Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research ภาวะตลาดหุ้นรายวัน - บล.เคจีไอ
ภาวะตลาดหุ้นรายวัน - บล.เคจีไอ PDF Print E-mail
Friday, 09 December 2011 10:38

เปิดลงก่อนมีช่วงฟื้นตัว ให้หาจังหวะขายก่อนหยุดยาว

 

KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยวันศุกร์เปิดร่วง 1.0-1.5% ด้วยความผิดหวังต่อผลประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) กดดันสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก โดยสิ่งที่ ECB ประกาศเมื่อคืนประกอบด้วย i) การลดดอกเบี้ยสู่ระดับต่ำสุดตลอดกาลที่ 1.0% ii) การให้เงินกู้ระยะ 3 ปีแก่ธนาคาร iii) การลดเงื่อนไขของหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ต้องวางกับ ECB เพื่อกู้เงิน แต่ทั้งหมดไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนตลาด เนื่องจากECB ไม่ได้ส่งสัญญาณถึงการออกมาตรการแข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้ยุโรป ซึ่งเรื่องนี้สร้างความผิดหวังพอควรเนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดคิดว่า ECB จะซื้อพันธบัตรยุโรปมากขึ้นหากกลุ่มยุโรปสามารถตกลงกันเกี่ยวกับการคุมเข้มทางการคลังในการประชุม EU summit วันนี้ แต่ถ้อยแถลงของ ECB ทำให้ตลาดกังวลว่าถึงแม้จะมีการคุมเข้มใดๆ ออกมา ก็อาจจะไม่เห็น ECB ซื้อพันธบัตรมากขึ้นก็ได้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่สร้างความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเยอรมันออกมากล่าวช่วงกลางดึกว่าคัดค้านแผนการบางข้อในร่างของ EU Summit เช่นการดำเนินการกองทุนช่วยเหลือ 2 กองทุนพร้อมกัน กล่าวคือEFSF กับ ESM ดังที่กล่าวไปเมื่อวาน รวมทั้งการออกยูโรบอนด์เพื่อลดต้นทุนให้กับประเทศที่มีปัญหาด้านคณะกรรมการธนาคารยุโรปก็ออกมาเพิ่มวงเงินที่คาดว่าธนาคารยุโรปต้องเพิ่มทุน จากเดิม 1.06แสนล้านยูโรเป็น 1.15 แสนล้านยูโร ทั้งนี้ปัญหาหลักขณะนี้ค่อนข้างสับสนว่าตลาดการเงินคาดหวังอะไรจากการประชุม EU Summit ในคืนนี้ หลังจากถ้อยแถลงของ ECB และการคัดค้านของเยอรมัน ทำให้เราตั้งคำถามว่าผู้นำยุโรปจะเหลือเรื่องอะไรคุยกันบ้างในการประชุม

กลยุทธ์: คาดว่า SET เปิดมาต่ำแล้วจะฟื้นขึ้นได้บ้าง แนะให้พอร์ตเทรดดิ้งขายหุ้นออกในช่วงดีดกลับเพื่อรอดูพัฒนาการของยุโรปในช่วงหยุด 3 วัน ส่วนพอร์ตถือได้ถึงปลายปี 2554 ให้ถือหุ้นต่อเนื่องจากเรายังมองสถาบันไทยกลับมาซื้อหุ้นในโค้งสุดท้าย บวกกับนักลงทุนต่างชาติที่มองระยะยาวยังทยอยเข้าซื้อหุ้นไทยตามคำแนะนำเชิงบวกของโบรกเกอร์ต่างประเทศ

 

ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. ลดลงต่อเนื่อง หลังน้ำท่วมฉุด GDP ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ย.54 อยู่ที่ 61.0 จาก 62.8 ใน ต.ค.ซึ่งเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 122 เดือน นับจาก ก.ย.44 โดยมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯในระดับดังกล่าว น่าจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดแล้วในรอบนี้ (Bisnews) ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะยังลดลงต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่อัตราการลดลงจะชะลอตัวลง เนื่องจากหลายๆ พื้นที่น้ำลดลงและหลายครัวเรือนกลับมามีชีวิตใกล้ระดับปกติก่อนน้ำท่วม ซึ่งการลดลงของดัชนีเชื่อมั่นฯ จะสะท้อนไปที่การหดตัวลงของดัชนีการบริโภคและการลงทุน

เดือนพฤศจิกายนที่จะประกาศในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นมีแนวโน้มดีขึ้นบ้างหลังเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เนื่องจากภาคการผลิตกลับมาดีขึ้น การจ้างงานเพิ่มขึ้นเทียบจากช่วงน้ำท่วมซึ่งทำให้คนมีรายได้ แต่อย่างไรก็ตามการกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเดือนละ 1 บาท สำหรับราคาน้ำมันเบนซินและแกสโซฮอร์ 60 สตางค์สำหรับราคาน้ำมันดีเซล การปรับราคาก๊าซ LPG และNGV ขึ้นเดือนละ 0.75-1 บาท ต่อ กิโลกรัม และ 50 สตางค์ ต่อ กิโลกรัม ตามลำดับโดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป จะส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-1.8% ในปีหน้า

รัฐบาลเตรียมแถลงมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจากปัญหาอุทกภัยภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลแผนงานขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด เรามองว่าข่าวนี้จะเป็นบวกต่อผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมซึ่งยอดขายที่ดินมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเราเชื่อว่าแผนที่จะประกาศดังกล่าว จะช่วยสร้างความ

เชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ระดับหนึ่ง จากความคืบหน้าของมาตรการการรับมืออย่างเหมาะสมกับอุทกภัยในอนาคต อย่างไรก็ตามข่าวดังกล่าวจะยังไม่มีผลต่อประมาณการของเรา โดยเราคงคำแนะนำ“เท่ากับตลาด”ในกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และ Outperform สำหรับ HEMRAJ และ AMATAด้วยราคาเหมาะสม 2.30 บาท และ 12.20 บาท ตามลำดับ

สปป. ลาวประกาศเลื่อนการก่อสร้างโครงการฝายน้ำล้นไซยะบุรี และเตรียมร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆช่วยทำการศึกษาและหาข้อสรุปต่อไป ทั้งนี้ การตัดสินเลื่อนการก่อสร้างฝายน้ำล้นออกไปจนกว่าจะได้ข้อสรุป ทำให้เราตัดสินใจที่ดึงการรับรู้รายได้ในส่วนของไซยะบุรีออกจากประมาณการเดิมที่คาดจะมีกำไรสุทธิในปี 2555 เท่ากับ 375 ล้านบาทเป็นกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท แม้คาดการเลื่อนก่อสร้างโครงการดังกล่าว จะกระทบภาพรวมการลงทุนในหุ้นCK ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เนวโน้มผลประกอบการบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำให้ราคาหุ้นบริษัทกลับมายืนได้ในระดับเหมาะสม เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 9.20 บาท

ลดลงจาก 9.50 บาท

SCC คาดยอดขายในช่วงต้นปีหน้า จะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประเด็นข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของเราที่คาดกำลังซื้อซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่ 1/2555 เพื่อใช้ในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภคต่างๆนอกจากนี้ การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ในปี 2555 จะช่วยให้ผลประกอบการของ SCC ปี 2555 เพิ่มขึ้น 17.2%YoY เป็น 35,274 ล้านบาท ด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 500.00 บาท

 

โดย บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 2554

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday842
mod_vvisit_counterAll days842

We have: 838 guests online
Your IP: 216.73.216.173
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 11, 2026

4259216