|
บล.โกลเบล็ก : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 20/01/53
แนวโน้มตลาดวันนี้ วานนี้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรง ดัชนี SET ลดลง 10.41 จุด (-1.39%) ปิดที่ระดับ 736.48 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นที่ 2.2 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 214 ล้านบาท แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาดมีแนวโน้มที่จะกลับตัวขึ้น ตามปัจจัยบวกตลาดต่างประเทศ การปรับตัวลงเป็นจังหวะในการเข้าซื้อในลักษณะขั้นบันไดแนว รับ 730 และ 725 โดยมีปัจจัยการเมืองเป็นแรงกดดันดัชนี ในส่วนของตลาดอนุพันธ์ S50H10 มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 506-522 SET50 กรอบการเคลื่อนไหว 513-526 ด้านGold Future GFG10 เก็งกำไรระยะสั้นในกรอบ 17,800-18,120 GFJ10 เก็งกำไรระยะสั้นใน กรอบ 17,930-18,240 กลยุทธ์ กลุ่มพลังงานปรับตัวลงซื้อถือหรือซื้อเก็งกำไร PTT (238) PTTEP (145) กลุ่มก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง SCC CK กลุ่มธนาคารเล่นรอบ SCIB TMB ซื้อเก็งกำไรหุ้น ขนาดเล็ก METRO SPPT TRUE สำหรับหุ้นเก็งกำไรทางเทคนิคดูรายละเอียดใน Short- Term Trade เช่น EGCO PF หรือเลือกใน Stocks in Trend นักลงทุนระยะกลางถือ รอปรับ ตัวซื้อ ดัชนี SET ดัชนีปิดตัวต่ำกว่าเส้นแนวรับSMA5วันและ10วันลงมาด้วยแท่งเทียนสี ดำยาวเป็นสัญญาณขาย ระยะสั้นกลับตัวขึ้นเหนือ 740 ไม่ได้แนวโน้มเป็นการปรับตัวลงทดสอบ แนวรับ 730 และแนวรับจุดต่ำเดิม 725 ซึ่งเป็นจุดแนวรับพิจารณาซื้อเล่นรอบใหม่เมื่อยืนเหนือ กลยุทธ์ แนวโน้มปรับตัวทดสอบแนวรับ 730-725 ซื้อเก็งกำไร ดัชนีนิกเกอิ ตลาดมีการซื้อขายที่เบาบางลงเพื่อรอผลประกอบการกลุ่มการเงินใน ตลาดสหรัฐ ในขณะที่ค่าเงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้นทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งการปรับตัวลงมีแนวรับสำคัญ 10,700 และแนวรับ 10,500 ดัชนีฮั่งเส็ง ดัชนีปรับตัวทดสอบยืนแนวรับ 21,300 ได้มั่นคงและเกิดการกลับตัว จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารจีนที่ดีดตัวขึ้น ระยะสั้นมีแนวต้าน 21,700 มีโอกาสที่จะกลับตัวผ่าน ยืนขึ้นมา ในขณะที่แนวต้านหลัก 22,000 ตลาดยังขาดปัจจัยบวกที่จะทำให้ผ่านขึ้นมา (Analyst - ธวัชชัย
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) หุ้นแนะนำพิเศษ : PTT (242 ซื้อ เป้าหมายปี 53:310) ระยะสั้นได้ผลดีทาง จิตวิทยาการลงทุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันโครงการโรงแยกก๊าซ 6 ก็มี โอกาสสูงที่ศาลฯจะอนุญาตให้กลับมาดำเนินการได้ต่อ เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติ EIA ก่อนรัฐธรรมนูญปี 50 ด้านผลประกอบการ แม้มอนทาราจะยืนยันแล้วว่าจะต้องเลื่อนเปิด ดำเนินการออกไป 18 เดือน แต่โดยรวมกำไรสุทธิของ PTT ในปีนี้ยังคงขยายตัว โดยเราคาด กำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 67,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13.5% จากปี 52 ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ ประมาณ 59,000 ล้านบาท (Analyst -อาทิตย์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Stocks in trend ADVANC (ราคาปิด 83.25 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 115) ผู้บริหาร ADVANC ตั้งเป้าหมายปี 53 จะมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 1.5 ล้านราย และในเดือน ก.