Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Monday, 17 October 2011 10:38

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

-  ยอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2554 จนถึงเดือนกันยายน อยู่ที่ 1.2986 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 0.3% จากปีที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นระดับสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานภาพทางการคลังของสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะอันตราย ทั้งนี้ ในส่วนของรายได้เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อน สู่ระดับ 2.3025 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น 4.2% สู่ระดับ 3.6011 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

-  ยอดค้าปลีกสหรัฐในเดือนกันยายนขยายตัว 1.1% (m-o-m) จากที่ขยายตัว 0.3% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 7 เดือนและสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.7%

-  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขั้นต้นที่จัดทำโดย Thomson Reuters/University of Michigan ลดลงสู่ระดับ 57.5 จากระดับ 59.4 ในเดือนกันยายน ตรงข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 60.2 ขณะที่ดัชนีคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตข้างหน้าอีก 6 เดือน ลดลง 2.4 จุด สู่ระดับ 47 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2523

-  ดัชนีราคาสินค้าส่งออกในเดือนกันยายนขยายตัว 0.4% (m-o-m) จากที่ขยายตัว 0.5% ในเดือนสิงหาคม จากราคาสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 1.6% จากที่ขยายตัว 2.1% ในเดือนก่อน ขณะที่ราคาสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 0.7% อันเป็นผลมาจากต้นทุนด้านพลังงานและเชื้อเพลิง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 9.5% (y-o-y) จากที่ขยายตัว 9.6% ในเดือนสิงหาคม ด้านดัชนีราคาสินค้านำเข้าในเดือนกันยายนขยายตัว 0.3% (m-o-m) จากที่หดตัว 0.2% ในเดือนสิงหาคม ตรงข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะหดตัว 0.5% ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนดัชนีราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 13.4% (y-o-y) จากที่ขยายตัว 13.0% ในเดือนก่อน

-  สต๊อกสินค้าภาคธุรกิจในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.5% (m-o-m) จากที่เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก่อน มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ยอดขายของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่งทำให้ระยะเวลาที่จะทำให้สินค้าในสต๊อกหมดไป หรือ stock-to-sales ratio เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 1.28 เดือน

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

-  ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อธนาคารของยุโรป 4 แห่ง ได้แก่ ยูบีเอสลงสู่ระดับ A จากระดับ A+ , ลอยด์ส แบงกิ้ง กรุ๊ป และโรยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์ กรุ๊ป จากระดับ AA- สู่ระดับ A, แลนด์เดสแบงก์ของเยอรมนีลง 1 ขั้น สู่ระดับ A+ จากระดับ AA- และยังได้ให้แนวโน้มจะถูกลดอันดับ (negative watch) แก่สถาบันการเงินอีก 7 แห่ง ซึ่งหมายความว่า สถาบันการเงินเหล่านี้อาจจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต โดยมีวาณิชธนกิจของสหรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์ และมอร์แกน สแตนลีย์ ส่วนสถาบันการเงินของยุโรปอีก 5 แห่ง ได้แก่ ดอยช์ แบงก์ เอจี, เครดิต สวิส, บีเอ็นพี พาริบาส์ เอสเอ, โซซิเอเต เจนเนอราล เอสเอ และบาร์เคลย์ส เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้ยุโรป ทั้งนี้ ฟิทช์ จะตัดสินใจเรื่องการลดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันทั้ง 7 ภายในกรอบเวลาอันใกล้ และจะระบุถึงสาเหตุของดำเนินการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่อไป

-  นายเฮอร์แมน แวน รอมปุย ประธานสภายุโรป และนายโฮเซ มานุเอล มาร์โรโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความพอใจที่รัฐสภาสโลวาเกียลงมติอนุมัติการขยายกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) ซึ่งกองทุน EFSF จะเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการปกป้องเสถียรภาพการเงินของยูโรโซน

