|
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 19/02/53
แนวโน้มตลาดวันนี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงต่อในวันนี้ แม้เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดบวกเป็นวันทำการที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเป็นกังวลกับการปรับตัวขึ้นอัตรดอกเบี้ย Discount rate ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อเช้านี้หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ รวมถึงแรงขายในช่วงท้ายตลาดด้วย นอกจากนี้เราเชื่อว่านักลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทยจะไม่ถือหุ้นข้ามสัปดาห์ เนื่องจากจะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่านักลงทุนระยะยาวยังสามารถมองหาหุ้นเพื่อทยอยสะสมในจังหวะอ่อนตัวได้ โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่คาดว่าจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/52 ขยายตัวแข็งแกร่งในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า สำหรับวันนี้เราขอแนะนำ TOP และ BBL ตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อ: นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคของเราให้แนวรับไว้ที่ระดับ 684-688, 670-675 จุด และแนวต้านไว้ที่ระดับ 696-702ม 710-715 จุด ตามลำดับ เมื่อวานนี้ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 700 จุดในช่วงเช้า ก่อนที่จะถูกขายทำกำไรในช่วงบ่าย และย่อตัวลงมาปิดที่ระดับ 695.66 จุด (ลดลง 1.83 จุด) แม้มูลค่าการซื้อขายโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำ (11,794 ล้านบาท) ซึ่งง่ายต่อการชี้นำทิศทางตลาดของนักลงทุนระยะสั้น แต่เรากลับพบว่านักลงทุนระยะยาวบางส่วนเริ่มเข้าทยอยสะสมหุ้นเมื่ออ่อนตัว โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศ และต่างประเทศซื้อสุทธิ 354 ล้านบาท และ 575 ล้านบาท ตามลำดับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกเป็นวันทำการที่สามติดต่อกัน แต่ดัชนีตลาดกลับย่อตัวลงในเวลาต่อมา: ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 83.66 จุด หรือ 0.81% เมื่อวานนี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขา Philadelphia รายงานตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคปรับตัวขึ้นจากระดับ 15.2 จุด ในเดือนมกราคม เป็น 17.6 จุด อย่างไรก็ตามดัชนีตลาดกลับย่อตัวลงในเวลาต่อมาหลังกระทรวงแรงงานรายงานยอดการขอสวัสดิการว่างงานพุ่งขึ้น 3.1 หมื่นตำแหน่งเป็น 4.73 แสนตำแหน่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะชะลอตัวลงจากเดือนก่อน นอกจากนี้นักลงทุนยังมีความกังวลมากขึ้นหลังบริษัท Wal-Mart รายงานยอดขายต่อสาขา (same-store sales) ลดลง 1.6% จากไตรมาสก่อน รวมถึงให้ข่าวว่ายอดขายในสหรัฐฯ จะยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวอยู่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate: ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate 0.25% จากระดับ 0.50% เป็น 0.75% เมื่อเช้านี้หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้แถลงอย่างชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ย Discount rate เป็นตัวแทนเงินกู้ฉุกเฉินที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงิน ดังนั้นเมื่อตลาดการเงินกลับสู่ภาวะปกติ ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงเห็นควรที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยตลาด เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังได้เน้นย้ำว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate ในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในตลาดการเงินแต่อย่างใด แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะได้ชี้แจงถ้อยแถลง และผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ล่วงหน้ากลับปรับตัวลงจากข่าวดังกล่าว เนื่องจากตลาดคาดว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate ในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ ค่าเงิน US dollar แข็งค่าขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate: หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ดังกล่าว ค่าเงิน US dollar เทียบยูโรปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน ขณะที่ค่าเงิน US dollar เทียบเยนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน ค่าเงิน US dollar ที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าระบบอิเล็กทรอนิกส์เช้านี้ปรับตัวลง 1.05 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 78.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลง 15.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ เป็น 1,102.80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ ผลกระทบต่อประเทศไทย: เราคิดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมวันที่ 10 มีนาคม 53 ทั้งนี้เนื่องจากเราเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะรู้สึกโล่งใจด้วยซ้ำที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate ของสหรัฐฯ จะช่วยให้ค่าเงินบาทเทียบ US dollar อ่อนตัวลงและเป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันเราเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อยังไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลในเวลานี้ด้วย เรายังเชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเร็วที่สุดคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปี จนกว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยเราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายปีจะปรับตัวขึ้นจากระดับปัจจุบันเพียง 0.50% ไปอยู่ที่ระดับ 1.75% เราคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/52 จะอยู่ที่ระดับ 3.0% yoy: สภาพัฒน์ฯ จะรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 4/52 ในช่วงเช้าวันจันทร์ก่อนที่ตลาดหุ้นไทยจะเปิดทำการ โดยสำนักข่าว Reuter ได้รายงานว่าคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/52 จะขยายตัว 1.0% จากไตรมาสก่อน (qoq) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.8% qoq อย่างไรก็ตามเราคาดว่าตัวเลขจริงจะอยู่ในกรอบ1.0% ถึง 1.8% qoq ก่อนหน้านี้เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.0% qoq หรือ 3.0% yoy โดยเราเชื่อว่าตัวเลขประมาณการของเรายังค่อนข้างอนุรักษ์นิยมเกินไป หลังตัวเลขเศรษฐกิจเดือนธันวาคมออกมาดีกว่าคาดมาก นอกจากนี้คุณกรณ์ยังได้คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2553 จะขยายตัวสูงถึง 5.0% ซึ่งดีกว่าประมาณการของเราที่ระดับ 4.0% yoy อย่างไรก็ตามเรามีความเห็นสอดคล้องกับคุณกรณ์ และเชื่อว่านักเศรษฐศาสตร์ท่านอื่นจะมีการปรับประมาณการ GDP ปีนี้ขึ้นเช่นกัน
หุ้นแนะนำ กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA กลุ่มเดินเรือ : TTA กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR
|
Comments