม้หุ้นไทยตกหนัก: นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ระบุว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาในขณะนี้ เพื่อดูแลตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงมากซึ่งเป็นแรงขายนำจากนักลงทุนต่างประเทศที่วิตกต่อภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเห็นว่าหุ้นไทยปรับลงไม่มากเมื่อเทียบตลาดหุ้นอื่นที่ปรับลงแรงก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้เสนอ 7 มาตรการให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อดูแลเศรษฐกิจและตลาดทุนของประเทศ โดย 7 มาตรการที่สภาตลาดทุนฯ เสนอ เช่น การตั้งกองทุนเพื่อเข้าซื้อหุ้นที่ปรับตัวลงแรงกว่าพื้นฐาน การชะลอการขึ้นดอกเบี้ย และการขึ้นค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนผู้ประกอบการและแรงงาน รวมทั้งการทบทวนนโยบายด้านเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน สรรพากรยืนยันรัฐยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% ขณะนี้: นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เผยว่า รัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้ปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ตามที่มีกระแสข่าว ทั้งนี้ มีหนังสือพิมพ์บางฉบับรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวกระทรวงการคลัง ระบุว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) หารือเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งทั้งสองหน่วยงานเสนอตรงกันว่าให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% อีกทั้งยังเสนอให้เก็บภาษี อาทิ สุรา เบียร์ บุหรี่ ของกรมสรรพสามิตเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากปีงบประมาณ 2556 มาตรการตามนโยบายรัฐบาลที่ดำเนินการในขณะนี้ จะทำให้รายได้รัฐหายไปจำนวนมาก คลังมีแผนขายพันธบัตร 3.2 หมื่นล้านบาทใน ต.ค.-ธ.ค. รอความชัดเจนงบปี 55: กระทรวงการคลังมีแผนจะออกพันธบัตรรัฐบาล วงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท ในเดือน ต.ค.-ธ.ค. 54 เพื่อปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF) โดยจะแบ่งเป็น พันธบัตรรัฐบาล อายุ 5 ปี วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท, อายุ 7 ปี วงเงิน 9 พันล้านบาท และอายุ 4 ปี วงเงิน 8 พันล้านบาท ส่วนวงเงินที่เหลือจะออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท และจะนำวงเงินของตั๋วเงินคลังที่ครบกำหนดไปออกพันธบัตรออมทรัพย์ที่ขายผ่านเอทีเอ็มราว 3 พันล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ในปีงบประมาณ 55 (ต.ค. 54-ก.ย. 55) นั้น มีความจำเป็นต้องระดมทุนในวงเงินราว 6.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท และเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่จะครบกำหนดราว 3.4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม อาจมีการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมในการรีไฟแนนซ์ วงเงินที่ใช้ลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้มีการกู้ยืมธนาคารพาณิชย์ 1.49 แสนล้านบาท โดยเป็นเงินกู้อายุ 4 ปี และขณะนี้เข้าปีที่ 2 แล้ว ซึ่งการกู้เงินดังกล่าว เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแต่อาจแปลงหนี้ให้เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทั้งนี้ ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (12-23 ก.ย.) นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิตราสารหนี้ไทยทุกช่วงอายุ รวม 2.18 หมื่นล้านบาท
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ กลุ่ม: Consumer คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ราคาเป้าหมาย (บาท): - กลุ่ม Consumer เป็นกลุ่มที่เราชอบมากที่สุดในตอนนี้ เป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยสูงในช่วงตลาดขาลง คาดว่าการเติบโตของกำไรสุทธิของกลุ่มจะสูงกว่าตลาดหุ้นไทยโดยรวมใน 2 ปีข้างหน้า หุ้นที่เราชอบมาที่สุดได้แก่ HMPRO, ROBINS และ CPALL