-  สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศแผนแก้ไขวิกฤติหนี้ในกลุ่มยูโรโซน โดยให้ธนาคารจัดการสำรองทุนให้เหมาะสมกับการกู้ยืม โดยเพิ่มสัดส่วนของทุนสำรองเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มความสามารถของธนาคารในการดูดซับการขาดทุน นอกจากนี้ ในแผนการยังได้เสนอให้ธนาคารใช้เงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินของยุโรปเพื่อพยุงกิจการ ถ้าไม่สามารถระดมเงินทุนจากแหล่งเงินของภาคเอกชนได้ นอกจากนี้ยังต้องการให้ธนาคารระงับการให้เงินปันผลและโบนัสแก่ผู้บริหาร จนกว่าจะเพิ่มการสำรองเงินทุนได้ตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้นใหม่

-  คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรปเตือนว่า เศรษฐกิจยูโรโซนอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย และเตือนว่าการที่หลายประเทศในยูโรโซนบีบให้กลุ่มผู้ถือพันธบัตรในภาคเอกชนต้องร่วมแบกรับภาระการขาดทุนอันเนื่องมาจากวิกฤตหนี้ยุโรปนั้น อาจสร้างความเสียหายให้กับภาคธนาคารและบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสกุลเงินยูโรด้วย

 

เยอรมนี

-  สำนักงานสถิติกลางของเยอรมนี รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อเยอรมนีในเดือนกันยายน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในเดือนสิงหาคม มาเป็น 2.9% ในเดือนกันยายนสูงกว่ารายงานก่อนหน้านี้ซึ่งประเมินไว้อยู่ที่ 2.8%

-  สถาบันเศรษฐกิจชั้นนำของเยอรมนีระบุว่า วิกฤตหนี้ยุโรปที่กำลังเลวร้ายยิ่งขึ้นเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจเยอรมนี ที่อาจนำไปสู่ภาวะสินเชื่อตึงตัว ทั้งนี้ สถาบันทั้ง 8 แห่ง ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเยอรมนีเหลือ 0.8% ในปีหน้า จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2% พร้อมบอกว่า ความไม่แน่นอนจะทำให้ความต้องการบริโภคในประเทศลดลง ขณะที่การค้าระหว่างประเทศอาจไม่ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะสถานการณ์ในประเทศคู่ค้ารายสำคัญไม่ดี นอกจากนี้ ยังคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีจะลดลงเหลือ 1.8% ในปีหน้า จากระดับ 2.3% ในปีนี้

 

เอเชีย: จีน

-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของจีนเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น  6.1 % จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากเพิ่มขึ้น 6.2 % ในเดือนสิงหาคม โดยทางการจีนกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อปีนี้ไว้ที่ 4%  ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตของจีนเพิ่มขึ้น 6.5 % ในเดือนกันยายน หลังจากเพิ่มขึ้น 7.3 % ในเดือนสิงหาคม

 

สิงคโปร์

-  ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงินจากการที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยได้ระบุในแถลงการณ์นโยบายรอบครึ่งปีว่าจะยังคงใช้นโยบายกำหนดกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของดอลลาร์สิงคโปร์ให้ปรับขึ้นเล็กน้อยและค่อยเป็นค่อยไปต่อไป ทั้งนี้สิงคโปร์บริหารนโยบายการเงินผ่านทางการปล่อยให้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดัชนีตะกร้าเงินของประเทศคู่ค้าสำคัญของสิงคโปร์ ซึ่งแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ที่บริหารนโยบายการเงินผ่านทางการปรับอัตราดอกเบี้ย ขณะที่สิงคโปร์บริหารนโยบายการเงินโดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือควบคุมภาวะเงินเฟ้อจากราคานำเข้า โดยดอลลาร์สิงคโปร์ถือเป็นสกุลเงินที่ได้รับการซื้อขายมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก

 