พ. จะร่วมมือกับ TOT ใน การเปิดบริการ 3G ระหว่างรอประมูลใบอนุญาต 3G ขณะที่คาดรายได้ในปี 53 จะเติบโต 3- 5% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างมากของการให้บริการด้านข้อมูล PS (ราคาปิด 18.10 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร) PS ตั้งเป้ารายได้ปี 53 ไว้ที่ 2.4 หมื่น ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% YoY ขณะที่ยอดขายพรีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้นโดดเด่นเป็น 2.9 หมื่นล้าน บาท เพิ่มขึ้น 27% โดยวางแผนจะมีการเปิดโครงการใหม่ 48 โครงการทั้งในและต่างประเทศ โดยผู้บริหารมีกำหนดการเดินสายเซ็นสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาที่อยู่ อาศัยที่อินเดียและมัลดีฟปลายเดือนม.ค. - ต้นเดือนก.พ.53 SCB (ราคาปิด 84 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 109) ประกาศผลประกอบการ 4Q52 มี กำไรสุทธิ 4,780 ล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด โดยเพิ่มขึ้น 20% YoY แต่ลดลง 8% QoQ ส่วนกำไรทั้งปี 52 ที่ 20,760 ล้านบาท ลดลง 3% YoY BBL (ราคาปิด 115 แนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 150) ประกาศผลประกอบการ 4Q52 มีกำไรสุทธิ 5,967 ล้านบาท ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยเพิ่มขึ้น 13% YoY และ 18% QoQ ส่วน กำไรทั้งปี 52 ที่ 20,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% (Analyst - อำนาจ
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
ปัจจัยบวก + กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยการส่งออกเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 26.% โดยมูลค่าการส่ง ออกที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สูงสุดสำหรับปี ขณะที่การส่งออกทั้งปี 52 หดตัว 14% ใกล้เคียงกับ เป้าหมายว่าจะหดตัวไม่เกิน 15% สำหรับการส่งออกปี 53 ตั้งเป้าที่ขยายตัว 14% + ที่ประชุมครม.วานนี้อนุมัติเพิ่มวงเงินในแผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 53 อีก 1.6 หมื่นล้านบาทรวมเป็น 1.7 ล้านล้านบาท
ปัจจัยลบ - เยอรมันรายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในช่วง 6 เดือนข้างหน้าของ เดือนม.ค. ร่วงลงแตะระดับ 47.2 จากระดับ 50.4 ในเดือนธ.ค. ลดลง ติดต่อกัน 4 เดือนแล้ว จาก ความวิตกว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอตัว ส่วนธนาคารกลางเยอรมนีแสดงความ เห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องแม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเริ่มสิ้นสุดลง - นักวิเคราะหอังกฤษาคาดอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค.มีแนวโน้มพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุด ในรอบปีที่ 2.6% เทียบกับ 1.9%ในเดือนพ.ย. โดยเกินกรอบเป้าหมายที่ 2% เนื่องจากราคา น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวส่งผลกระทบต่อกรอบเวลาในการพิจารณา ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำสุดที่ 0.5% - ญี่ปุ่นรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.ลดลงแตะ 37.6 จุดซึ่งร่วงลง อีกเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน จากความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานและอัตราค่าแรงที่หดตัว ทั้งนี้ค่า ดัชนีที่ระดับต่ำกว่า 50 จุด สะท้อนมุมมองที่เป็นลบมากกว่ามุมมองที่เป็นบวก - กรณีการระงับโครงการที่นิคมฯมาบตาพุดซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ดี คาดหลายฝ่ายจะให้ความร่วมมือ ในการแก้ปัญหาให้โครงการที่ถูกระงับสามารถเดินหน้าต่อได้ภายในเวลา 6 เดือน - ปัจจัยการเมืองภายในประเทศยังคงส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและกดดัน ตลาดหุ้นไทยตลอดมา ทั้งนี้การที่ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกฯทักษิณวันที่ 26 ก.พ. คาดว่าจะกดดันให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคน เสื้อแดงเข้มข้นขึ้นจากการจุดชุมนุมตลอดเดือนม.ค. ล่าสุดมีข่าวว่าจะไปชุมนุมที่สนามบิน สุวรรณภูมิด้วย จับตาการประชุมสภาสมัยสามัญวันที่ 21 ม.ค. ที่มีข่าวว่าพรรคฝ่ายค้านจะยื่นขอ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลราวเดือนก.พ.
