Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.ยูไนเต็ด: รายงานภาวะตลาดหุ้น19/02/53
บล.ยูไนเต็ด: รายงานภาวะตลาดหุ้น19/02/53 PDF Print E-mail
Friday, 19 February 2010 10:40

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 19/02/53

แนวโน้มตลาดหุ้น:
             วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่ดูเป็นบวกมากกว่าลบ น่าจะช่วยให้ตลาดเดินหน้าบวกได้ แม้ปัญหาการเมืองยังกดดันอยู่ แต่ SETI มีโอกาสแกว่งตัวแคบๆ/ปรับตัวขึ้นต่อ (sideways/sideways up) โดย SETI มีแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 700& 61617;5 จุดเหมือนเดิม
          ในเชิงเทคนิค ยังคงให้ถือว่าโมเมนตัมระยะสั้นและกลางเป็น “ลบ” และจะไม่เป็น “บวก”จนกว่า SETI จะ “พิสูจน์ให้เห็น” ด้วยการกลับขึ้นไปปิดเหนือระดับ 705 จุดอย่างมั่นคงได้เสียก่อน
          วันนี้ มีหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;=ACCELERATION) คือ BBL, BCP, CPF, DELTA, GFPT, MCOT, MK, PS, SCCC, SPALI, TMT, TVO และหุ้นที่มีสัญญาณลบ (& 61570;=DECELERATION) คือ ADVANC, CCET, SHIN, TTWหุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BCP (14.1/15.3), DELTA (18.-/18.9), SPALI (6.10/6.35)

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
วันนี้: 
           ลูกหุ้นเข้า TFI 300.00 ล้านหุ้น, UOBKH 28.83 ล้านหุ้น,
           คาดการณ์สัปดาห์หน้าไม่มีหุ้นเข้าข่ายต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance ตามเกณฑ์ ตลท.--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List

พรุ่งนี้:
            KBAN13CA และ UV-W1 พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน

สรุปการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร:
ผู้บริหารซื้อ :  SPPT, SOLAR, TIP, TLUXE, RS-W1
ผู้บริหารขาย :  KEST, CEN-W2, CEN,AS

ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
15–19 ก.พ. 53: Chinese New Year (China)
16–26 ก.พ. 53: กลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.) นัดชุมนุมใหญ่ [“10 วันอันตราย”]
22 ก.พ.53: สศช. ประกาศตัวเลข GDP 4Q52
26 ก.พ. 53: ศาลฎีกา นัดฟังคำสั่งคดีฟ้องยึดทรัพย์ทักษิณ 7.6 หมื่นล้านบาท (13.00 น.)             
26 ก.พ. 53 : ธปท. แถลงข้อมูลเศรษฐกิจไทย เดือน ม.ค. 53
1 มี.ค. 53: ตลท. หยุดชดเชยวันมาฆบูชา (28 ก.พ. 53)
2 มี.ค. 53: ก.พาณิชย์ประกาศตัวเลข CPI ก.พ. 53
10 มี.ค.53: กนง.กำหนดทิศทางดอกเบี้ย
17 มี.ค. 53: คาด OPEC ประชุมที่กรุงเวียนนา

แนวโน้มระยะสั้น:
              เมื่อวานนี้ ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวนตามทิศทางของตลาดหุ้นโลก โดย SETI -1.83 จุด (-0.27%) ปิดที่ 695.66 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขาย 11,794 ล้านบาท
          
