| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 20 January 2012 09:00 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไป ทรงตัวในเดือนธันวาคม ต่อเนื่องจากที่ทรงตัวในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าดัชนี CPI ทั่วไปเดือนธันวาคมจะเพิ่มขึ้น 0.1% เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ขณะที่ราคาอาหารเพิ่มขึ้นแค่ปานกลาง ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐานไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนธันวาคม หลังเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ดัชนี CPI ทั่วไปในเดือนธันวาคมขยายตัว 3.0% (y-o-y) จากที่เพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนพฤศจิกายน ดัชนี PPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.3% ซึ่งมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.1% - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่14 มกราคม 2555 ลดลง 50,000 ราย สู่ระดับ 352,000 ราย จาก 402,000 ราย ซึ่งเป็นรดับระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 385,000 ราย ด้านยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ลดลงสู่ระดับ 379,000 ราย จากระดับ 382,500 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ การลดลงของยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานนับเป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลอดปี 2554 เศรษฐกิจสหรัฐมีการจ้างงานเพิ่ม 1.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 940,000 ตำแหน่งในปี 2553 - ยอดการเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่ในเดือนธันวาคมลดลง 4.1% สู่ระดับ 657,000 ยูนิตต่อปี จาก 685,000 ยูนิตในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 680,000 ยูนิต โดยเป็นการลดลงยอดก่อสร้างบ้านประเภท multifamily (ประเภทอพาร์ทเม้นท์) ที่ลดลงถึง 20% อย่างไรก็ตาม สำหรับตลอดทั้งปี 2554 ยอดก่อสร้างบ้านประเภท multifamily เพิ่มขึ้นถึง 78% หลังชาวอเมริกันส่วนใหญ่หันมาเช่ามากกว่าการเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนยอดการอนุญาตก่อสร้างลดลง 0.1 % สู่ 679,000 ยูนิตต่อปี จาก 680,000 ยูนิตต่อปีในเดือนก่อน - ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขาฟิลาเดเฟียรายงานว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจทั่วไป (General economic index) ในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.3 จากระดับ 6.8 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน แต่น้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 10.0 ทั้งนี้ การที่ดัชนีดังกล่าวอยู่สูงกว่าระดับ 0 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งครอบคลุมพพื้นที่ในเขตเพนนิซิวาเนียทางตะวันออก และทางตอนใต้ของรัฐนิวเจอร์ซีและเดอลาแวร์ - ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ทั่วไปในเดือนธันวาคม 2554 ลดลง 0.1% จากที่เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ขณะที่ดัชนี PPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.3% จากที่เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก่อน - กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานว่า ยอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 4.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2554 เมื่อเทียบกับการไหลออกของเงินทุนสุทธิที่ 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2554
ยุโรป: สหภาพยุโรป - กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) สามารถระดมทุนด้วยการขายตั๋วเงินคลังอายุ 6 เดือนล็อตใหม่ได้ 1.501 พันล้านยูโร ด้วยอัตราส่วนความต้องการซื้อต่อปริมาณที่นำออกจำหน่ายอยู่ที่ 3.1 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดการเงินยังคงมีความเชื่อมั่นในตราสารหนี้ของ EFSF ถึงแม้ว่า EFSF เพิ่งจะถูกสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือก็ตาม - นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารของไอเอ็มเอฟว่า "คณะผู้บริหารและคณะทำงานของไอเอ็มเอฟจะสำรวจทางเลือกต่างๆในการเพิ่มทุนทรัพย์และเพิ่มศักยภาพด้านการปล่อยเงินกู้ของไอเอ็มเอฟ โดยจะมุ่งเน้นในเรื่องการแก้ไขวิกฤตและสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีเสถียรภาพ" ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟจะเพิ่มทุนทรัพย์อีก 5-6 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการปล่อยเงินกู้ โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น
เยอรมนี - ฟิลิปส์ โรสเลอร์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี แสดงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจะกลับมาเติบโตได้ในอัตรา 0.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ หลังจากที่หดตัวลง 0.3% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจเยอรมนีตลอดทั้งปี 2555 จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 0.7% เท่านั้น ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 1.0%