ปัจจัยที่ต้องจับตา * สัปดาห์นี้ ธปท.จะรายงานแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อซึ่งจะมีการทบทวนคาดการณ์ เกี่ยวกับ GDP ปี 53 ด้วย * บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐที่จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้ได้แก่ แบงค์ ออฟ อเมริกา, อีเบย์ อิงค์, เจนเนอรัล อิเล็กทริก, โกลด์แมน แซคส์, กูเกิล อิงค์, มอร์แกน สแตนลีย์ และเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค * 20 ม.ค. สหรัฐฯจะประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) เดือน ธ.ค.52 และข้อมูล การเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนธ.ค. ส่วนแบงก์ ออฟ อเมริกาอาจรายงานตัวเลข ขาดทุน 926 ล้านดอลลาร์ หรือ 52 เซนต์ต่อหุ้น * 21 ม.ค. สหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีชี้นำ เศรษฐกิจในเดือนธ.ค. ส่วน FED จะเปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจเดือนม.ค. * 25 ม.ค. กระทรวงอุตสาหกรรมจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ BOI ให้ พิจารณาเกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนปี 51-52 ของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ หมดอายุเมื่อ 31 ธ.ค. 52 เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ * 26 ม.ค. อังกฤษจะเปิดเผย GDP ในช่วง 4Q52 และของทั้งปี 52 ซึ่งสำนักวิจัย รายงานคาด GDP 4Q52 ที่ +0.3% ทำให้ GDP ทั้งปี 52 อยู่ที่ -4.8% หดตัวมากที่สุด นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2464 * 29 ม.ค. ธปท. จะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย เดือน ธ.ค.52 (Analyst - วิลาสินี
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
Wall Street: ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 115.78 จุด จากแรงเข้าซื้อเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มสุขภาพ ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 115.78 จุด โดยตลาดได้แรงหนุน จากแรงเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มสุขภาพและหุ้นในกลุ่มประกันภัยเนื่องจากคาดว่ากำไรของหุ้นทั้ง สองกลุ่มจะไม่ได้รับผลกระทบเพราะนักลงทุนเชื่อว่าพรรครีพับลิกันจะได้รับชัยชนะในการเลือก ตั้งวุฒิสมาชิกของรัฐแมสซาชูเซตส์ เพื่อแทนนายเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี สมาชิกพรรคเดโมแครตที่ถึง แก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ปีที่แล้ว โดยการสูญเสียที่นั่งในวุฒิสภาสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อ ความสามารถของพรรคเดโมแครตที่จะลงมติต่อแผนยกเครื่องระบบการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการคาดหวังต่อการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่า จะออกมาอย่างแข็งแกร่ง โดยสัปดาห์นี้ จะมีการรายงานผลประกอบการของ แบงค์ ออฟ อเมริกา, อีเบย์ อิงค์, เจนเนอรัล อิเล็กทริก, โกลด์แมน แซคส์, กูเกิล อิงค์, มอร์แกน สแตนลีย์ และเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค ทำให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น115.78 จุด หรือ 1.09% ปิดที่ 10,725.43 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 14.20 จุด หรือ 1.25% ปิดที่ 1,150.23 จุด และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 32.41 จุด หรือ 1.42% ปิดที่ 2,320.40 จุด
ราคาน้ำมัน : NYMEX เพิ่มขึ้น 1.02 เหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นตามภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้น นิวยอร์ก ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 1.02 เหรียญ โดยราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นตามดัชนีตลาดหุ้นนิวยอร์กที่เพิ่มขึ้นกว่า 100 จุด หลังจากมีการ คาดการณ์ว่าผลกำไรของบริษัทประกันและบริษัทเวชภัณฑ์จะยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากภาวะชะงัก งันด้านนโยบายในกรุงวอชิงตันอาจช่วยชะลอการยกเครื่องระบบการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักเนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนหลังจากที่ โอเปค ออกมาคง ระดับคาดการณ์ดีมานด์พลังงานทั่วโลกในปี 2553 โดยคาดว่าดีมานด์พลังงานทั่วโลกจะย่ำฐาน ทรงตัวที่ 85.15 ล้านบาร์เรล/วัน พร้อมกับระบุว่าซัพพลายน้ำมันดิบทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงและ มากพอที่จะรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นได้ ทำให้ปิดตลาดราคาน้ำมันดิบที่ตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 1.02 ดอลลาร์ ปิดที่ 79.02 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ที่ตลาดล่วงหน้ากรุงลอนดอนส่งมอบเดือนมี.ค.พุ่งขึ้น 53 เซนต์ ปิดที่ 77.63 ดอลลาร์/ บาร์เรล (Analyst -อาทิตย์
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
)
|
Comments