ญี่ปุ่น

-  รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นเกือบ 3 ใน 4คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะประสบภาวะชะงักงันในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า โดย 12 %คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง ขณะที่ บริษัทญี่ปุ่น 69 % ระบุว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าและยอดขายได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่าวิกฤติหนี้ยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยผลสำรวจนี้จัดทำจากการสอบถามบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นจำนวน 400 แห่งระหว่างวันที่ 26 ก.ย.-7 ต.ค. โดยมีบริษัทราว 250 แห่งที่ตอบแบบสำรวจซึ่งผลสำรวจนี้ได้ตอกย้ำความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อการคาดการณ์ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เนื่องจากบีโอเจคาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจฟื้นตัวขึ้นปานกลางโดยได้รับแรงหนุนจากงบลงทุนในการบูรณะประเทศ และจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่

 

ไทย

-  สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รายงานว่าได้จัดตั้งกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะปี 51 วงเงินกองทุนรวม 2.4 แสนล้านบาท พร้อมระบุว่า เนื่องจากในปีงบประมาณ 55-56 มีพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินครบกำหนดมากกว่า 50,000 ล้านบาท ภายในวันเดียวกัน จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ LB11NA, SB129A , LB133A ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงต้องมีแผนดำเนินการกู้เงินล่วงหน้า (pre-funding) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว

-  Frost & Sullivan ซึ่งเป็นองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม ส่งผลให้เกิดความเสียหายมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านบาท โดยคาดว่าทำให้ตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 4 อาจจะลดลง 0.5% — 1.5% ซึ่งส่งผลให้ GDP ของทั้งปี ลดลงเหลือเพียง 3.1% - 3.5% จากประมาณการก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 4.0%

 

Money Market

-  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ( 14 ต.ค.)ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ โดยในวันนี้ทางการจีนรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายนลดลงมาอยู่ที่ 6.1% จากเดือนสิงหาคมซึ่งอยู่ที่ 6.2% โดยสูงเกิน 6% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (14 ต.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงมากเมื่อวันพฤหัส โดยจากการสำรวจของรอยเตอร์ระบุว่าบริษัทญี่ปุ่นเกือบ 3 ใน 4 คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะประสบภาวะชะงักงันในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยปัญหาการแข็งค่าของเงินเยนเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการ

-  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (14 ต.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ S&P ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปน อย่างไรก็ดีหลังจากนั้นค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในวันนี้รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G-20 เริ่มการประชุมซึ่งจะใช้เวลา 2 วันโดยตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการแก้วิกฤติหนี้ยุโรป

 

Capital Market

-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (14 ต.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯเพื่มขึ้นในวันศุกร์ โดยในวันนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯรายงานว่ายอดขายปลีกสหรัฐฯเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 1.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นของสหรัฐฯซึ่งจัดทำโดย Thomson Reuters / University of Michigan เดือนตุลาคมตกลงมาอยู่ที่ระดับ 57.5 จากระดับ 59.4 ในเดือนกันยายน

-  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันศุกร์ (14 ต.ค.)ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่วันนี้ปรับตัวลดลงจากการที่ S&P ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนลง ขณะที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของจีนเดือนกันยายนที่สูงเกิน 6% เป็นเดือนที่ 4 ก็ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนจะยังไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินแม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงและส่งผลลบต่อตลาดหุ้นจีนในวันนี้ โดยในวันนี้ดัชนีนิกเกอิ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต และดัชนีฮั่งเส็ง ลดลง 0.85%, 0.30% และ 1.36% ตามลำดับ

-  ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ ( 14 ต.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยทรงตัวในช่วงเช้าวันนี้ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงบ่าย โดยมีแรงซื้อเข้ามามากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงาน โดยวันนี้ SET INDEX ปิดตลาดที่ 955.81 เพิ่มขึ้น 18.99 จุด

 

โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 17 ตุลาคม  2554

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday995
mod_vvisit_counterAll days995

We have: 993 guests online
Your IP: 216.73.216.162
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 03, 2026

4187432