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้ (market drivers):
           ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,392.90 จุด (+0.8%), S&P 1,106.75 จุด (+0.7%), NASDAQ 2,241.71 จุด (+0.7%), Nikkei 10,330.81 จุด (-0.1%), AOI 4,690.4 จุด (+0.4%), KOSPI 1,621.28 จุด (+0.01%)
           กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวานนี้ ต่างชาติและสถาบันยังซื้อสุทธิต่อ +575 และ +354 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ บล. และรายย่อยขายสุทธิ -163 และ -765 ล้านบาท ตามลำดับ
          สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ light NYMEX  $79.06 (+2.2%), BDI 2,704 จุด (+1.6%), GRM $4.77 (-4.2%), ทองคำ $1,115.5 (+0.1%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
            ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงินบาทยังทรงตัวเทียบกับ US$ ซื้อขาย 33.17-33.22 บาท/ดอลลาร์
            การเมือง: แม้มีความเสี่ยง แต่คาดว่าไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในระยะสั้น (ก่อน 26/2/53)
              วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ คาดว่าตลาดจะแกว่งตัวแคบ/ปรับตัวขึ้นต่อ (sideways/sideways up) โดย SETI มีแนวต้านอยู่ที่บริเวณ 700& 61617;5 จุดเหมือนเดิม
           ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน (intermarket fund flow indicators) ยังแสดงให้เห็นถึงความกล้าลงทุน (risk appetite) ที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยเม็ดเงินไหลจากสินทรัพย์ปลอดภัยมาที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จาก ...
             ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นโลกยังแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่อง ตามตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา
           ตลาดพันธบัตร: อัตราผลตอบแทน US10Y แกว่งตัวในระดับสูง ล่าสุด =3.8069% (จุดสูงสุด ณ31/12/52=3.9176%) [ความหมาย: อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล& 61666;=แรงซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง (risk-free asset)+นักลงทุนคาดการณ์เศรษฐกิจในเชิงลบ]
             ค่าเงินดอลลาร์: ล่าสุด=81.132 จุด ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณแนวต้าน 80~82 จุด (11/6/52-10/7/52) [ความหมาย: ดัชนี US$& 61665;=แรงขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายในสกุล US$ (non-US$ denominated assets)]
              สินค้าโภคภัณฑ์: เริ่มดีดกลับ แต่น้ำมันดิบ<$80, BDI<3,000 จุด, ทองคำ& 61627; $1,100
             ในระดับตลาด แม้มีลุ้นทางบวก แต่เรายังถือว่าโมเมนตัมระยะสั้นและกลางเป็น “ลบ” ไปก่อน จนกว่า SETI “พิสูจน์ให้เห็น” ด้วยการกลับขึ้นไปปิด >705 จุดได้อย่างมั่นคงเสียก่อน
               ในเชิงกลยุทธ์ เราได้ย้ำมาตลอดว่าในช่วง ก.พ. นักลงทุนควรเริ่มมองหาจังหวะ “ซื้อ” มากกว่า “ขาย” ได้แล้ว เนื่องจาก 
             SETI ได้ถอยลงมาใกล้จุดต่ำสุดเดิมเมื่อปลายปี 52 ที่บริเวณ 670~680 จุดค่อนข้างมากแล้ว และเมื่อลงมาระดับ -100 จุด (SETI& 61627;650 จุด) จะเริ่มนิ่ง+มีโอกาสดีดกลับได้;
             รายใหญ่ถอยไปดูสถานการณ์นอกตลาดระยะหนึ่งแล้ว (จะเห็นว่าปี 53 ไม่มี “January Effect” อย่างที่หลายคนคาดหวัง) ทำให้ขณะนี้รายใหญ่มีเงินสดในมือค่อนข้างมาก;
              ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าทุกครั้งที่ตลาดร่วงลงเพราะเหตุทางการเมืองมักเป็นโอกาสของนักลงทุนในการ “ช้อนซื้อของถูก” (bottom fishing)
               ในระดับกลุ่ม เราแนะนำให้คงน้ำหนักกลุ่มต่างๆ ไว้เหมือนเดิม—ดูรายละเอียดใน Investment Ideas
               ในระดับหุ้น ยัง “เลือกเล่นเป็นรายตัว” (selective buy) ได้ โดยหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;= ”ACCELERATION”) มี BBL, BCP, CPF, DELTA, GFPT, MCOT, MK, PS, SCCC, SPALI, TMT, TVO หุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=”DECELERATION”) คือ ADVANC, CCET, SHIN, TTW [สังเกต: เครื่องหมาย & 61483;/& 61485; หลัง “คำแนะนำซื้อขาย” (action rating)=“ความชอบของนักวิเคราะห์” (analyst’s preference) เทียบกับกลุ่มเดียวกัน—ดู Investment Ideas]