ฝรั่งเศส - นิโคลัส ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศแผนกระตุ้นการจ้างงานมูลค่า 430 ล้านยูโร (550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หลังวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ส่งผลให้การจ้างงานซบเซา นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออกจำหน่ายตั๋วเงินคลังประเภท 2 ปี 3 ปี และ 4 ปี โดยตั้งเป้ามูลค่าการจำหน่ายไว้ที่ 9.5 พันล้านยูโร (12.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ รายงานว่าอัตราการว่างงานของอังกฤษในเดือนพฤศจิกายนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.4% นับเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา และสูงกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ที่ 8.3% คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากภาคเอกชนยังคงปรับลดคนงานเป็นระยะ โดยในช่วง 3 เดือนล่าสุด (กันยายน-พฤศจิกายน) คนอังกฤษต้องออกจากงานมากถึง 2.7 ล้านคน
สเปน - รัฐบาลสเปนสามารถระดมทุนจากการประมูลขายตั๋วเงินคลังอายุ 12 เดือนและ 18 เดือนได้ 4.88 พันล้านยูโรหรือประมาณ 6.23 พันล้านดอลลาร์ โดยต้นทุนในการกู้ยืมลดลง และรัฐบาลกรีซสามารถประมูลขายตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนได้ 1.625 พันล้านยูโร หรือประมาณ 2.06 พันล้านดอลลาร์ โดยต้นทุนในการกู้ยืมลดลงเช่นกัน - ธนาคารกลางสเปนรายงานว่ายอดหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ในสเปนพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 17 ปีโดยพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1.341 แสนล้านยูโรในเดือนพฤศจิกายน หรือคิดเป็น 7.5% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์ในสเปน โดยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์
เอเชีย: ญี่ปุ่น - ข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐบ่งชี้ว่ามูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐของญี่ปุ่น ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 1.0389 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากเดือนตุลาคม นับเป็นการทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นครั้งแรก โดยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากการที่ญี่ปุ่นเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯเพิ่มขึ้น โดยใช้เงินทุนในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐฯที่ได้จากการเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้ขายเงินสกุลเยนและซื้อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯเป็นจำนวน 9 ล้านล้านเยนในการแทรกแซงครั้งดังกล่าว โดยญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐฯรายใหญ่อันดับสองรองจากจีน ซึ่งมีมูลค่าการถือครองทั้งสิ้น 1.1326 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากเดือนก่อน
จีน - เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลระบบธนาคารพาณิชย์ของจีนกล่าวว่าทางการจีนอาจจะอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่งของจีนให้สินเชื่อในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นและผ่อนคลายข้อกำหนดเรื่องเงินกองทุนหลังการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอลง ทั้งนี้ทางการจีนอาจจะลดน้ำหนักของความเสี่ยงสำหรับเงินให้สินเชื่อที่ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก โดยขณะนี้ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของจีนกำลังถูกกดันมากขึ้นให้ผ่อนคลายมาตรการเกี่ยวกับสินเชื่อหลังจากเศรษฐกิจจีนไตรมาส 4 ขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 10 ไตรมาสจากการที่วิกฤติหนี้ยุโรปส่งผลลบต่อภาคการส่งออกจีน รวมทั้งภาวะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีของจีนมีนโยบายที่จะคงระดับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนขณะเดียวกันก็จะต้องไม่ส่งผลให้มีการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นรวมทั้งต้องไม่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาอีก - สำนักปริวรรตเงินตราของรัฐบาลจีน (SAFE) เปิดเผยว่า จีนจะจัดการเด็ดขาดกับกระแสเม็ดเงินเก็งกำไรข้ามพรมแดนในปีนี้ต่อไปเพื่อปกป้องเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ทั้งนี้กระแสเงินทุนที่เข้ามาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มหยุดชะงักลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่นักเก็งกำไรบางรายรู้สึกวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ขณะที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก รัฐบาลจีนยังกังวลว่ากระแสเงินทุนเก็งกำไรอาจเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหันซึ่งอาจทำลายเสถียรภาพของตลาดการเงินในประเทศ และเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ SAFE ได้ตรวจพบ 17 กรณีที่กองทุนถูกนำไปลงทุนอย่างผิดกฎหมายในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดทุน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวม 1.93 หมื่นล้านหยวน (3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปีที่แล้ว โดยสถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่เป็นจุดตรวจที่สำคัญ
