|
บล.เกียรตินาคิน : รายงานภาวะหุ้น 24/11/52
|
|
|
|
|
Tuesday, 24 November 2009 09:34 |
|
บล.เกียรตินาคิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 24/11/52
SET วานนี้ปิดลบ หลังมีแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงาน และแบงก์ ด้วยมูลค่าการซื้อขายปานกลาง SET ปิดลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยดัชนีปรับตัวลงตั้งแต่ภาคเช้า และต่อเนื่องถึงภาคบ่าย จนดัชนีปรับตัวลงต่ำสุดของวันที่ 683.55 จุด หลังนักลงทุนยังคงกังวลปัจจัยทางด้านการเมืองที่ จะมีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง และกรณีปัญหาโครงการมาบตาพุดที่ยังมีความยืดเยื้อ ทำให้มี แรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงาน และแบงก์ แต่ดัชนีดีดกลับขึ้นมาเล็กน้อยหลังมีแรงซื้อหุ้นบ้านปู (BANPU) ส่งผลให้ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 690.41 จุด ลดลง 4.84 จุด (-0.70%) ด้วยมูลค่าการ ซื้อขายปานกลาง 17,297.52 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างประเทศยังขายสุทธิจำนวน 2,382.19 ล้านบาท
ตารางแสดงยอดการลงทุนของต่างชาติปี 2552 Jul -09 Aug -09 Sep -09 Oct -09 Nov -09 Total -09 9,040 2,996 22,994 654 -12,244 43,636 ที่มา : รวบรวมโดย KKS
แนวโน้มตลาดวันนี้ เราคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในช่วง 680-700 จุด เป็นแนวโน้มแกว่งตัวตาม ดาวโจนส์ที่ +132 จุด จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวผันผวนในกรอบข้างต้นได้ ด้านสถาบันขายสุทธิ -221 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ -2,382 ล้านบาท แสดงถึงตลาดหุ้นจะเป็น แนวโน้มทางแกว่งตัวผันผวนทางลง ถ้าตลาดยืนไม่สามารถยืนแนว 700 จุดได้ มีโอกาสลง ทดสอบแนว 680 จุดได้ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบเป็นเรื่องของคดีมาบตาพุดที่ยังเป็นปัจจัยยืดเยื้อ และการชุมนุม ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นยืนรอความชัดเจนอยู่นอกตลาด สำหรับกลยุทธ์ในภาพรวมในช่วงนี้ ในระยะสั้นตลาดหุ้นยังแกว่งตัวผันผวน ทิศทางยังอิงกับแนว โน้มตลาดหุ้นเอเชียอีกด้วย แนะนำซื้อเก็งกำไรถ้าตลาดยืนเหนือ 700 จุดได้ ส่วนการเคลื่อนไหว ที่ต่ำกว่าแนว 700 จุดจะเป็นสัญญาณขายอยู่ สำหรับสัดส่วนการลงทุนในช่วงนี้ให้เป็นถือหุ้น 25% ถือเงินสด 75%
ปัจจัยที่ส่งผลต่อหุ้นวันนี้ : (+) 1. ตลาดหุ้นสหรัฐ วานนี้ปิดบวกเป็นวันแรก ซึ่งก่อนหน้านี้ปิดลบ 3 วัน หลังยอดขาย บ้านที่แข็งแกร่งเกินคาดกระตุ้นการคาดการณ์ในทางบวก โดยระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นแตะ ระดับสูงสุดของวัน 175.48 จุด จากระดับเปิด ก่อนที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดที่ระดับ 10,450.95 จุด เพิ่มขึ้น 132.79 จุด (+1.29%) ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในกรอบ 2.25-2.44% หลังตัว เลขภาคที่อยู่อาศัยของสหรัฐดีเกินคาด หนุนการคาดการณ์ในทางบวกต่อเศรษฐกิจ ทำให้หุ้นกลุ่ม ธนาคารกับสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้น (-) 2. นักลงทุนต่างประเทศ วานนี้นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิจำนวน 2,382.19 ล้าน บาท ส่งผลให้ปี 52 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิจำนวน 43,636 ล้านบาท (+) 3. บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ วานนี้บริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิจำนวน 1,052.58 ล้านบาท (+) 4. ค่าเงินบาท On shore วานนี้เงินบาทแข็งค่าและเคลื่อนไหวในกรอบ 33.15- 33.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเช้านี้เงินบาท เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.21-33.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (-) 5. ค่าเงินเยน เช้านี้เงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ 88.92-89.06 เยนต่อดอลลาร์ สหรัฐ โดยเมื่อวานนี้เงินเยนปิดที่ 89.01 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 88.58-89.19 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ (+) 6. ราคาน้ำมัน วานนี้ปิดบวกเป็นวันแรก ซึ่งก่อนหน้านี้ปิดลบ 2 วัน หลังได้รับแรงหนุน จากความอ่อนแอของดอลลาร์และจากความคาดหวังเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยราคา น้ำมันดิบตลาด Nymex ปิดตลาดที่ระดับ 77.56 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 9 เซนต์ (+0.12%) ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นและปิดตลาดที่ระดับ 77.46 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ (+0.34%) (+) 7. ราคาทองคำ วานนี้ปิดบวกวันที่ 7 หลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 1,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยราคาทองคำที่ตลาด Comex ส่งมอบเดือน ธ.ค. ปิดตลาดที่ระดับ 1,164.70 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 17.90 ดอลลาร์ (+1.56%) (-) 8. ค่าระวางเรือ วานนี้ปิดปรับตัวลงวันที่ 2 โดยปิดที่ 4,423 จุด ลดลง 84 จุด (-1.86%) (+) 9. LTF-RMF ในช่วงปลายปีจะมีการเข้าลงทุนในกองทุน LTF/RMF ทำให้สถาบัน ยังมีแนวโน้มของการซื้อสุทธิต่อเนื่อง (+) 10. ธปท. วานนี้ (23 พ.ย.) ธปท. คาดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน พ.ย.-ธ.ค. จะกลับมาเป็นบวก ในขณะที่มองว่าหากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง การผ่อนคลาย นโยบายการเงินอาจมีความจำเป็นน้อยลงในช่วงต่อไป (-) 11. ครม. วันนี้ (24 พ.ย.) รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง จะเสนอต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-14 ธ.ค. เพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่ม นปช. (+) 12. เศรษฐกิจ วานนี้ (23 พ.ย.) สภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพี (GDP) ของไทยไตรมาส 3/52 ติดลบ 2.8% YOY ดีกว่าที่นักวิเคราะห์และเราได้คาดการณ์ไว้ (ลดลง 3-4%) เป็นการ หดตัวที่น้อยที่สุดในรอบปีนี้ บ่งชี้ถึงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างชัดเจน และคาดว่า GDP ไตรมาส 4/52 จะกลับมาขยายตัว 2.7-3.2% สำหรับทั้งปี 52 สภาพัฒน์ฯ คาด GDP หดตัวร้อยละ 3.0% YOY และปี 53 คาด GDP ขยายตัวร้อยละ 3-4% YOY
|
Comments