แนวโน้มระยะกลาง:
              มองย้อนกลับไปในปี 52 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยให้ผลตอบแทนที่สูง มาก ทั้งนี้ SET และ SET50 TRI ให้อัตราผลตอบแทน >70% ต่อปี—ดูตาราง TRI ซ้ายมือ
            อย่างไรก็ตาม หลัง 1H52 นักลงทุนส่วนใหญ่จะคิดแต่ “กลยุทธ์ออก” (exit strategy) [=”ขายทำกำไร”] มากกว่า “กลยุทธ์เข้า” (entry strategy) [=”หาจังหวะซื้อ”] เพราะกังวลว่า ...  
              หลังตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง >3 เดือน คนส่วนใหญ่มองว่าตลาด “สะท้อน” การคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจจะไม่ฟุบยาว (“L”) แต่ฟื้นตัวขึ้น (“U”หรือ “V”) ไปพอควรแล้ว
            คนจำนวนไม่น้อยมองว่าการฟื้นตัวดังกล่าวเป็นแค่ “การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง” (bear market rally) เพราะเศรษฐกิจโลกอาจฟุบลงอีกครั้ง (“double dips”) คือ เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวตามรูปแบบ “V” หรือ “U” แต่กลายเป็นรูปแบบ “W” แทน
             แต่เราได้ย้ำมุมมอง “เชิงบวก” (bullish bias) ตลอดเช่นกันว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นเพียง “การจบฉากแรก” (“the end of the beginning”) [ของแนวโน้มขึ้น] ไม่ใช่ “จุดเริ่มต้นของฉากจบ” (“the beginning of the end”) โดยเราได้แนะนำให้ผู้
อ่าน Market Insight หาจังหวะเข้าตลาด (re-entry strategy) ด้วยเหตุผล ดังนี้ เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ อัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มเห็นผล ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว L (“great depression”) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ (bottom out) ในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 พบว่าเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น (“green shoots” or “pre-recoveries”)
               เราคาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ ประเทศเอเชียไม่ประสบปัญหารุนแรงเท่ากับสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพราะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่เหมือนช่วงปี 40
              แต่อีกจุดหนึ่งที่เราเขียนย้ำตลอดด้วยเช่นกัน คือ ต้อง “เลือกเล่น” (selective buy) โดยต้องวางน้ำหนักกลุ่ม (sector weighting)/เลือกหุ้น (stock picking) ที่ถูกต้องด้วย [ดูกลุ่มที่เราแนะนำให้วางน้ำหนักระดับ OVERWEIGHTED และหุ้นที่มีสัญญาณ & 61569;= ACCUMULATE ได้ใน Investment Ideas หรือ หุ้นที่มี “& 61514;” ใน Fast Fact  เป็นหลัก]
               สำหรับแนวโน้มปี 53 เรายังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” และประเมินเป้าหมายใหม่ของ SETI ที่ 838 จุด [ประเมินจากราคาเป้าหมาย 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นใน coverage] เนื่องจาก ...
               ในขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์เห็นค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ว่าเศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” (bottom out) ในปี 52 ซึ่งเรามองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวผ่านจากช่วงแรก (“& 61678;”) และช่วงกลาง (“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของตัว “U” การฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีมากขึ้น (broad-based recovery) จะมีผลให้การปรับตัวขึ้นของตลาดกระจายตัวในกลุ่มต่างๆ มากขึ้น (broad-based rally) [ไม่ใช่ดีแค่ ไม่กี่กลุ่มเหมือนในปี 52]
                “คุณภาพของกำไร” (quality of earnings) มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะ “การเติบโตของกำไร” (bottom-line growth) ไม่ได้มาจากกำไรสต็อก (inventory gain) เหมือนกับการฟื้นตัวในระยะแรก แต่มีแรงหนุนจาก “การเติบโตของยอดขาย” (top-line
growth) ด้วย
             ในเบื้องต้น เราแนะนำให้มองเป้าหมายที่ 750~800 จุดก่อน เพราะมีปัจจัยถ่วงตลาด คือ ...
               ช่วงปลายปี 52 หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ได้ผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการลงทุนใน “มาบตาพุด” กดดันไม่ให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้มาก
             ในช่วงต้นปี การเมืองก็เป็นประเด็นที่ยังกดดันตลาดอยู่ เพราะศาลฎีกาได้นัดฟังคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของทักษิณวันที่ 26 ก.พ. 53 อาจทำให้เกิดสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองได้อีกครั้ง
            ในเชิงเทคนิค โมเมนตัมระยะยาวจะยังดูดี “ถ้า” SETI & 61619; 705 จุด ในเชิงกลยุทธ์ เราให้ถือว่าเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการลงทุนเพื่อลุ้นเป้าหมายที่ระดับ 800~850 จุดด้วย

Written by :
platoo
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1225
mod_vvisit_counterAll days1225

We have: 1226 guests online
Your IP: 216.73.216.182
Mozilla 5.0, 
Today: May 19, 2026

4288312