ไทย - นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่า การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2554 หดตัวเพียง 2% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้ประเมินผลกระทบความเสียหายและความสูญเสียจากเหตุน้ำท่วมไว้ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 54 เหลือโตเพียง 1.5% - สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) รายงานว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 มีจำนวน 4,303,532.11 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 40.54% ของ GDP โดยแบ่งเป็นหนี้ของรัฐบาล 3,087,237.28 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,061,432.68 ล้านบาท และหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน(รัฐบาลค้ำประกัน) 154,862.15 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะลดลงสุทธิ 33,171.14 ล้านบาท โดยหนี้ของรัฐบาล และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 5,703.36 ล้านบาท และ 30,445.18 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินและหนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) เพิ่มขึ้น 2,576.28 ล้านบาท และ 401.12 ล้านบาท ตามลำดับ
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัสบดี (19ม.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินเอเซียในช่วงเช้าวันนี้ตามภาวะที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียสูงขึ้นจากหลายปัจจัยบวก เช่น การคาดการณ์ทางการจีนจะผ่อนคลายการเข้มงวดการขยายสินเชื่อ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ชี้ไปในทางบวก และการเพิ่มเงินทุนของ IMF โดยวันนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินบาทเช่นกัน - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัสบดี (19ม.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้ โดนส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่นักลงทุนขายดอลลาร์สหรัฐฯออกมาและลงทุนในตลาดหุ้นเอเซียมากขึ้นในวันนี้หลังจากที่มีข่าวว่าทางการจีนอาจอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์จีนให้สินเชื่อได้มากขึ้นฯ ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯชี้ไปในทางบวก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตรียมเพิ่มเงินทุน อย่างไรก็ดีในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินดอลลาร์ฯได้ปรับตัวแข็งขึ้น - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัสบดี (19ม.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าของตลาดเอเซียวันนี้ ทั้งนี้ค่าเงินยูโรถูกกดดันจากปัจจัยเรื่องวิกฤติหนี้ยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้กำลังมีการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้เอกชนกับทางการของกรีซเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายของเจ้าหนี้ที่จะเกิดขึ้นจากการสว็อปหนี้ โดยการเจรจาจะต้องได้ข้อตกลงในสิ้นสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดีในช่วงเช้าของตลาดยุโรปค่าเงินยูโรได้ปรับแข็งขึ้นจากการที่ตลาดการเงินคาดหวังว่ากรีซจะบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (19ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นในวันนี้โดยได้ปัจจัยหนุนจากผลประกอบการของแบงก์ออฟอเมริกาและมอร์แกนสแตนเลย์ รวมทั้งตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ที่ลดลง - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (19ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันนี้จากข่าวที่ว่าทางการจีนอาจอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์จีนให้สินเชื่อได้มากขึ้นและผ่อนคลายข้อกำหนดเรื่องเงินกองทุนหลังการเติบโตของเศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง ขณะเดียวกันดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯเดือนมกราคมที่สูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง และการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศเตรียมเพิ่มเงินทุนอีก 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆก็ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นในวันนี้ โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต และดัชนีฮั่งเส็ง เพิ่มขึ้น 1.04%, 1.31% และ 1.30% ตามลำดับ - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (19 ม.ค)ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นเอซียส่วนใหญ่จากข่าวทางการจีนอาจผ่อนคลายมาตรการควบคุมธนาคารพาณิชย์ในประเทศ รวมทั้งดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ชี้ไปในทางบวก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตรียมเพื่มเงินทุน โดยวันนี้ SET INDEX ปิดตลาดที่ 1,058.94 เพิ่มขึ้น 7.3 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 20 มกราคม 2555
|






![]() | Today | 1411 |
![]() | All days | 1411 |
Comments