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หุ้น: BIGC คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 140.00 การเติบโตโดยหลักๆมาจาก synergy จากการซื้อคาร์ฟูร์ มุ่งเป้าที่รูปแบบร้านค้าขนาดเล็กและการขยายสาขาในต่างจังหวัด ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ขาย เป็น ซื้อ เนื่องจากมีอัพไซด์ไปถึงราคาเป้าหมายของเรา
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หุ้น: BJC คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 26.00 มุ่งเป้าขยายธุรกิจในอินโดจีน วางแผนเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยการย้ายสายการผลิตขวดแก้วจากราษฎร์บูรณะไปยังสระบุรีซึ่งควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เราปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หุ้น: CPALL คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 64.00 การเติบโตที่ชะลอตัวลงของยอดขายสาขาเดิมจะจบลงเร็วๆนี้ ฐานที่ต่ำในปี 2554 หมายถึงโอกาสในการเติบโตสูงในปีหน้า วางแผนเปิด 500 สาขาต่อปีและตั้งเป้า 7,000 สาขาในปี 2556
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หุ้น: CPN คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 45.00 เราคาดกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 3 ปี (2555-57) ที่ 27% เซนทรัลลาดพร้าวและเซนทรัลเวิลด์เปิดบริการอย่างเต็มตัวแล้ว วางแผนเพิ่มจำนวนสาขาเป็นสองเท่าใน 5 ปี วางแผนขายเซนทรัลเชียงใหม่เข้ากองทุนรวมอสังหาฯ CPNRF ในไตรมาส 2/54
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หุ้น: HMPRO คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 12.70 (ก่อน XD) เรารวมผลของนโยบายรัฐบาลเข้าไปในประมาณการและปรับราคาเป้าหมายไปยังปี 2555 ด้วยราคาใหม่ที่ 12.70 บาท ตั้งเป้า 60 สาขาในปี 2556-57 จากปัจจุบันที่ 44 สาขา การเติบโตของยอดขายสาขาเดิมในครึ่งหลังมีแนวโน้มโตมากกว่าครึ่งแรก ได้ประโยชน์มากที่สุดจากนโยบายของรัฐบาลเมื่อเทียบในกลุ่มค้าปลีก
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หุ้น: ROBINS คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 46.00 เป็นหุ้นที่มีอัพไซด์เซอร์ไพรสมากที่สุดในกลุ่มค้าปลีก ผลของการขยายสาขาจะเริ่มเห็นชัดเจนเริ่มในปีหน้า มีแนวโน้มจะขยายสาขาใหม่เพิ่มเติมมากกว่าที่ประกาศไว้ แนวโน้มการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมยังต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: IVL Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย: 33/34 Stop loss < 27.5 Reason: หุ้นปรับตัวลงแรงกว่า 50% ส่งผลให้ราคาหุ้นถูกกดลงอยู่ในภาพ Oversold ขณะที่แนวโน้มระยะสั้นมองการรีบาวด์บนเส้นแนวรับสำคัญ
Security: PTTAR Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย: 27/28 Stop loss < 22.9 Reason: ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง จนทดสอบแนวรับสำคัญที่ 23.5 บ. ซึ่งเคยเป็นช่วงที่หุ้นสะสมมากในอดีตและมีลุ้นรีบาวด์ขึ้นได้เช่นกัน
Security: PTT Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย: 290/296 Stop loss < 260 Reason: มองจุดรีบาวด์บริเวณแนวรับ 260-270 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นเคยสะสมมากในอดีตเมื่อปี 2010
Security: TOP Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย: 54/55 Stop loss <47 Reason: แนวโน้มระยะสั้นมองรูปแบบการรีบาวด์หลังจากหุ้นปรับตัวลงแรง ขณะที่ราคาหุ้นถูกกดลงอยู่ในภาพ Oversold แนวโน้มระยะสั้นมองการรีบาวด์บนแนวรับสำคัญ 45-50 ซึ่งเคยเป็นช่วงที่ราคาหุ้นสะสมมากในอดีต
Security: SCC Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย: 290/295 Stop loss < 264 Reason: หุ้นปรับตัวลงแรงกว่า 30% ส่งผลให้ราคาหุ้นถูกกดลงอยู่ในภาพ Oversold ขณะที่แนวโน้มระยะสั้นมองการรีบาวด์บนแนวรับเดิมของปี 2011 บริเวณ 260-270 บ.
Security: THCOM Position: ซื้อเก็งกำไร เป้าหมาย: 8.6/8.9 Stop loss < 7.5 Reason: ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง จนทดสอบแนวรับสำคัญที่ 8 บ. ซึ่งเคยเป็นช่วงที่หุ้นสะสมมากในอดีตและเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันรองรับ
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 27 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 1084 |
![]() | All days | 1084 |
Comments