Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะหุ้น 28/12/52
บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะหุ้น 28/12/52 PDF Print E-mail
Monday, 28 December 2009 09:19

บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 28/12/52
กลยุทธ์การลงทุน

            ราคาหุ้นกลุ่มที่กระทบจากมาบตาพุด ปรับขึ้นใกล้ - เกิน ก่อนเกิดเหตุแล้ว ต้องระวังมากขึ้น
            ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวรอบใหม่ ต้องจับตามอง
            กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้แรงหนุนจากการเติบโตสินเชื่อปี 2553 KTB และ KBANK เด่น
            SET Index มีโอกาสปรับขึ้นไปที่  735-740 จุด แนะนำสะสมหุ้น KBANK, TUF และ SAT
      
ราคาหุ้นกลุ่มที่กระทบจากมาบตาพุด ปรับขึ้นใกล้ - เกิน ระดับก่อนเกิดเหตุแล้ว ต้องระวังมากขึ้น
             ปัญหาในมาบตาพุด เริ่มเห็นแนวทางการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมมาเป็นลำดับ โดยล่าสุดในวันพรุ่งนี้ (อังคารที่ 29 ธันวาคม 2552) ครม. จะนำเรื่องกฎเกณฑ์ในการจัดทำรายงานผลกระทบสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เข้าสู่การพิจารณา หลังจากนั้นจะออกเป็นกฎกระทรวง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่ในภาคเอกชนเองก็เริ่มเห็นแนวทางในการที่จะหลุดพ้นจากปัญหามากขึ้น หลังจากที่ศาลอนุมัติให้ บจ.สยามยามาโตะ สามารถดำเนินการต่อได้ ทำให้ให้หลายโครงการเดินหน้าเตรียมการตามแนวทางของ บจ.สยามยามาโตะ ซึ่งประเมินว่าน่าจะมี 5 – 6 โครงการที่น่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ เฉพาะอย่างยิ่งโรงแยกก๊าซ 6 ของ PTT อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในส่วนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฝ่ายวิจัยเห็นว่า ราคาหุ้นที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ได้ตอบสนองต่อแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวไปแล้วโดยที่หุ้นบางบริษัทพบว่าราคาปัจจุบันสูงกว่าราคาเมื่อ 29 ก.ย.2552 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฯ สั้งระงับ 76 โครงการ เช่น SCC, TPC, PTTEP ขณะที่ PTTCH, PTT, GLOW ราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าราคาเมื่อ 29 ก.ย.52 ประมาณ 6-
7% ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับผลกระทบด้านประมาณการกำไรปี 2553 ที่คาดหมายไว้แล้ว ดังนั้นจากนี้ไปประเมินว่าราคาหุ้นจะตอบสนองต่อความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในมาบตาพุดน้อยลง แต่อาจตอบสนองจากปัจจัยอื่นแทน เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ PTTEP มีความโดดเด่นมากที่สุด

ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวรอบใหม่ ต้องจับตามอง
             ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เคยนำประเด็นเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวขึ้นมาพิจารณา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างแรงกกดดันให้กับราคาหุ้นของกิจการที่มีการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวในสัดส่วนที่สูง หรือดำเนินธุรกิจอยู่ในประเภทที่อยู่ในบัญชีควบคุมค่อนข้างมาก ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมนำข้อเสนอเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณา ซึ่งมีข้อเสนออยู่ 2 แนวทาง คือ แนวทางผ่อนปรน และ แนวทางเข้มงวด โดยแนวทางผ่อนปรน จะเสนอให้ยกเลิกบางธุรกิจที่มีหน่วยงานเฉพาะควบคุมอยู่แล้วเช่น ธุรกิจหลักทรัพย์, การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า, ธุรกิจด้านการเงิน
อื่นๆ , คลังสินค้า และธุรกิจโรงเรียน ออกจากบัญชี 3 ส่วนแนวทางเข้มงวด จะมีการจัดตั้งหน่วยงานระดับนโยบายควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกำหนดให้ธุรกิจของคนต่างด้าวต้องแจ้งข้อมูลในการประกอบธุรกิจ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม โดยอาจจะเป็นประเด็นใหม่ที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดในอนาคต

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้แรงหนุนจากความคาดหวังเรื่องการเติบโตของสินเชื่อปี 2553 KTB, KBANK โดดเด่น
              รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง กำหนดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของสถานบันการเงินภาครัฐไว้ที่ 1 ล้านล้านบาทในปี 2553 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าการปล่อยสินเชื่อตามแผนดังกล่าวน่าจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง แนวทางดังกล่าวคาดว่าจะสร้างความคาดหวังที่ดีในเรื่องการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เฉพาะอย่างยิ่งธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลอย่างเช่น KTB ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เอกชน ส่วนใหญ่ก็มีการตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับสูงเช่นกัน โดยภาพรวมคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเติบโตประมาณ 7.2% นอกจากเรื่องการเติบโตสินเชื่อแล้ว เชื่อว่าทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่น่าจะปรับขึ้นในช่วง 2H53 ก็น่าจะเป็นผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว โดยภาพรวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็มีโอกาสที่น่าจะ Outperform ตลาดได้ไม่ยาก โดยที่ KTB และ KBANK น่าจะโดดเด่น

            
SET Index มีโอกาสปรับขึ้นไปที่ 735-740 จุด แนะนำสะสมหุ้น KBANK, TUF, และ SAT
              นักลงทุนสถาบันในประเทศจะเป็นกลุ่มหลักที่มีอิทธิพลต่อตลาดในช่วงเวลา 3 วันทำการที่เหลือ โดยจากการศึกษาข้อมูลช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่าเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมียอดซื้อสุทธิที่โดดเด่นมาโดยตลอด โดยปี 2549 มียอดซื้อสุทธิ ช่วง 2 เดือน ดังกล่าวถึง 1.93 หมื่นล้านบาท, ปี 2550 อยู่ที่ 2.10 หมื่นล้านบาท ปี 2551อยู่ที่ 1.54 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 1.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยภาพรวมในปี 2552 น่าจะจบที่ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้แรงซื้อดังกล่าวน่าจะมีส่วนผลักดันให้ SET Index ปรับตัวขึ้นไปได้ต่อเนื่อง โดยมีโอกาสปรับขึ้นไปที่ 735 – 740 จุด  สำหรับหุ้นเด่นนอกจาก KBANK (Fair Value 103.06 บาท)  แล้ว ยังมีอีก 2 บริษัทคือ TUF (Fair Value 32.65 บาท) ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการเติบโตต่อเนื่องและเงินปันผล และ SAT (Fair Value 17.65 บาท) ซึ่งเป็น Turnaround Stock    

Written by :
platoo
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday775
mod_vvisit_counterAll days775

We have: 773 guests online
Your IP: 216.73.216.242
Mozilla 5.0, 
Today: Jul 03, 2026

4251016