|
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/02/53
แนวโน้มตลาดวันนี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้ มีแนวโน้มที่จะปรับฐานตามทิศทางตลาดหุ้น สหรัฐฯและยุโรปที่ปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ ถึงแม้ระยะสั้นตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่ จะได้รับปัจจัยบวกจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันภายในประเทศและ ปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้น แต่นักลงทุนควรลงทุนด้วยความระมัดระวังในระยะ นี้ เนื่องจากตลาดยังคงอ่อนไหวต่อกระแสข่าวทางการเมืองภายในประเทศ โดย เฉพาะเมื่อใกล้ช่วงปลายสัปดาห์ ที่จะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกฯ ทักษิณ โดยนักลงทุนยังสามารถปรับพอร์ทการลงทุน โดยเน้นลงทุน ในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการปี 53 ที่แข็งแกร่งและอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ในวันนี้นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคให้แนวรับที่ระดับ 696-702, 684-688 จุด และแนวต้านที่ระดับ 710-715 จุด โดยหุ้นที่เราแนะนำวันนี้ได้แก่ SPALI, BSBM, และ PTT ดัชนีหุ้นไทยวานนี้บวกตามตลาดต่างประเทศด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนา แน่นขึ้น: วานนี้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 5.36 จุด มาปิดที่ระดับ 705.80 จุด ด้วยปริมาณ การซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นที่ 14,462 ล้านบาท ตามทิศทางการฟื้นตัวตลาดต่าง ประเทศที่คลายความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย Discount rate ของ FED โดยนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ, นักลงทุนต่าง และ พอร์ทโบรกเกอร์ซื้อสุทธิ 1,169 ล้านบาท, 974 ล้านบาท และ 353 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่นักลงทุนภาย ในประเทศเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ขายสุทธิ 2,497 ล้านบาท กระทรวงการคลังเสนอ ที่ประชุม ครม.ทบทวนการใช้มาตรการภาษีเพื่อ กระตุ้นภาคอสังหาฯ วันนี้: ในการประชุม ครม. วันนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอที่ ประชุม ครม.ทบทวนการใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ว่าจะมีการ ต่ออายุหรือไม่ ซึ่งมาตรการลดหย่อนภาษีที่จะหมดอายุสิ้นมี.ค. 2553 ได้แก่ มาตรการ ลดภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.1%, ค่าธรรมเนียมการโอนฯ และจดจำนอง จาก 2% และ 1%เหลือ 0.01% ซึ่งหากมีการต่อมาตรการภาษีออกไปอีก จะส่งผล บวกต่อหุ้นกลุ่มอสังหาฯ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบบ้านเดี่ยวอย่าง QH, SPALI และ PS เป็นต้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัวลงเล็กน้อย ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการ: วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัวลงเล็กน้อย นำโดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะ ที่ปรับตัวลด ลงตามทิศทางราคาโลหะ ในขณะที่หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินยังคงเป็นกลุ่มที่บวกนำ ตลาด จากที่ตลาดคาดการณ์ว่าประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงยืนยันที่จะใช้ นโยบายดอกเบี้ยต่ำ ในการแถลงการณ์ต่อวุฒิสมาชิกฯในคืนวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผล บวกต่อภาพรวมตลาดสหรัฐฯในระยะสั้น โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวลดลง 18.97 จุด หรือ -0.18%, ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 0.10% และ 0.08% ตามลำดับ ค่าเงินดอลลาร์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์เคลื่อนไหวแกว่งตัว: เมื่อคืนนี้ ค่าเงินดอลลาร์เทียบกับยูโรอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยนญี่ปุ่น โดยดัชนี US Dollar index ปรับตัวลดลง 0.13 จุด มาอยู่ที่ 80.51 จุด โดยราคาน้ำมัน ดิบล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบมี.ค. ปรับตัวขึ้น 0.35 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 80.16 เหรียญ สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวลดลง 8.70 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,112.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ โดยราคาน้ำมันดิบได้รับปัจจัยหนุนจากข่าว การนัดหยุดงานของโรงกลั่น Total ในฝรั่งเศส และการที่จีนรายงานยอดนำเข้าน้ำมัน เดือนม.ค. เพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ข่าวการ ปฏิเสธการเข้าตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นข่าวที่ต้องติดตามในระยะ นี้ เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง แม้สภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/52 ของไทยขยายตัวแข็งแกร่งกว่า 5.82% yoy: สภาพัฒน์ฯ ประกาศตัว เลข GDP ไตรมาส 4/52 เช้าวานนี้ดีเกินคาด โดยขยายตัวสูงถึง 5.82% จากช่วงเดียว กันของปีก่อน (yoy) และ 3.63% จากไตรมาสก่อน (qoq) ทำให้ตัวเลข GDP ของ ไทยในปี 52 หดตัวเพียง 2.3% yoy ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด โดยได้แรงหนุนจากการใช้ จ่ายภาคครัวเรือน, การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มมีความจำเป็นน้อย ลงเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพิง ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภาคที่เปิดรับ ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองในประเทศ สภาพัฒน์ฯ ได้มี การปรับประมาณการ GDP ปี 53 ขึ้นจาก 3-4% เป็น 3.5-4.5% โดยสภาพัฒน์ฯ มีมุม มองเชิงบวกมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคเอกชนซึ่งสอดคล้องกับมุมมอง ของเรา โดยเราได้ปรับประมาณการ GDP ปี 53 ขึ้นจากระดับ 4.0% เป็น 4.5% อย่าง ไรก็ตามเรายังคงมุมมองเชิงระมัดระวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และ เชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่เกิดขึ้น ในช่วงครึ่งปีแรก จนกว่า ธปท. จะมั่นใจว่าการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคเอกชนมี เสถียรภาพอย่างแท้จริง หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจในประเทศ: หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศอย่างกลุ่มธนาคาร พาณิชย์ Banking Sector และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ Property Sector จะได้รับผล บวกโดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศในปี 53 โดยหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ KBANK, SCB, BAY, SPALI, QH และ PS แนวการลงทุน: เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ 60%
สัดส่วนลงทุน: หุ้น = 60% เงินสด = 40%
หุ้นแนะนำ กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA กลุ่มเดินเรือ : TTA กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR
|
Comments